บทที่ 1 (จุดเริ่มต้นของเรื่องราว)
หลงใหลอยู่กับดวงตาที่สะอาดใสของเจ้า สุกสกาวดั่งดวงดาวบนฟากฟ้า
เป็นทิวทัศน์ทางผ่านที่น่าจดจำแม้นยามหลับตา ที่ผ่านมาหมื่นร้อยพันไม่อาจเทียม…
บทกลอนนี้ ฉินอู่อ๋องตวัดปลายพู่กันร่ายอักษรลงบนภาพวาดผืนหนึ่ง เมื่อนานมาแล้ว ภาพนี้เป็นภาพเด็กสาวตัวน้อยที่กำลังเดินจากไปท่ามกลางสายหมอกหนาปกคลุมป่าเขา ทุกครั้งในยามเหงาเขาจะนำภาพมาแขวนไว้ตรงหน้า จ้องมองจนอิ่มใจ พลางร่ำสุราอู่เทียนเจียงอย่างเดียวดาย…
เดินทางข้ามน้ำข้ามขุนเขาเพื่อตามหา ไม่คิดทำชั่วชีวิตนี้ให้ผิดหวัง
ไม่ทรยศต่อความพยายามความมุ่งมั่น ไม่ต้องการให้การพบกันครั้งนั้นต้องสูญเปล่า…
ร่ายบทกลอนประหนึ่งบัณฑิตหนุ่มผู้คลั่งรัก ในใจคิดคะนึงหา ทว่าเขากลับมิรู้ได้ภายในจิตใจดวงนี้มีใครซุกซ่อนอยู่ ไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้นความรู้สึกเช่นนี้มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ จากที่แห่งใด…
ก้มมองแสงจันทร์นวลสะท้อนทะเลสาบอันเวิ้งว้าง พานพบฝูงวิหคว่อนบินกลับรวงรัง
กลางเมืองใหญ่ผู้คนมากมายครึกครื้น ทว่าชีวิตข้ากลับขมขื่นแสนเดียวดาย…
โครงกลอน บทกวี บทแล้วบทเล่าไหลออกมาจากปากมิขาดสาย เมื่อมีฤทธิ์สุราอันเลิศรสย้อมใจ ทำให้ฉินอู่อ๋องถึงกับยกริมฝีปากแย้มยิ้มอย่างเบิกบาน ยกย่องในอีกหนึ่งความสามารถของตนอย่างหลงใหล ที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่คาดคิดว่าจะมี
จะว่าไปใช่มีเฉพาะบัณฑิตชุดขาวในโรงน้ำชาหรือในสำนักศึกษาเท่านั้นที่สามารถแต่งกลอนกวีได้ไพเราะเพราะพริ้ง เขาแม้นมิใช่บัณฑิต เป็นเพียงองค์ชายผู้ได้ชายาว่าเจ้าสำราญหากแต่เรื่องโครงฉันท์ กาพย์ กลอน เชื่อได้ว่าไม่เป็นสองรองใครเช่นกัน
“ท่านอ๋อง…พรุ่งนี้ยังต้องเดินทางกลับเมืองหลวงแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ เข้าบรรทมก่อนเถอะ”
สวีเจิงมหาดเล็กรับใช้คนสนิทกล่าวเตือนอยู่ไม่ไกล ทำให้อารมณ์สุนทรีย์เมื่อครู่หดหายไปเกือบครึ่ง ใบหน้าที่แย้มยิ้มพลันเปลี่ยนไปเป็นตรงข้ามทันที
“รู้แล้วน่า…" แม้นตอบว่ารับรู้ ทว่าร่างกายกลับมิได้ขยับตาม ยังคงรินสุราใส่จอกดินเผาสีขาวเครือบเงาวาววับอย่างไม่ใยดีสิ่งรอบกาย
“ท่านอ๋อง!” เสียงเตือนยังคงดังขึ้นอีกครั้ง
"กลับเมืองหลวงไม่เห็นจะมีอะไรน่าสนใจสักนิด” น้ำเสียงนั้นขึ้นจมูกหน่อยๆ ตามอารมณ์ของคนที่ถูกขัดใจ
“ทราบข่าวมาว่า ฝ่าบาททรงเตรียมงานพิธีสวมกวานของท่านอ๋องไว้อย่างยิ่งใหญ่ ผู้ที่ถูกเชิญมาร่วมพิธีล้วนเป็นบุคคลสำคัญ คาดว่างานพิธีนี้ ท่านหญิงหนิงจินเฉา ในฐานะพระคู่หมั้น จะต้องเดินทางมาร่วมงานอย่างแน่นอน"
“แล้วอย่างไร”
