ดวงจันทร์ในม่านเมฆ ตอนที่ 1 1/2
“เจ้าขานี่คุณเมฆินทร์เป็นพี่ชายของคุณเมฆาเธอไปอยู่อเมริกาเลยยังไม่เคยเจอกัน” ป้าสมจิตคุณแม่บ้านใหญ่แห่งบ้านนิราลัยที่คอยดูแลความเรียบร้อยแทนคุณผู้หญิงที่ป่วยกระเสาะกระแสะมาตลอดแนะนำให้พยาบาลส่วนตัวของคุณผู้หญิงได้รู้จักกับบุตรชายคนโตของเธอ
“สวัสดีค่ะคุณเมฆินทร์” หญิงสาวนัยน์ตาโศกกระพุ่มมือไหว้อย่างนอบน้อมก่อนจะนั่งเงียบไปเพราะไม่รู้จะพูดว่าอะไรดีในยามนี้ทุกคนล้วนแต่โศกเศร้ากันทั้งนั้นเมื่อต้องมานั่งอยู่ในงานสวดอภิธรรมของนายเมฆา นิราลัย โพเวล ที่ด่วนจากไปด้วยวัยเพียงแค่สามสิบปี
“เดี๋ยวเจ้าขาขอตัวไปดูแลคุณท่านก่อนดีกว่าตรงนี้ฝากป้าสมจิตไว้ก่อนเดี๋ยวจะรีบมาเปลี่ยนนะคะ” เนื่องจากผู้วายชนม์ได้มีญาติมิตรมากนักงานที่จัดขึ้นจึงเป็นไปอย่างเรียบง่ายและรวบรัดที่สุดตามที่เจ้าตัวเคยได้สั่งเสียเอาไว้งานกระจุกกระจิกอย่างการจุดธูปเคารพศพจึงได้แต่อาศัยคนในบ้านมาช่วยกันทำจึงต้องผลัดเปลี่ยนกันอยู่แบบนี้
แม้กระทั่งจันทร์เจ้าขาที่เป็นพยาบาลส่วนตัวของคุณอัญชิสามารดาขอผู้ล่วงลับยังต้องวิ่งรอกไปดูแลคุณผู้หญิงบ้างช่วยทำงานอื่นๆ บ้างตามแต่จะช่วยได้เพื่อเป็นสิ่งสุดท้ายที่สามารถทำให้คนที่เปรียบประดุจดังพี่ชายของเธออีกคนหนึ่ง
“ไปเถอะเผื่อคุณผู้หญิงจะเอาอะไรแล้วก็อย่าลืมชวนเธอกินอะไรบ้างนะเจ้าขาป้าไม่อยากให้ล้มไปอีกคน” หญิงสูงวัยพูดด้วยความเป็นห่วงก่อนจะกลับให้ความสนใจบุตรชายคนโตของเจ้านายที่เพิ่งมีโอกาสพบเจอกันในรอบหลายปีเพราะหลังจากที่คุณผู้หญิงหย่าขาดจากสามีคุณเมฆินทร์ก็ตามบิดากลับไปบ้านเกิดเพื่อช่วยดูแลกิจการของครอบครัวที่นั่นทางเมืองไทยคุณเมฆาจึงต้องช่วยมารดาดูแลกิจการร้านอาหารของครอบครัวไปโดยปริยาย
“เด็กคนนั้นมาทำงานกับคุณแม่มานานแล้วนี่ครับป้ายังทำงานดีเสมอต้นเสมอปลายหรือเปล่า” เมื่ออยู่กันตามลำพังกับคนเก่าคนแก่ของบ้านเมฆินทร์ก็เลยถือโอกาสถามไถ่ความเป็นมาเป็นไปของผู้หญิงที่เขาได้เห็นชื่อเธอบ่อยๆ จากอีเมลที่น้องชายส่งให้ทุกๆ สองหรือสามสัปดาห์โดยช่วงแรกที่เขาย้ายไปอยู่อเมริกานั้นเรียกได้ว่าส่งอีเมลโต้ตอบกับน้องชายทุกวันแต่เมื่อโตขึ้นภาระหน้าที่ของแต่ละคนมากขึ้นก็เริ่มห่างเป็นสัปดาห์ละครั้งและในที่สุดก็เป็นสองหรือสามสัปดาห์ครั้งแต่ไม่ว่าจะห่างไปนานแค่ไหนสองสามปีให้หลังชื่อของจันทร์เจ้าขาก็ยังคงปรากฏอยู่ในอีเมลทุกฉบับอยู่ดี
