bc

การเอาชีวิตรอดของเฟื่องวลี

book_age4+
4
ติดตาม
1K
อ่าน
adventure
แนวดาร์ก
กล้าหาญ
ชายจีบหญิง
สยองขวัญ
วิทยาลัย
มัธยมปลาย
ความลับ
พลังวิเศษ
สงคราม
ล่ำๆ หมีๆ
assistant
like
intro-logo
คำนิยม

สวัสดีฉันเฟื่องวลีอยู่ปี 1 คณะนิเทศก์-ฟิล์มฉันเพิ่งย้ายมาจากต่างจังหวัดมาพึ่งบารมีป่าตึกแห่งนี้หลบหนีจากธรรมชาติและสิ่งเร้นลับทั้งปวง

สงสัยละสิว่าทำไมฉันถึงเอ่ยถึงสิ่งเร้นลับตั้งแต่ต้นเรื่องเพราะศัตรูคู่แค้นตลอดกาลที่ตามรังควานชีวิตฉันก็คือไอ้ 'สิ่งเหนือธรรมชาติ' นั่นแหละ

ว่ากันว่าผู้ที่เคยเฉียดใกล้ความตายจะมีสัมผัสที่ 6 โดยเฉพาะผู้ที่เคยเกือบขิตเพราะน้ำ

ความวินาศสันตะโรมันเริ่มขึ้นที่น้ำตกแห่งหนึ่งในจังหวัดบ้านพ่อฉัน ฉันซึ่งเป็นเด็กกะโปโลอยู่อนุบาล 2 สวมห่วงยางฟลามิงโก้คู่ใจกำลังเล่นน้ำอยู่ตรงโซนของเด็ก

ด้วยความอยากลองดีฉันเคลื่อนตัวเข้าโซนผู้ใหญ่แล้วก็ถูกกระแสน้ำเชี่ยวของน้ำตกพัดปลิวจนเข้าโซนหน้าผาที่ข้างล่างเป็นโขดหินโผล่ขึ้นมาปะทะน้ำตก

ฉันตกใจตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่เสียงน้ำตกดังจนกลบเสียงฉันไปหมด

ฉันหันไปสบตาพี่ผู้หญิง 2 คนที่นั่งเล่นหย่อนขาอยู่บนโขดหินพวกเขาได้ยินเสียงฉันแน่ๆ

แต่ระยะห่างของเราห่างเกินกว่าที่พี่ๆจะเข้ามาหาฉันได้ ห่วงยางที่ทำให้ฉันลอยไปตามกระแสลากชั้นใกล้ใกล้หน้าผานั้นเรื่อยๆ

ฉันตัดสินใจถอดห่วงยางออกแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองว่ายน้ำไม่เป็น หวังว่าน้ำหนักของฉันที่ไร้ห่วงยางพยุงจะช่วยให้ฉันไหลไปตามกระแสน้ำช้าลงบ้าง แล้วฉันก็จมหายลงไปใต้กระแสน้ำ

รู้ตัวอีกทีก็มาตื่นที่ริมน้ำตกพี่กู้ภัยนั่งคุกเข่าอยู่ข้างซ้ายข้างพี่กู้ภัยคือพี่ผู้หญิงสองคนที่สบตาฉันนั่นแหละ ข้างขวาของชั้นคือพ่อกับแม่

ฉันจึงเดาได้ว่าฉันทำสำเร็จ ฉันถอดห่วงยางออกทันทำให้พี่ๆจึงเข้าถึงตัวฉันได้ทัน

พ่อแม่พาไปดูห่วงยางคู่ใจของฉันมันโดนหินแหลมด้านล่างเสียบจนแฟบ ไม่กล้าคิดสภาพตัวเองตอนถอดห่วงยางไม่ทันเลย ยังไงก็บ๊ายบายนะจะห่วงยาง

เอาเป็นว่าฉันรอดตายด้วยการแลกชีวิตกับห่วงยางแหละนะ

หลังจากนั้นฉันจำไม่ค่อยได้ ถามพ่อแม่มาก็ได้รู้ว่าฉันมีเพื่อนในจินตนาการเยอะมาก และฉันก็จริงจังกับเพื่อนในจินตนาการพวกนั้นเกินกว่าที่เด็กคนนึงจะจริงจังได้

เพื่อนในจินตนาการที่ฉันสนิทที่สุดคือพี่ฟ้า ฉันเรียกบ่อยที่สุดแล้วในช่วงนั้น ฉันจำได้ลางๆอีกว่าตัวเองเข้าไปเล่นหลังเมรุเผาศพแล้วภาพก็ตัด ความทรงจำหายไปช่วงหนึ่ง มารู้เรื่องอีกทีตอนโต

ยายเล่าว่าตอนนั้นฉันเคยถูกผีเข้า ชักจนยายๆย่าๆต้องฝึกจุดธูปขอขมาผีสางแถวนั้นกว่าฉันจะหาย หลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์เกือบขิตครั้งที่ 2

ฉันกลืนเหรียญบาทลงคอ yep ตอนอนุบาลอีกนั่นแหละ ฉันไม่รู้ว่าตอนนั้นตัวเองคิดอะไรอยู่ถึงกลืนเหรียญลงไป แต่ยังจำกลิ่นยาสลบตอนก่อนผ่าตัดเอาเหรียญออกได้ดี

กลิ่นคล้ายยาทาเล็บเลยว่ะ..

