
สวัสดีฉันเฟื่องวลีอยู่ปี 1 คณะนิเทศก์-ฟิล์มฉันเพิ่งย้ายมาจากต่างจังหวัดมาพึ่งบารมีป่าตึกแห่งนี้หลบหนีจากธรรมชาติและสิ่งเร้นลับทั้งปวง
สงสัยละสิว่าทำไมฉันถึงเอ่ยถึงสิ่งเร้นลับตั้งแต่ต้นเรื่องเพราะศัตรูคู่แค้นตลอดกาลที่ตามรังควานชีวิตฉันก็คือไอ้ 'สิ่งเหนือธรรมชาติ' นั่นแหละ
ว่ากันว่าผู้ที่เคยเฉียดใกล้ความตายจะมีสัมผัสที่ 6 โดยเฉพาะผู้ที่เคยเกือบขิตเพราะน้ำ
ความวินาศสันตะโรมันเริ่มขึ้นที่น้ำตกแห่งหนึ่งในจังหวัดบ้านพ่อฉัน ฉันซึ่งเป็นเด็กกะโปโลอยู่อนุบาล 2 สวมห่วงยางฟลามิงโก้คู่ใจกำลังเล่นน้ำอยู่ตรงโซนของเด็ก
ด้วยความอยากลองดีฉันเคลื่อนตัวเข้าโซนผู้ใหญ่แล้วก็ถูกกระแสน้ำเชี่ยวของน้ำตกพัดปลิวจนเข้าโซนหน้าผาที่ข้างล่างเป็นโขดหินโผล่ขึ้นมาปะทะน้ำตก
ฉันตกใจตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่เสียงน้ำตกดังจนกลบเสียงฉันไปหมด
ฉันหันไปสบตาพี่ผู้หญิง 2 คนที่นั่งเล่นหย่อนขาอยู่บนโขดหินพวกเขาได้ยินเสียงฉันแน่ๆ
แต่ระยะห่างของเราห่างเกินกว่าที่พี่ๆจะเข้ามาหาฉันได้ ห่วงยางที่ทำให้ฉันลอยไปตามกระแสลากชั้นใกล้ใกล้หน้าผานั้นเรื่อยๆ
ฉันตัดสินใจถอดห่วงยางออกแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองว่ายน้ำไม่เป็น หวังว่าน้ำหนักของฉันที่ไร้ห่วงยางพยุงจะช่วยให้ฉันไหลไปตามกระแสน้ำช้าลงบ้าง แล้วฉันก็จมหายลงไปใต้กระแสน้ำ
รู้ตัวอีกทีก็มาตื่นที่ริมน้ำตกพี่กู้ภัยนั่งคุกเข่าอยู่ข้างซ้ายข้างพี่กู้ภัยคือพี่ผู้หญิงสองคนที่สบตาฉันนั่นแหละ ข้างขวาของชั้นคือพ่อกับแม่
ฉันจึงเดาได้ว่าฉันทำสำเร็จ ฉันถอดห่วงยางออกทันทำให้พี่ๆจึงเข้าถึงตัวฉันได้ทัน
พ่อแม่พาไปดูห่วงยางคู่ใจของฉันมันโดนหินแหลมด้านล่างเสียบจนแฟบ ไม่กล้าคิดสภาพตัวเองตอนถอดห่วงยางไม่ทันเลย ยังไงก็บ๊ายบายนะจะห่วงยาง
เอาเป็นว่าฉันรอดตายด้วยการแลกชีวิตกับห่วงยางแหละนะ
หลังจากนั้นฉันจำไม่ค่อยได้ ถามพ่อแม่มาก็ได้รู้ว่าฉันมีเพื่อนในจินตนาการเยอะมาก และฉันก็จริงจังกับเพื่อนในจินตนาการพวกนั้นเกินกว่าที่เด็กคนนึงจะจริงจังได้
เพื่อนในจินตนาการที่ฉันสนิทที่สุดคือพี่ฟ้า ฉันเรียกบ่อยที่สุดแล้วในช่วงนั้น ฉันจำได้ลางๆอีกว่าตัวเองเข้าไปเล่นหลังเมรุเผาศพแล้วภาพก็ตัด ความทรงจำหายไปช่วงหนึ่ง มารู้เรื่องอีกทีตอนโต
ยายเล่าว่าตอนนั้นฉันเคยถูกผีเข้า ชักจนยายๆย่าๆต้องฝึกจุดธูปขอขมาผีสางแถวนั้นกว่าฉันจะหาย หลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์เกือบขิตครั้งที่ 2
ฉันกลืนเหรียญบาทลงคอ yep ตอนอนุบาลอีกนั่นแหละ ฉันไม่รู้ว่าตอนนั้นตัวเองคิดอะไรอยู่ถึงกลืนเหรียญลงไป แต่ยังจำกลิ่นยาสลบตอนก่อนผ่าตัดเอาเหรียญออกได้ดี
กลิ่นคล้ายยาทาเล็บเลยว่ะ..
หลังจากนั้นก็แน่นอนว่าฉันได้สัมผัสที่ 6 มาครอบครองเฮ้ออออ...