และอีเมลฉบับสุดท้ายที่เขาได้รับจากน้องชายคือเมื่อสองวันก่อนเมฆาส่งอีเมลมาขอโทษพูดถึงความเสียใจต่างๆ นานา ความหมดหวังจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ต่อไปแต่อีเมลที่ถูกส่งมานั้นได้ถูกตั้งเวลาส่งหลังจากที่น้องชายของเขาฆ่าตัวตายไปแล้วหนึ่งวันเต็มๆ เมฆินทร์จึงไม่สามารถช่วยแก้ไขอะไรได้นอกเสียจากรีบเดินทางมาดูใจมารดาและมาเคารพศพน้องชายเป็นครั้งสุดท้ายโดยบิดานั้นจะรีบตามมาภายในวันสองวันเพราะลูกชายคนโตทิ้งงานไว้ให้สะสางเป็นกองพะเนิน
“สามปีได้แล้วค่ะหลังจากที่คุณผู้หญิงป่วยได้ไม่นานพอคุณเมฆินทร์กับคุณพอลเดินทางกลับไปอเมริกาหลังจากมาเยี่ยมคุณเมฆาก็จ้างเจ้าขามาดูแลเลยเห็นว่าคุณหมอที่โรงพยาบาลนั่นแหละแนะนำมา เป็นเด็กร่าเริงแล้วก็น่ารักค่ะมือไม่ห่างช่วยงานบ้านนอกเหนือจากงานตัวเองอยู่ตลอดคุณผู้หญิงก็ร่าเริงขึ้นมากตอนที่มีเจ้าขามาอยู่ใกล้ๆ” หญิงสูงวัยว่าไปตามความจริงที่ตัวเองได้สัมผัสและพบเห็นมากับตาของตัวเอง
“แล้วเธอไม่มีครอบครัวหรือคนรักเหรอครับมาทำงานอยู่กินยี่สิบสี่ชั่วโมงแบบนี้ที่บ้านไม่มีปัญหาเหรอ” ได้ยินป้าสมจิตพูดแบบนั้นเมฆินทร์ก็ละอายใจไม่ใช่น้อยที่ตัวเองเอาแต่ทำงานตัวเป็นเกลียวจนละเลยมารดาที่กำลังเจ็บป่วยของแล้วไหนจะน้องชายที่เมื่อยังเป็นเด็กเล็กๆ นั้นเคยวิ่งตามก้นเขาต้อยๆ ก็ยังทิ้งให้อยู่ทางนี้โดยไม่ได้คิดว่าทั้งคู่จะไม่มีโอกาสพบเจอกันตลอดไปรวดเร็วเช่นนี้
แต่ในเมื่อเขาไม่อาจย้อนไปแก้ไขอะไรได้อีกก็คงได้แต่ตั้งใจดูแลมารดาทั้งร่างกายและจิตใจของท่านให้กลับมามีความสุขได้ดังเดิมไม่ว่ามันจะยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหนก็ตามสำหรับเขาแล้วการมองใบหน้าของมารดามีน้ำตาเปรอะเปื้อนอยู่ตลอดเวลามันทำให้เมฆินทร์รู้สึกไม่สบายใจเลยจริงๆ
“ไม่มีหรอกค่ะจันทร์เจ้าขาเป็นกำพร้าอยู่สถานสงเคราะห์มาตลอดได้ออกมาอยู่ข้างนอกก็ตอนที่เรียนพยาบาลนี่แหละค่ะป้าเคยได้ยินคุณเมฆาถามอยู่ว่าเดือนๆ นึงส่งเงินกลับไปที่สถานสงเคราะห์เท่าไหร่พอรู้แล้วก็อยากตีเพราะมีเท่าไหร่ก็ส่งไปให้หมดแทบจะไม่เหลือติดตัวเลยบางครั้งเก็บเอาไว้แค่พันครึ่งพันเองนะคะจะมีหลังๆ นี่แหละที่ทั้งคุณผู้หญิงแล้วก็คุณเมฆาสอนให้รู้จักแบ่งเงินเป็นสัดส่วนเลยพอจะมีเงินเก็บกับเขาบ้าง” พูดอย่างกับตาเห็นเพราะนางนี่แหละที่ไปร่วมวงสั่งสอนคุณพยาบาลสาวให้รู้จักเก็บออมเงินทองเอาไว้บ้างเผื่อเวลาฉุกเฉิน