หลังจากนั้นก็แน่นอนว่าฉันได้สัมผัสที่ 6 มาครอบครองเฮ้ออออ...

ได้รู้สักที่ว่าพี่ฟ้าไม่ใช่แค่เพื่อนในจินตนาการ พี่ฟ้าก็คอยวนเวียนอยู่รอบตัวเหมือนเดิม เพียงแต่ฉันรับรู้ถึงตัวเธอยากขึ้น

ชีวิตคนมีเซ้นส์มันโหดร้ายกว่าที่คิดนะ ด้วยความที่โรงเรียนและบ้านต่างก็อยู่นอกเมืองมีแต่ป่าเขาผีเยอะยั้วเยี้ยเต็มไปหมด

ซ้ำร้ายโรงเรียนประถมของฉันตั้งอยู่บนป่าช้าเก่า บางทีผีก็ออกมาปะปนกับนักเรียน ฉันจะต้องแยกให้ออก ไม่งั้นถ้าเผลอไปยุ่งกับมัน ฉันจะเจอกับการรังควานสารพัดแล้วแต่ผีจะต้องการ

บางทีก็ต้องไปทำเควสให้เช่นการเซ่นไหว้อาหาร การติดต่อญาติให้ผี ลำบากจะตายเงินก็ไม่ได้ หลังจากจบประถมฉันจึงไปเรียนมัธยมในเมือง ถึงจะยังเจอผีอยู่บ้างแต่ก็น้อยกว่าบ้านนอกแหละนะ เมื่อจบมัธยมชั้นก็เข้ามหาวิทยาลัยในเมืองหลวงมันซะเลย อยากรู้นะว่าเลเวลเทคโนโลยีสูงๆอย่างกรุงเทพฯมันจะเหลือผีสักกี่ตัว

มีบางคน (จริงๆก็หลายคน) เคยบอกไว้ว่า แผ่นดินที่เราเหยียบอยู่ไม่มีที่ไหนไม่เคยมีคนตาย

มันจริงนะ ฉันเจอมากับตัว แม้แต่เมืองหลวงก็ยังมีผีแถมหลากหลายชนิดและเชื้อชาติรับมือไม่ถูกกันเลยทีเดียว แต่คิดหรือว่าคนมีเซ้นส์มาเป็น 10 ปีอย่างฉันจะไม่มีไอเทมสู้ผีอะไรเลย?

ไอเทมชิ้นที่ 1 เหรียญบาทขึ้นสนิม

มันคือเหรียญที่ฉันกลืนเข้าไปตอนนั้นนั่นแหละ ฉันพบว่าถ้าพกมันติดตัวไว้พวกผีจะไม่สนใจฉัน จะไม่พยายามเข้ามาพิสูจน์ว่าฉันเห็นพวกเขาหรือไม่ ฉันตั้งทฤษฎีเอาเองว่าถ้าเรามีสิ่งของที่ทำให้เราเฉียดตายอยู่กับตัว ผีรอบๆจะคิดว่าเราเป็นผีเหมือนกันพวกเขาเลยไม่สนใจ

ฉันจึงพกเหรียญนี้ติดกระเป๋าตลอดพ่อเอาไปอัดกรอบใส่เชือกแขวนให้ด้วยล่ะ

ไอเทมชิ้นที่ 2 กำไลมหาเฮง

ฉันซื้อมาพันกว่าบาทเพราะฉันได้ข่าวว่ามันเรียกเงินเรียกทอง แต่พอใส่แล้วสัญลักษณ์ โอมบนกำไลมันดันเพิ่มบลัฟคุ้มครองให้ด้วย

ผีร้ายๆจะกลัวส่วนผีดีจะเข้าใกล้ได้ เพราะข้างในกล่องมันบอกว่าเป็นพุทธคุณสายขาวอะไรทำนองนั้น แต่ผีดีก็ยังมีเควสให้ทำอยู่ดี ฉันจึงพกเหรียญสนิมไปด้วยพวกเขาจะได้ไม่มอบเควสยุ่งยากให้ฉัน

ไอเท็มติดตัวก็มีแค่นี้แหละ อะแฮ่ม! เวิ่นมาเยอะแล้ว เข้าเรื่องกันสักที

ตัดมาที่วันเข้าม.วันแรก พ่อกับแม่พาน้องชายมาจ่ายค่าเทอมด้วย มันชื่อไอ้เจหรือที่เรียกสั้นๆว่าจวย(จวยหัวเค)

ไอ้หมอนี่มีเซ้นส์บางๆ จะได้ยินเสียงก๊อกๆแก๊กๆบ่อย ต่างกับชั้นที่ต้องเจอแบบ Full Option ซึ่งมันก็มีไอเทมเช่นกันคือสายศิลป์ห้อยคอที่ได้จากหลวงตาเจ้าอาวาสวัดผาเกิ้ง

หลังจากพ่อแม่กับเจกลับไปแล้ว ฉันไปเรียนที่อาคาร 5 ชั้น 6 รู้สึกเสียวสันหลังวาบตั้งแต่เดินเข้าลิฟต์เพราะลิฟต์มันทาสีแดงเลือดหมูทั้งตัว ประดับด้วยไม้ฉลุกับพื้นหินอ่อนลายพร้อย ดูเก่าวินเทจและหลอนในคราวเดียวกัน