"นี่เป็นโอกาสอันดีที่ท่านอ๋องจะได้พบเห็นหน้าตาท่านหญิงหนิงจินเฉาว่าเวลาผ่านไปถึงสองปีจะมีความงดงามเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมเพียงใด เรื่องนี้กระหม่อมว่าน่าสนใจกว่าทั้งหมดทั้งมวลนะพ่ะย่ะค่ะ” มหาดเล็กคนสนิทกล่าว
ฉินอู่อ๋องชะงักมือที่กำลังรินสุราลงจอกเล็กน้อย ก่อนจะดำเนินการทุกอย่างตามปกติ หน้าตาคู่หมั้นของเขาจะงดงามเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใดนั้น ต่อให้ได้พบหน้าชัดเจนกันตรงนี้เขาก็มิอาจบอกได้ เพราะตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน เขายังไม่เคยเห็นใบหน้าของนางเลยสักครั้ง แต่ก็ยังทำทีเอ่ยขึ้นแบบไม่ใส่ใจ
“หนิงจินเฉา…ใครกันเหรอ?”ฉินอู่อ๋องทำท่าคิดอยู่สักพักก่อนจะเปล่งเสียง “อ้อ!!”ผ่านลำคอออกมา
“จำได้แล้ว…คู่หมายที่ยังไม่ทำการแลกเปลี่ยนเวลาตกฟากคนนั้นน่ะหรือ?”
“เรื่องนี้เซวียกุ้ยเฟยจัดการให้ท่านอ๋องแล้วพ่ะย่ะค่ะ” สวีเจิงกล่าว
“ถึงยังไงก็ยังไม่แลกเปลี่ยนของหมั้น…ข้าไม่ถือว่าเป็นคู่หมั้นหรอก”
“เรื่องนี้กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงก็จัดการให้ท่านอ๋องเรียบร้อยแล้วเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ จะเหลือก็เพียงพิธีกราบไหว้ฟ้าดินเท่านั้น”
"อะไรกัน นี่ตั้งสองปีมาแล้ว เนิ่นนานขนาดนี้ ทางฝ่ายโน้นยังจะถือเป็นจริงเป็นจังจนไม่คิดจะถอนหมั้น หันไปแต่งงานแต่งการกับคนอื่นอีกหรือ” ฉินอู่อ๋องถามกลับ ทั้งยังพ่นลมออกจากจมูกก่อนจะสาดสุรารสเลิศเข้าปาก ดื่มด่ำรสชาติเฝื่อนซ่าไปทั้งปาก ก่อนจะค่อยๆปล่อยมันไหลผ่านลงลำคอ คงเหลือไว้เพียงความหวานล้ำรัญจวนที่ปลายลิ้น
“คงยังไม่มีเวลาคิดกระมังพ่ะย่ะค่ะ ข่าวทางเมืองหลวงรายงานว่า สองปีที่ผ่านมานี้ ท่านหญิงหนิงจินเฉาที่ทางจวนหนิงโหวบอกว่าส่งนางไปศึกษาที่สำนักศึกษาต่างเมือง กลับไม่มีใครพบว่านางเดินทางกลับมาเยี่ยมเยียนหย่งผิงโหวที่จวนเลยแม้แต่ครั้งเดียว”
“เช่นนั้นจะหวังได้หรือว่านางจะยอมมาร่วมพิธีสวมกวานของข้า”
“เรื่องนี้เป็นไปได้มากพ่ะย่ะค่ะ เพราะว่านางเองก็ต้องมาเข้าพิธีปักปิ่นเช่นเดียวกัน” สวีเจิงกล่าว
เมื่อเอ่ยถึงว่าที่คู่หมั้น ฉินอู่อ๋องมีอันต้องหมกมุ่นในความคิดของตนเองอยู่เสมอ เนิ่นนานถึงเพียงนี้ นางยังไม่ยอมส่งคนมาเจรจาขอถอนหมั้น เป็นไปได้มากที่ตำแหน่งพระชายาฉินอู่อ๋องนั้นช่างหอมหวานนัก ทว่าจะโทษนางก็ไม่ได้ ที่เกิดการหมั้นหมายครั้งนี้ล้วนมีสาเหตุมาจากเขาทั้งสิ้น
เมื่อสองปีก่อน…เพราะต้องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หลีกเลี่ยงสมรสพระราชทานกับองค์หญิงต่างแคว้น ผู้ที่ตอนนี้มีฐานะเป็นพี่สะใภ้ของเขา ฉินอู่อ๋องหรือองค์ชายห้าแห่งราชวงศ์ฉินแคว้นต้าโจวถึงกับเดาสุ่มเอ่ยอ้างการหมั้นหมายกับท่านหญิงน้อยแห่งจวนหนิงโหว ผู้ที่เขาเองมิเคยรู้จักชื่อเสียงเรียงนามมาก่อน แม้กระทั่งได้พบเห็นหน้าค่าตากันยังไม่เคยมีซะด้วยซ้ำ เพิ่งมารู้ที่หลังว่านางเป็นเพียงเด็กน้อยอายุอานามเพียงสิบสามปีเท่านั้น