“ไม่ทำให้คนอื่นลำบากไปด้วยก็ดีแล้วถ้าอย่างนั้นผมขอไปดูคุณแม่ก่อนนะครับ” เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการแล้วเมฆินทร์ก็ถือโอกาสลุกออกมาจากหน้าโลงศพเพื่อเดินไปหามารดาที่กำลังนั่งกินอาหารที่ไม่รู้ว่าเป็นมื้อไหนอยู่
“กินอีกสักนิดนะคะคุณท่านเดี๋ยวไม่มีแรง” จันทร์เจ้าขอกล่อมคนป่วยที่เอาแต่นั่งเม้มปากให้ยอมกินข้าวให้ฝืนกินเข้าไปอีกสักคำสองคำเพราะไม่อย่างนั้นก็อาจจะเป็นลมเป็นแล้งไปได้อีก
“ไม่ อาว” น้ำเสียงอู้อี้เพราะร่างกายขยับเพียงซีกเดียวตอบกลับพร้อมกับยกมือข้างที่ยังพอขยับได้ขึ้นมาปิดปากของตัวเองแสดงกิริยาให้รับรู้ว่าคุณอัญชิสาไม่อยากกินอะไรเข้าไปอีกแล้ว
“คุณท่านขาถ้าไม่อยากกินข้าวเจ้าขาอยากให้ดื่มนมสักนิดได้มั้ยคะแค่ครึ่งกล่องก็ได้แล้วเจ้าขาจะไม่วอแวอีกแล้วจนกว่าจะถึงมื้อเย็น” เมื่อคนป่วยดื้อเธอก็ต้องต่อรองโดยการหยิบนมกล่องที่เตรียมไว้ออกมาให้คุณอัญชิสาเห็นจะไม่กินข้าวต่อเธอก็ไม่บังคับถ้าจะยอมกินนมเข้าไปอีกสักนิด
เหมือนคนป่วยจะว่าง่ายแต่ก็ไม่ใช่ตลอดเวลาจันทร์เจ้าขารู้ดีว่าคุณท่านของเธอนั้นเอาแต่ใจที่สุดแต่ยังดีที่ท่านไม่ได้เป็นคนป่วยที่ฉุนเฉียวหรือว่าโมโหร้ายแต่ก็ใช่จะขัดใจได้เท่าไรนักเวลาไม่อยากกินข้าวแล้วเธอบังคับก็มักจะหันไปฟ้องบุตรชายคนเล็กซึ่งคนนั้นเขาก็มีทางแก้เกมโดยการมานั่งกินข้าวเป็นเพื่อนมารดาเสมอซึ่งการกระทำเช่นนั้นมักจะพาให้คนป่วยเจริญอาหาร
“คุณแม่เพิ่งกินข้าวกลางวันเหรอครับ นี่มันจะเย็นแล้วทำไมเพิ่งจะกิน” คนที่เดินมาทันได้ยินคำว่ามื้อเย็นหันไปถามพยาบาลส่วนตัวที่ยังคงพยายามยื่นกล่องนมให้คนป่วยรับไปจัดการ
“คุณหมอจัดให้คุณท่านกินอาหารเป็นมื้อเล็กๆ ค่ะเลยต้องกินบ่อยหน่อยกินถ้าเยอะๆ เป็นมื้อใหญ่แล้วไม่ได้ขยับตัวมักจะมีปัญหาท้องอืดอาหารไม่ย่อยเลยต้องกินทีละน้อยแต่กินบ่อยๆ แทน คุณเมฆินทร์อยากดื่มนมเป็นเพื่อนคุณท่านมั้ยคะ” ว่าแล้วพยาบาลตัวเล็กก็ยื่นนมอัลมอนด์ให้บุตรชายคนโตของคนป่วยก่อนที่จะพยายามยื่นอีกกล่องใส่มือคุณอัญชิสาที่มองตามมือของลูกชายตาไม่กะพริบ