ฉันกดปุ่มลิฟท์แล้วก้มหน้าลงมองพื้น เห็นคนเดินเข้ามาหลายคน คนอื่นอาจจะคิดว่าฉันขี้อาย แต่เปล่า ฉันมองเท้าพวกเขาอยู่ต่างหาก

chap-preview
อ่านตัวอย่างฟรี
เพื่อนใหม่
ผีมักจะเดินเข้ามาปนในคนกับคนในลิฟท์แต่เราต้องสังเกตเอาเองว่าพวกเขามาโหมดไหน จากประสบการณ์อันโชกโชน(?)ของฉัน ผีจะมีสกิลอยู่ 2 โหมด 1 โหมดปกติ คนมีเซ้นส์จะจัดเท่านั้นจะเห็นทั้งตัว คนมีเซ้นส์ปานกลางจะได้สัมผัส รูป รส กลิ่น เสียง ได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คนมีเซ้นส์บางๆจะขนลุกหรือเสียวสันหลัง สำหรับผู้ที่พบเห็นผีโหมดปกติ สังเกตได้ว่าตั้งแต่ข้อเท้าของเขาลงไปจะล่องหน พวกเขาแค่ใช้ชีวิตตามปกติของผีไม่ได้อันตราย 2 โหมดล่า คนมีเซ้นส์จะเห็นทั้งตัวเหมือนเดิม แต่โหมดนี้คนทั่วไปไม่มีเซ้นส์ก็อาจเห็นได้เช่นกัน เท้าของพวกเขาจะปรากฏขึ้น พวกเขาจะเปิดโหมดนี้ในกรณีอยากหาตัวตายตัวแทนหรืออยากทำอย่างอื่นที่ต้องใช้แรงทางกายภาพ ไม่ใช่ผีทุกตัวจะเปิดโหมดล่าได้เพราะมันต้องใช้พลังจิตอย่างมาก จะใช้ได้ดีเป็นพิเศษในวันพระ วันโกน และวันตายของพวกเขา โอเคกลับมาที่ลิฟท์ ฉันเช็คดูแล้วว่าทุกคนที่เข้ามาในลิฟท์ตัวเดียวกับฉันมีเท้าตามปกติ ฉันถอนหายใจเบาๆด้วยความโล่งอก เงยหน้าขึ้นดูหน้าปัดรอให้ถึงชั้นที่ตัวเองต้องออก แต่พอเงยหน้าขึ้นเท่านั้นแหละ ฉันก้มหลบแทบไม่ทันอสูรกายผิวซีดมีควันสีดำปกคลุมเกาะแนบอยู่กับเพดานลิฟท์ ฟ๊าคคคค อสุรกายพวกนี้เกิดจากของสายดำที่พวกหมอผีปล่อยมา หรือไม่ก็หมอผีเองนั่นแหละที่ของเข้าตัวตายกลายเป็นสภาพนี้ ซึ่งมันก็อันตรายมากกว่าผีโหมดล่าเสียอีก ฉันพอจะจำได้ว่ามีคนกดชั้น 3 ครั้งนึงแล้วต่อไปก็ชั้น 6 ซึ่งถือว่าฉันต้องลงตอนประตูลิฟต์เปิดครั้งที่ 2 ฉันก้มหน้าลงมองประตูลิฟท์พยายามสะกดจิตตัวเองไม่ให้กลัว เพราะเวลากลัวผีจะรู้ตัวง่ายยิ่งกลัวยิ่งโดนหลอกนั่นแหละ ประตูลิฟท์เปิดครั้งที่ 1 ท่อนขาไร้เท้าสีขาวซีดก้าวเข้ามาแล้วหยุดอยู่ข้างๆฉัน ฉันอดไม่ได้ที่จะมือสั่น วันนี้วันเชี่ยไรวะเนี่ยยย ฉันใช้เทคนิคกลั้นหายใจเพื่อพรางตัวอีกชั้นนึง ผีพลังอ่อนๆจะแยกไม่ออกระหว่างคนกลั้นหายใจกับผีด้วยกัน เมื่อลิฟต์เคลื่อนมาถึงชั้น 6 ฉันรีบก้าวออกไปก่อนแล้วจึงค่อยๆเงยหน้าขึ้น โอเคเคลียร์ ฉันจึงเดินไปนั่งข้างๆห้องเรียน ยังไม่อยากเข้าไปเพราะมันมืด หากเจอผีโหมดล่าแล้วแยกไม่ออกคิดว่าเป็นคนขึ้นมาก็ซวยน่ะสิ 3 นาทีผ่านไป นี่มันก็ถึงเวลาเรียนแล้ว ทุกๆคนก็เริ่มเข้าห้องแล้วฉันลูบกำไลมหาเฮงนิดหน่อยให้ใจชื้นแล้วจึงก้าวเข้าห้อง วันนี้ฉันได้จับกลุ่มเพื่อตอบคำถามท้ายคาบจึงได้รู้จักเพื่อนใหม่ 2 คน เมย์ กับ เนย เมย์เป็นผู้หญิงตัวเล็กดวงตาสองชั้นเป็นทรงสวยขนตาเรียงเป็นช่อธรรมชาติ เป็นดวงตาที่สวยที่สุดที่ฉันเคยเจอมาในชีวิต ผมสีน้ำตาลทำไฮไลท์สีขาวดัดลอนเล็กๆเกาหลีเกาใจ ใส่ตุ้มหูระย้าเล็กๆห้อยยาวเหมาะกับทรงผม สวมชุดนักศึกษากระโปรงพลีทสั้นเหนือเข่า ส่วนเนยเป็นผู้หญิงตัวขาวจัดเหมือนไม่เคยโดนแดด