ได้รู้สักที่ว่าพี่ฟ้าไม่ใช่แค่เพื่อนในจินตนาการ พี่ฟ้าก็คอยวนเวียนอยู่รอบตัวเหมือนเดิม เพียงแต่ฉันรับรู้ถึงตัวเธอยากขึ้น
ชีวิตคนมีเซ้นส์มันโหดร้ายกว่าที่คิดนะ ด้วยความที่โรงเรียนและบ้านต่างก็อยู่นอกเมืองมีแต่ป่าเขาผีเยอะยั้วเยี้ยเต็มไปหมด
ซ้ำร้ายโรงเรียนประถมของฉันตั้งอยู่บนป่าช้าเก่า บางทีผีก็ออกมาปะปนกับนักเรียน ฉันจะต้องแยกให้ออก ไม่งั้นถ้าเผลอไปยุ่งกับมัน ฉันจะเจอกับการรังควานสารพัดแล้วแต่ผีจะต้องการ
บางทีก็ต้องไปทำเควสให้เช่นการเซ่นไหว้อาหาร การติดต่อญาติให้ผี ลำบากจะตายเงินก็ไม่ได้ หลังจากจบประถมฉันจึงไปเรียนมัธยมในเมือง ถึงจะยังเจอผีอยู่บ้างแต่ก็น้อยกว่าบ้านนอกแหละนะ เมื่อจบมัธยมชั้นก็เข้ามหาวิทยาลัยในเมืองหลวงมันซะเลย อยากรู้นะว่าเลเวลเทคโนโลยีสูงๆอย่างกรุงเทพฯมันจะเหลือผีสักกี่ตัว
มีบางคน (จริงๆก็หลายคน) เคยบอกไว้ว่า แผ่นดินที่เราเหยียบอยู่ไม่มีที่ไหนไม่เคยมีคนตาย
มันจริงนะ ฉันเจอมากับตัว แม้แต่เมืองหลวงก็ยังมีผีแถมหลากหลายชนิดและเชื้อชาติรับมือไม่ถูกกันเลยทีเดียว แต่คิดหรือว่าคนมีเซ้นส์มาเป็น 10 ปีอย่างฉันจะไม่มีไอเทมสู้ผีอะไรเลย?
ไอเทมชิ้นที่ 1 เหรียญบาทขึ้นสนิม
มันคือเหรียญที่ฉันกลืนเข้าไปตอนนั้นนั่นแหละ ฉันพบว่าถ้าพกมันติดตัวไว้พวกผีจะไม่สนใจฉัน จะไม่พยายามเข้ามาพิสูจน์ว่าฉันเห็นพวกเขาหรือไม่ ฉันตั้งทฤษฎีเอาเองว่าถ้าเรามีสิ่งของที่ทำให้เราเฉียดตายอยู่กับตัว ผีรอบๆจะคิดว่าเราเป็นผีเหมือนกันพวกเขาเลยไม่สนใจ
ฉันจึงพกเหรียญนี้ติดกระเป๋าตลอดพ่อเอาไปอัดกรอบใส่เชือกแขวนให้ด้วยล่ะ
ไอเทมชิ้นที่ 2 กำไลมหาเฮง
ฉันซื้อมาพันกว่าบาทเพราะฉันได้ข่าวว่ามันเรียกเงินเรียกทอง แต่พอใส่แล้วสัญลักษณ์ โอมบนกำไลมันดันเพิ่มบลัฟคุ้มครองให้ด้วย
ผีร้ายๆจะกลัวส่วนผีดีจะเข้าใกล้ได้ เพราะข้างในกล่องมันบอกว่าเป็นพุทธคุณสายขาวอะไรทำนองนั้น แต่ผีดีก็ยังมีเควสให้ทำอยู่ดี ฉันจึงพกเหรียญสนิมไปด้วยพวกเขาจะได้ไม่มอบเควสยุ่งยากให้ฉัน
ไอเท็มติดตัวก็มีแค่นี้แหละ อะแฮ่ม! เวิ่นมาเยอะแล้ว เข้าเรื่องกันสักที
ตัดมาที่วันเข้าม.วันแรก พ่อกับแม่พาน้องชายมาจ่ายค่าเทอมด้วย มันชื่อไอ้เจหรือที่เรียกสั้นๆว่าจวย(จวยหัวเค)
ไอ้หมอนี่มีเซ้นส์บางๆ จะได้ยินเสียงก๊อกๆแก๊กๆบ่อย ต่างกับชั้นที่ต้องเจอแบบ Full Option ซึ่งมันก็มีไอเทมเช่นกันคือสายศิลป์ห้อยคอที่ได้จากหลวงตาเจ้าอาวาสวัดผาเกิ้ง
หลังจากพ่อแม่กับเจกลับไปแล้ว ฉันไปเรียนที่อาคาร 5 ชั้น 6 รู้สึกเสียวสันหลังวาบตั้งแต่เดินเข้าลิฟต์เพราะลิฟต์มันทาสีแดงเลือดหมูทั้งตัว ประดับด้วยไม้ฉลุกับพื้นหินอ่อนลายพร้อย ดูเก่าวินเทจและหลอนในคราวเดียวกัน
ฉันกดปุ่มลิฟท์แล้วก้มหน้าลงมองพื้น เห็นคนเดินเข้ามาหลายคน คนอื่นอาจจะคิดว่าฉันขี้อาย แต่เปล่า ฉันมองเท้าพวกเขาอยู่ต่างหาก