พอคิดถึงเด็กน้อยอายุสิบสาม ทำให้ฉินอู่อ๋องคำนึงถึงเด็กหญิงตัวน้อยอีกผู้หนึ่ง ดวงตาถึงกับเหม่อมองไปยังภาพวาดเบื้องหน้า มือล้วงหยิบช้อนเล็กๆที่ห้อยอยู่บนคอมากำไว้พลางถอนหายใจ
หนูน้อยคนนั้นนางบอกว่านางอายุสิบสามปีเช่นเดียวกัน เช่นนั้นปีนี้นางก็คงจะเข้าสู่วัยปักปิ่นเหมือนอย่างท่านหญิงหนิงจินเฉา ไม่รู้ว่าสองปีมานี่นางจะอยู่ดีมีสุขหรือไม่ ใบหน้าของนางจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจเป็นที่สุดว่าจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆเกิดขึ้นนั่นก็คือดวงตาที่สดใสงดงามของนาง
หลงใหลอยู่กับดวงตาที่สะอาดใสของเจ้า สุกสกาวดั่งดวงดาวบนฟากฟ้า
เป็นทิวทัศน์ทางผ่านที่น่าจดจำแม้นยามหลับตา ที่ผ่านมาหมื่นร้อยพันไม่อาจเทียม…
อี้เฉา…ฉินอู่อ๋องคิดทบทวนในใจว่า เขารู้จักชื่อนางตอนไหนกัน? ใช่แล้ว…นั้นเป็นตอนที่เขาถูกลอบสังหารที่โรงเตี้ยมกลางป่านอกเมือง เขาถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ เป็นนางที่ช่วยชีวิตเขาไว้ ยอมยกยาสยบร้อยพิษที่หายากให้เขาอย่างไม่ลังเล
เขารู้ว่านางเป็นคนของเจิ้นเป่ยหวางเฟย และในปีนั้นเขาคิดหาโอกาสติดตามเจิ้นเป่ยอ๋องไปเยือนค่ายจ้านเสิน ตั้งใจจะไปทำความรู้จักอย่างจริงจังกับนาง…ทว่ากลับมีเหตุให้ต้องผิดหวัง เขาถูกส่งมาตกระกำลำบากที่เมืองอู๋หนานแห่งนี้ โดยมิใด้ใช้ชีวิตอย่างที่ใจคิดปรารถนา…
“ครบสองปีแล้ว ป่านนี้เสด็จพ่อก็ยังหาคนมารับตำแหน่งเจ้าเมืองอู๋หนานแทนข้าไม่ได้อีก…เฮ้อ!!.."
นั่งเงียบไปครู่ใหญ่ ความง่วงงุนไม่มีในความรู้สึก ฉินอู่อ๋องจึงอยากจะนั่งที่ศาลาแห่งนี้ต่ออีกสักหน่อย
“สวีเจิง” จู่ๆ ฉินอู่อ๋องก็เรียกขาน
“สวีเจิงอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ”สวีเจิงก็รีบตอบรับในทันที
“เจ้าจำเรื่องราวเมื่อครั้งที่เราเดินทางมาถึงอู๋หนานใหม่ๆได้หรือไม่”
“ไม่มีวันลืมชั่วชีวิตนี้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” สวีเจิงตอบจากใจจริง
“นั่นสินะ ในชีวิตประสบเรื่องตื่นเต้นระทึกขวัญเช่นนั้นมีใครบ้างที่สามารถลืมมันไปได้ลง” ฉินอู่อ๋องกล่าวพลางจิบสุราหอมหวาน
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ทีไร ฉินอู่อ๋องก็มักจะคิดไปถึงวันแรกที่เขาเดินทางมารับตำแหน่งรักษาการเจ้าเมืองอู๋หนาน ครั้งนั้นเขารู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อยกับการได้รับหน้าที่สำคัญที่เป็นหน้าที่ของเขาจริงๆเป็นครั้งแรก ไม่นับการรับผิดชอบงานพิธีล่าสัตว์ฤดูสารท ที่เขารับช่วงทำแทนเจิ้นเป่ยอ๋องผู้เป็นน้าชาย