ตอนแรกฉันคิดว่าผี จนเมย์ทักให้เข้ากลุ่มนี่แหละจึงวางใจ เนยมีผมสีดำอมน้ำตาลธรรมชาติปล่อยตรงมัดครึ่งหัวติดโบว์ สวมชุดนักศึกษาทับด้วยเสื้อกันหนาวไหมพรมสีขาวเรียบๆ กระโปรงยาวเลยเข่าพอๆกับฉัน เนยรู้จักเพื่อนผู้ชายเยอะมาก ตัวเธอทีเป็นคนใส่แว่นกลมดูเนิร์ดๆ ไม่คิดเลยว่าจะร่าเริงขนาดนี้ เสียงก็เล็กๆน่ารัก ฉันกับเนยแต่งตัวคล้ายกันมาก ต่างกันที่ แว่นของฉันเป็นทรงเหลี่ยม ฉันมีทรงผมวูฟคัตมัดครึ่งหัวติดกิ๊ฟผีเสื้อ เสื้อกันหนาวเป็นฮู๊ดสีดำ หลังเรียนเสร็จฉันกับเนยก็พาเมย์ไปรอเพื่อนที่โรงอาหาร หลังจากนี้เราไม่มีเรียนอะไรแล้ว ฉันได้ข้อมูลมาว่าเมย์เรียนศิลปศาสตร์เอกอังกฤษ ส่วนเนยก็เอกฟิล์มเหมือนกัน เพื่อนเอกฟิลม์ส่วนใหญ่ของเนยเข้าก่อน เลยได้เรียนแค่วันอังคารกับวันศุกร์ ฉันกับเนยที่บังเอิญเข้าทีหลังเหมือนกันก็เรียนทุกวันยกเว้นอังคาร เนยขอ IG ฉันแล้วตกลงว่าจะเดินด้วยกัน เรียนด้วยกัน เวลาโดนจับกลุ่มก็จะอยู่ด้วยกัน ฉันค่อนข้างประทับใจในตัวเนยเพราะเราแต่งตัวคล้ายกัน มีความชอบคล้ายกัน อนิเมะ ดนตรีสากล วาดรูป ฉันอยากจะแอบชอบเหลือเกินแต่ยังไม่รู้ว่าเนยจะชอบผู้หญิงไหม เราคุยกันจนถึง 17:00 น. ฉันจึงขอตัวกลับเพราะไม่อยากกลับมืด เนยก็เลยจะกลับด้วย มารู้อีกทีว่าเนยกลับทางเดียวกัน ฉันเขินนิดๆ เนยลงสยาม ส่วนฉันลงปุณณวิถี เมื่อเดินมาถึงซอยเข้าคอนโด ฉันยืนมองมัน ทำใจสักพักแล้วก้มหน้าเดินมองพื้นไป เข้าซอยเปลี่ยวที่ด้านข้างเคยเป็นป่า ตอนนี้ถูกตัดเหี้ยนแล้ว เพราะเคยมีคดีฆ่าข่มขืนที่นี่ นั่นแหละเหตุผลที่ฉันต้องเดินก้มหน้า ตะวันคล้อยจนแสงรอบข้างเจือสีแดง ฉันได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของเธอมาตามลม มันแผ่วเบาแต่ก็สะท้อนก้องในหัวฉัน "เธอต้องช่วยเขา" เสียงอันคุ้นเคยของพี่ฟ้ากระซิบข้างหูขวา ฉันสะดุ้งหันขวับไปมองแบบไม่เชื่อหู "คุณคะ...คุณได้ยินผีตนนั้นด้วยเหรอ คะ" เสียงของผีผู้หญิงคนนั้นดังขึ้นทันควัน ฉันหยุดเดินโดยไม่รู้ตัว "คุณก็ได้ยินฉันใช่ไหมคะ" เสียงนั้นดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ "น้องได้ยินพี่ใช่ไหมคะ" เธอคงจะเรียนผ่านมหาลัยแล้วสินะเลยเรียกฉันที่ใส่ชุดนักศึกษาว่าน้อง แต่มันจะไปสำคัญอะไรเล่า! ฉันรู้สึกได้ว่าเธอพูดอยู่หลังฉัน หายใจรดต้นคอฉันอยู่ ช่างแม่งละ! ฉันหลับตาวิ่งหนี ใครมันจะไปอยากได้เรื่องยุ่งยากเพิ่มกันล่ะ แถมคานแห่งกรรมก็จะทำงานด้วยถ้าฉันไปยุ่งกับกรรมคนอื่น ฉันคงยังไม่อธิบายเรื่องคานแห่งกรรมสินะ เอาเป็นว่าถ้าไปยุ่งกับกรรมคนอื่นเราก็จะรับกรรมแทนนั่นแหละ ปึก! ฉันวิ่งหลับตาเลยชนเท่ากับใครสักคน "ป-เป็นอะไรไหมครับ" เสียงคนโดนชนเป็นเสียงผู้ชายไม่แก่นัก ฉันค่อยๆลืมตาขึ้น เห็นเขายืนอยู่ ตัวสูงหน้าคมดุ "เป็นคนใช่ไหมคะ?" ฉันถามออกมาเสียงสั่นๆแบบไม่รู้ตัว เขาทำตาโตเหมือนตกใจแล้วทำตัวไม่ถูก "ขอโทษค่ะลืมคำถามเมื่อกี้ไปเถอะ" ฉันมั่นใจแล้วว่าเขาเป็นคน ปัดโธ่เอ้ย! ถามอะไรแปลกๆไปซะได้ ฉันโค้งหัวให้แล้วเดินเข้าคอนโดไป ไหว้เจ้าที่เสร็จก็สแกนบัตรเข้าตึกไปเลย . . . "ทำไมพี่อยากให้หนูช่วยเขาอ่ะ" ฉันนั่งคุยกับกระจกดำถามพี่ฟ้าที่สื่อสารกับฉันผ่านกระจกนั้น กระจกดำสื่อวิญญาณจากลัทธิวิคคาฉบับ DIY ฉันเพิ่งทำได้ไม่นาน ถือว่าเป็นอีกไอเทมสื่อสารกับผี "เธอมีกรรมสัมพันธ์กับเขา" พี่ฟ้าบอกมาแบบนั้น ฉันถอนหายใจ "เอางี้ ไว้หนูเคลียร์งานเสร็จหนูจะไปคุยกับเขา โอเคไหม" ฉันหาข้ออ้าง "รีบๆแล้วกัน" เงาพี่ฟ้าหายไปจากกระจกดำ ฉันนั่งทำใจกับตัวเองสักพักก่อนจะวางกระจกดำไว้ที่หิ้งไอเทมพร้อมคลุมผ้าไว้เรียบร้อย รุ่งเช้าวันต่อมาฉันนั่งรถคอนโดออกไปแทนที่จะเดินเอง ฉันวางแผนเอาไว้ว่าจะไม่เดินไปสถานีรถไฟฟ้าเองเป็นอันขาด ฉันต้องใช้รถเท่านั้น หวังพึ่งบารมีแม่ย่านางไม่ให้พี่สาวคนนั้นบุกเข้ามาหาฉัน เมื่อลงจากสถานีฉันใส่หูฟังก้มหน้าเดินเหมือนเดิม วันนี้มีวิชาภาษาไทยฉันต้องขึ้นอาคาร 5 ชั้น 6 อีกครั้ง คราวนี้ฉันตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้ลิฟท์ตัวอื่น หวังว่าเจ้าอสุรกายนั่นจะผูกติดกับลิฟต์แค่หลังเดียวนะ ถ้ามันเดินพล่านไปทั่วฉันจะลำบากขึ้นไปอีกแน่ ฉันก้าวออกจากลิฟท์ ทุกอย่างราบรื่นดีจนชั้นมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องเรียน "วลี!~" หมับ! แขนฉันโดนใครบางคนกอดซะจนชิดหน้าอก "!?" ฉันหันมองหน้าเจ้าตัว อ๋อ..เนยนี่เอง วันนี้เธอก็แต่งตัวคล้ายฉันอีกแล้ว ดูเหมือนเนื้อคู่แปลกๆ เพราะคิดแบบนี้ฉันก็ยิ้มออกมาเอง "เป็นไง กินข้าวมาหรือยัง" ฉันถามขึ้น "เช้าขนาดนี้กินไม่ทันหรอกแหะๆ" เธอยิ้มแห้งๆ น-น่ารัก อะแฮ่ม! อย่าเพิ่งๆ "เมย์มายัง" ฉันเก็บทรงถามถึงเมย์ "มาแล้ว รออยู่ในห้อง เข้าไปกันเถอะ" เนยจูงมือฉันเข้าไปในห้อง ฉันเดาได้ว่าเธอน่าจะติดสกินชิพ ฉันเดินตามเธอเข้าไปในห้อง "เมย์พาไปนั่งหลังห้องอ่ะ เห็นบอกว่าอาย" เนยพูดขณะที่พาฉันเดินเลาะขอบห้องไปด้านหลัง ฉันมองเห็นเมย์ก็เลยโบกมือให้ เมย์ก็โบกมือกลับพร้อมรอยยิ้ม "แล้วเธอชอบนั่งข้างหลังไหม" ฉันถามเนยเพราะดูจากคำพูดเธอน่าจะอยากนั่งหน้ามากกว่า "เราเป็นคนแปลกๆอ่ะ ไม่ค่อยเหมือนคนอื่น เราชอบนั่งหน้าห้องเวลาตอบคำถามจะได้ง่าย เข้าใจบทเรียนได้ง่ายด้วย แต่คนอื่นคงอยากคุยกับเพื่อน เล่นโทรศัพท์ เลยนั่งหลังห้องเพราะหลบอาจารย์ง่าย" เนยเล่าจนพวกเรามานั่งที่โต๊ะ "เราก็ชอบนั่งหน้านะเพราะสายตาสั้น ขนาดใส่แว่นแล้วยังมองไม่เห็นกระดานเลย" ฉันตอบ ไม่อยากให้เนยคิดว่าตัวเองแปลกอยู่คนเดียว "งั้นไปนั่งกลางดีไหม" เมย์เสนอเพราะเห็นความลำบากของฉันกับเนย "เอางั้นก็ได้แต่ไว้คาบหน้านะ เพราะเรานั่งกันแล้ว" ฉันตอบ ครูเดินเข้ามาสอนพอดีพร้อมกุมารทองตัวเล็กน่ารักที่เดินตามครูมาด้วย หน้าตาน่ารักมากฉันอยากหยิกแก้มสักทีจริงๆ แต่ก็ต้องกลั้นยิ้ม พยายามไม่แพ้ให้กับความน่ารักของเด็ก เพราะเจอฤทธิ์กุมารทองมานักต่อนักแล้ว เล่นพิเรนทร์ซนๆจนฉันลำบากไม่น้อยเลย ระหว่างครูสอนฉันได้ยินเสียงเนยคุยกับเมย์อย่างออกรถ เห็นว่าเป็นเรื่องประสบการณ์ไปเรียนต่างประเทศของเนย เมย์ดูจะสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ ก็แหงล่ะ เมย์เอกอังกฤษนี่ "นักเรียนครับ มีใครจำที่ครูสอนได้บ้าง ตามนษุย์จะจดจ่อได้มากที่สุดกี่บรรทัด" ครูถาม ฉันก้มอ่านที่จดไว้ในสมุดแล้วตอบ "แปดบรรทัดค่ะ" "ถูกครับ เอาล่ะ คำถามต่อไป--" หลังจากที่ฉันตอบคำถามครูเสร็จ เสียงเนยที่คุยกับเมย์อยู่ก็หยุดชะงักลงทันที "วลีจดตลอดเลยเหรอเวลาครูสอน" ฉันวางปากกาแล้วหันหน้าไปตอบ "ใช่ เราเป็นคนขี้ลืมอ่ะ เลยอยากจดไว้เยอะๆ" เนยฟังจบก็ล้วงสมุดของตัวเองออกมา มันตกแต่งได้สวยมาก ทั้งสีสันและลายมือ เป็นสไตล์ bullet journal ที่กำลังฮิตในสมัยนี้ "โห--สวยจัด" ฉันเอ่ยชมอย่างตื่นตาตื่นใจ "ขอบใจ เราก็ชอบจดนะ แต่จะจดสรุปท้ายคาบ เพราะจะได้ทวนตัวเองไปด้วย จดแบบวลีมันเหมือนจดผ่านๆ ถ้าเป็นเรา เราว่าจำยากอ่ะ" ฉันรู้สึกแปลกๆกับประโยคของเนย แต่ก็พยายามไม่คิดมาก "เราจะทวนก็ตอนใกล้สอบอ่ะจะได้ไม่พลาด Detail เล็กๆน้อยๆ การไปจดแล้วทวนท้ายคาบเราไม่ถนัดเพราะเราชอบข้ามรายละเอียดที่ออกสอบอยู่เรื่อยเลย" ฉันพูดแค่นั้นแล้วจดต่อ เนยพึมพำว่าอ๋อ..แล้วก็เงียบไป ฉันเหลือบมองก็เห็นเธอจดตามที่ครูพูดแบบฉัน เธอคงจะเห็นว่าวิธีของฉันเวิร์คกว่าละมั้ง แต่คงดีกว่านี้ถ้าเนยบอกฉันสักหน่อยว่าเห็นด้วย ช่างมันเถอะ ฉันไม่ควรคิดเล็กคิดน้อยหรอก เมื่อจบคาบ เนยชวนฉันไปกินข้าวกับกลุ่มพวกผู้ชาย ฉันปฏิเสธเพราะอยากกลับเลย เมย์ก็จะกลับไปเล่นบ้านเพื่อนที่สถานีเสนานิคม เราก็เลยแยกกัน ฉันกับเมย์กลับด้วยกัน "เธอจะไม่คุยกับเนยต่อเรื่องเรียนต่างประเทศหรอ" ฉันถามเมย์เผื่อเธอจะอยากอยู่ต่อ "อันที่จริงเนยเป็นคนพูดขึ้นมาก่อนเอง เราเห็นว่าน่าสนุกดีเลยคุยด้วยเฉยๆ" เมย์ยิ้ม มีความลำบากใจซ่อนอยู่ในดวงตา ฉันคิดมากกว่าเดิมว่าเนยแปลกๆ ให้ความรู้สึกไม่สบายใจเวลาคุยด้วย แต่ฉันยังไม่แน่ใจเลยไม่พูดกับเมย์เรื่องนี้ คงต้องรอให้อะไรๆมันชัดเจนกว่านี้ก่อนค่อยพูด เมย์ลงจากรถ ฉันบอกลาแล้วไปนั่งที่นั่ง รถไฟฟ้าเคลื่อนต่อไป เวลาเที่ยงวันกว่าๆฉันมองออกนอกหน้าต่างรถเป็นเมืองที่งดงามจริงๆ เวลานี้พวกผีจะอ่อนแรง ฉันคงไม่ต้องเรียกรถมารับแล้วล่ะมั้ง ฉันถึงสถานีแล้ว เดินมาถึงหน้าซอยเข้าคอนโด มองหาดีๆก็ยังไม่เจอพี่สาวคนนั้น ฉันจึงวิ่งรวดเดียวถึงคอนโดเลย ฉันวิ่งหนีผีมาตลอดอยู่แล้ว ฝีเท้าฉันถือว่าไวมาก . . . วันต่อมา พ่อฉันบอกว่าเย็นๆจะมารับไปหาเสี่ยพงษ์ ซึ่งเสี่ยพงษ์ก็คือเพื่อนสมัยเด็กของพ่อนั่นเอง แต่แยกกันไปเพราะพ่อเลือกสายราชการเสี่ยพงศ์เลือกสายธุรกิจ ตอนนี้กลับมาคุยกันแล้ว พอฉันเข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯพ่อจึงมาเยี่ยมฉันแล้วถือโอกาสไปเยี่ยมเสี่ยพงศ์ด้วยกันซะเลย ฉันมาถึงตอนเที่ยงกว่าๆ กินข้าวที่โรงอาหารติดแอร์เป็นหนึ่งในสอง โรงอาหารของม. ที่นี่ข้าวหมกไก่อร่อยมากจนฉันอยากจะกินทุกวัน แต่เสียดายที่แพงไปหน่อย