ที่นี่เป็นเมืองท่าหน้าด่านที่สำคัญทางทะเลของต้าโจว อาชีพส่วนใหญ่ของชาวเมืองคือการประมง ในช่วงนั้น ที่เขาเดินทางมาถึงเมืองแห่งนี้ใหม่ๆ เมืองอู๋หนานเผชิญกับภัยมนุษย์ มีกลุ่มโจรสลัดออกอาละวาดปล้นเรือสินค้าเดินสมุทร ปล้นเรือหาปลาของชาวบ้าน สร้างความเดือดร้อนไปทั่วทุกหัวระแหง นี่คือสาเหตุหลักที่เสด็จพ่อส่งเขามาประจำการที่นี่ จุดประสงค์หลักคือปราบโจรสลัด
“ท่านที่ประทับอยู่ในเกี้ยวคือ ฉินอู่อ๋อง เดินทางมาเพื่อทำหน้าที่เจ้าเมืองอู๋หนาน”
ทหารองครักษ์คนสนิทยื่นหนังสือเดินทางให้ทหารรักษาประตูเมือง หนึ่งในนั้นรับมาเปิดออกอ่าน พออ่านจบเขาก็คุกเข่าลงทำความเคารพ เพื่อนทหารคนอื่นก็พลอยคุกเข่าทำความเคารพพร้อมเพรียงกัน
ฉินอู่อ๋องก้าวลงมาจากเกี้ยวด้วยท่าทางที่สง่างาม แหงนหน้ามองป้ายชื่อเมือง กวาดตามองไปโดยรอบ ก่อนจะมาหยุดสายตาลงที่ทหารรักษาประตูเมืองเบื้องหน้า
“ลุกขึ้นเถิด”
จบคำอนุญาต ยังมิทันที่ทหารเหล่านั้นจะลุกขึ้น พลันมีทหารนายหนึ่งวิ่งตรงเข้ามา ด้วยสีหน้าท่าทางรีบร้อน
“แย่แล้วๆ พวกโจรสลัดมันบุกมาแล้ว จอดเรืออยู่บริเวณชายหาดรักษาการณ์เหยียบจมูกพวกเราอย่างไม่กลัวเกรง ท่านนายกองหลินอี้ให้ข้ามาตามพวกเจ้าไปช่วยกัน”
“เช่นนั้นอย่าช้า ไปกันเถอะพวกเรา” ทหารที่นั่งคุกเข่าอยู่ตั้งท่าจะลุกตาม
“เดี๋ยวนะ…ถ้าเจ้าให้พวกเขาไปกับเจ้าแล้วใครจะรักษาประตูเมือง…” ฉินอู่ถามแทรก นายทหารผู้นั้นจึงหันกลับไปมองผู้ถามด้วยสีหน้าถมึงทึง ก่อนที่เขาจะถูกเพื่อนดึงให้คุกเข่า
“ขอพระราชทานอภัยโทษแทนเพื่อนกระหม่อมด้วย ที่เขาเสียมารยาท เพียงแต่ว่าเมืองอู๋หนานแห่งนี้มีกำลังพลน้อยมาก เมื่อโจรมา เราต้องรวบรวมกำลังพลให้ได้มากที่สุดเพื่อต่อต้านกองโจร” หนึ่งในทหารรักษาประตูเมืองกล่าว
“เช่นนั้นพวกเจ้าทิ้งคนไว้ที่นี่สองคน ที่เหลือตามข้าไปยังด่านรักษาการณ์เขตน่านน้ำ…ส่วนเจ้านำทางข้าไปเดี๋ยวนี้" ฉินอู่สั่งการ
เพียงก้าวเท้าเหยียบย่างเข้าประตูเมือง ยังมิทันได้พัก ก็ต้องรีบทิ้งสัมภาระทุกอย่างไว้เบื้องหลัง รีบวิ่งตามทหารรักษาเมืองไปยังหอประภาคารสูงที่ใช้ส่องสังเกตความเคลื่อนไหวของข้าศึกศัตรู หรือแม้แต่ เรือโจรสลัดในน่านน้ำทะเล ณ ด่านรักษาการณ์น่านน้ำชายฝั่งเมืองท่าอู๋หนานทันที
ฉินอู่จำได้ว่าครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่เขาได้มีโอกาสเห็นเรือรบประจำการรักษาน่านน้ำหลายลำ รวมไปถึงเรือสีดำทะมึนมีธงรูปหัวกระโหลกของโจรสลัดในระยะห่างออกไปกว่าสิบหลี่ ก่อนที่มันจะแล่นหายไปในกลุ่มม่านหมอกหนาราวกับว่านั่นเป็นเพียงภาพลวงตาที่ไม่มีอยู่จริง