ฉันมาเรียนที่อาคาร 11 ชั้น 9 เป็นชั้นที่จัดเรียนวิชานิเทศศาสตร์เป็นหลัก นักศึกษาที่มาเรียนชั้นนี้เลยแต่งตัวประชันกันเต็มที่ได้ แต่ละคนเท่ๆเฟี้ยวๆกันทั้งนั้น แต่ฉันใส่ชุดนักศึกษาไป พอเข้ามาในห้องก็เจอเนยที่ใส่ชุดนักศึกษาเหมือนกันเรายิ้มให้กันเธอนั่งแถว 2 ของห้อง ฉันเลยไปนั่งข้างๆ "วลีมาก่อนเวลาตลอดเลยหรอ?" เธอถามฉันในขณะที่ฉันดึงสมุดจดออกมา "ใช่เราพยายามไม่มาสายอ่ะ ไม่ชอบตอนเข้ามาแล้วห้องมีคนเยอะไปหมด" ฉันตอบพร้อมเหตุผล "นั่นสินะ จองที่นั่งก็ยาก เราสบายหน่อยเพราะมาคนแรกตลอดเลย ระหว่างที่ไม่มีคนก็จะลบไวท์บอร์ดจัดโต๊ะเลคเชอร์ฆ่าเวลาด้วย" เนยพูดยาวเหมือนจะอวดให้ฉันรู้ คือฉันควรชมใช่ไหม? โอเค "ดีจัง ถ้าคนแบบเธอมีเยอะโลกคงน่าอยู่ขึ้น" ฉันแอบคิดว่าตัวเองพูดเวอร์ไป แต่เห็นเจ้าตัวหัวเราะพร้อมรอยยิ้มก็โล่งใจ เพราะเธอคงไม่รู้หรอกว่าฉันไม่ได้ชมจากใจจริง เมื่อครูเดินเข้ามาสอน เราได้จับกลุ่มอีกแล้ว เนยจึงพาฉันไปอยู่กลุ่มกับพวกผู้ชาย ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่านะ เนยดูจะพุ่งเข้าหาเพศตรงข้ามทุกครั้งที่มีโอกาส ทั้งตอนจับกลุ่มและตอนเลิกเรียน กลุ่มเรามีคนชื่อเซฟดูเหมือนหัวหน้ามีลูกน้อง 3 คนซัมเมอร์ บอส อ๊อฟ และรองหัวหน้าเป็นผู้หญิงอีก 1 คนชื่อเพลง เพลงย้อมผมสีแดง ดวงตาคมสวยมีไฝ 2 จุดระหว่างจมูกกับปาก ดูแปลกตาแต่ไม่น่าเกลียดเลย งานกลุ่มวันนี้ให้คิดบทหนังสั้นจากคำที่หยิบยกออกมาจาก Mind Map เพลงรับหน้าที่จองห้องประชุมให้ จะนัดประชุมกันอีกทีวันพฤหัสบดีเลย หลังจากนั้นก็มีผู้หญิงมาอยู่ด้วยกันอีก 1 คนชื่อมุก "วลี น้าเราจะมารับตอนค่ำๆ อยู่เป็นเพื่อนหน่อยสิ" เนยจับมือฉันก่อนจะมองตาแป๋ว อ่า. ค่ำๆเกลียดที่สุดเลย "แล้วพวกเซฟพวกพีมล่ะ" ฉันถามหาเพื่อนผู้ชายที่สนิทกับเนยนักหนา "ก็อยู่ด้วยกันนี่แหละ แต่เราอยากให้เธออยู่ด้วย เราไม่อยากเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม" เนยเล่าเสียงหงอย ฉันถอนหายใจ "โอเค แต่เราต้องกลับก่อน 6 โมงนะ" ฉันจ้องตาเธอด้วยความจริงจัง "ได้เลย! ขอบคุณนะ" เนยเสียงใสขึ้นมาทันทีแล้วพาฉันไปที่ลานหูกวาง กลิ่นบุหรี่โชยมาแต่ไกล ฉันเพิ่งรู้ว่ามันมีที่สูบ น่าเสียดายที่วันนี้ไม่ได้เอาพอตมา ฉันเดินไปท่ามกลางโต๊ะที่มีแต่คนนั่ง จนมาเจอโต๊ะที่มีผู้ชายอยู่ 3 คน ฉันจำได้แค่เซฟ เรานั่งกันที่โต๊ะ "วันนี้วลีก็มานั่งด้วยหรอ" เซฟทักพร้อมยิ้มอย่างเป็นมิตร ฉันยิ้มพร้อมพยักหน้ากลับตามมารยาท "ขอบุหรี่มวนนึง" เนยแบมือขอเซฟ ฉันเบิกตาโพลงอย่างตกใจ เบ้าหน้าอย่างเนยเนี่ยนะ!? "เนยสูบด้วยหรอ" ฉันหลุดถามออกไป "ใช่ๆเราชอบเล่นเกม เที่ยว ดื่ม สูบ อะไรห่ามๆเหมือนพวกผู้ชายล่ะ" เนยรับบุหรี่แล้วล้วงไฟแช็คมาจุดอย่างคล่องแคล่ว "ที่เราเป็นแบบนี้เลยเข้ากับพวกผู้หญิงไม่ค่อยได้ พวกนั้นชอบเที่ยวคาเฟ่ เดินห้าง หนาวจะตายของก็แพง" เนยร่ายยาวอีกแล้ว "แล้ววลีล่ะ ชอบอะไร เที่ยวแบบไหน" เธอถามฉันด้วยรอยยิ้มสดใส ฉันตอบกลับพร้อมยิ้มแห้งๆ "เราไม่เคยเที่ยวแบบที่เนยชอบ แล้วก็ไม่เคยไปห้างหรือคาเฟ่ด้วย เราชอบอยู่บ้านเลี้ยงแมวมากกว่า" ฉันตอบตามตรงเนยยิ้มเจื่อนไปนิดนึงแล้วหันไปคุยกับทุกคน "วลีคงเป็นอินโทรเวิร์ดแหละ" ทุกคนส่งเสียงฮือฮาเหมือนเจอเรื่องตลก อย่าบอกนะว่าเทรนเบียวอินโทรเวิร์ดมันดังมาถึงกลุ่มนี้ แปลว่าเนยกำลังพูดให้เราดูเบียงงั้นหรอ? "ใช่ เราเป็นทาสแมวด้วย" ฉันทำเป็นไม่รู้ ยิ้มซื่อๆ(?)กลับไป "เราก็เป็นทาสแมวนะ เธอเลี้ยงแมวพันธุ์อะไรหรอ" เซฟชวนคุย "ก็แมวไทยธรรมดานี่แหละ เราเก็บแมวจรมาเลี้ยง" "ใจดีจัง" เซฟชม "วลีไม่กลัวโรคหรอ แมวจรโรคเยอะนะ" เนยค้าน "พามันไปรักษาหมดแล้ว จับฉีดวัคซีน ตอนแล้วเรียบร้อย ตอนนี้มันแข็งแรงออกจะจ้ำม่ำด้วยซ้ำ" ฉันพูดติดตลก "พูดซะอยากเห็นเลย เราไปดูแมวบ้านเธอได้ไหมอ่ะ อยากจกพุงแมว" เซฟหัวเราะ ฉันขนลุก "อย่ารนหาที่ตายเลย จกพุงแมวจะโดนข่วนเอานะ" ฉันขู่ เพื่อนๆก็พากันแซวเซฟ "ไม่พูดเรื่องแมวแล้วได้ไหม เรายังทำใจที่แมวตายไม่ได้เลย" เนยพูดด้วยเสียงสั่นเครือ เสียงหัวเราะทั้งหมดหายวับไปในพริบตา "อ้าวหรอ ขอโทษนะ แมวเธอตายตั้งแต่ตอนไหน" ฉันจับไหล่เนยอย่างเป็นห่วง เรื่องนี้คงจะดีใจดำเธอจริงๆ คนเป็นทาสแมวรู้ดีว่ามันเจ็บปวดแค่ไหน "ปีกว่าแล้ว เราเลี้ยงมันมา 4-5 ปีแล้ว ผูกพันมากเลย" เนยทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ อ๊อฟเลยยกมือขึ้นมาลูบหัวเนย "ไม่เอาไม่ร้อง เดี๋ยวกูพาไปแดกเหล้าโอเคป่ะ" อ๊อฟปลอบ "อื้อ" เนยพยักหน้า "อ้าว ไหนบอกว่าน้าจะมารับ" ฉันทักท้วง "ไปวันอื่นไง" เนยหายเสียงสั่นทันที ตอบฉันอย่างเร็ว นี่จะเปลี่ยนอารมณ์ไวเกินไปไหม? "แล้ววลีล่ะ ไปด้วยกันไหม" อ๊อฟชวน "ไม่ล่ะ เราไม่ค่อยชอบกลางคืน" ฉันปฏิเสธไป เรานั่งคุยกันอยู่สักพักจนฉันเดาได้ว่าที่เนยพาฉันมาเพราะเซฟเคยถามถึงฉัน วันนี้ก็เลยขยันพูดให้ฉันดูแย่เป็นพิเศษเพื่อให้คนในกลุ่มเนยไม่อยากเจอฉันอีก หรือฉันคิดมากไปเองนะ? เมื่อถึง 6 โมงฉันบอกลาแล้วรีบนั่งรถไฟฟ้ากลับคอนโด ไปถึงก็เจอพ่อเล่นเกมรอฉันอยู่ "มาละ" ฉันเรียกพ่อที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับเกมสลับลูกอม เขาเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ก่อนจะปิดโทรศัพท์แล้วลุกขึ้นจากที่นั่ง "ไปกันเถอะลุงพงษ์เตรียมข้าวเย็นไว้แล้วนะ" พ่อบอกฉันแล้วพาฉันขึ้นรถ พอขึ้นรถฉันก็ใส่หูฟังเล่นโทรศัพท์ พยายามไม่มองไปด้านนอก

editor-pick
Dreame - ขวัญใจบรรณาธิการ

bc

นางร้ายอย่างข้าขอพลิกชะตาตัวเอง

read
7.6K
bc

ทหารไพร ไม่ไร้รัก

read
1K
bc

เมื่อเธอคือคนที่ (ไม่) ใช่

read
1K
bc

พันธนาการรักใต้แสงจันทร์ : สายใยรัก

read
1K
bc

พันธนาการสมิง

read
1K
bc

พ่าย

read
2.8K
bc

เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่

read
3.4K

สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป

download_iosApp Store
google icon
Google Play
Facebook