บทที่ 1 ฝันหวานเมื่อครั้งอดีต
“พี่ศิลา พี่ศิลา” ปีย์ชนกสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นมาจากความฝัน เสียงลมหายใจหอบถี่ยามเมื่อย้อนคิดถึงความฝันที่ผ่านมา “นานเท่าไหร่แล้วนะที่ฉันไม่ได้นึกถึงพี่ศิลาอีก”
ปีย์ชนกพึมพำอย่างแผ่วเบาพร้อมยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ผุดตามบริเวณหน้าผากพร้อมพ่วงนึกถึงเรื่องราวในหนหลัง
ภาพความทรงจำในวัยเด็กปรากฏชัดเจนขึ้นภายในห้วงความคิด “พี่ศิลา วันก่อนยายบ่นว่าอยากกินไข่มดแดง ปีย์อยากขึ้นไปเก็บมาให้ยายจัง” เสียงเจื้อยแจ้วของปีย์ชนกดังขึ้นเมื่อพวกเขานั่งอยู่ที่ฐานลับของพวกเขาทั้งสอง
“นายตัวเล็กอย่างกับลูกหมา ริอ่านจะปีนขึ้นต้นไม้ ถ้าตกลงมาแข้งขาหัก คุณยายจะได้บ่นพี่ตายเลยเหรอ” ศิลาร้องเสียงหลง เขาพยายามห้ามปรามเด็กน้อยในทันทีที่เขาเริ่มมีความคิดแผลงๆ เกิดขึ้น
แต่ด้วยนิสัยดื้อรั้นและซุกซนของปีย์ชนกทำให้เขาไม่คิดจะฟังคำห้ามปรามใดๆ เด็กชายตัวน้อยตัดสินใจปีนขึ้นต้นมะม่วงที่มีรังมดแดงขึ้นเป็นพุ่มอยู่ เขาใช้ไม้ขนาดยาวที่พันเป็นง่ามแล้วกระแทกส่วนปลายของรังอย่างแรง ส่งผลให้รังมดตกลงกระแทกพื้น มดแดงจำนวนมากแตกกระจายไปเป็นบริเวณกว้าง
“เฮ้ย...ซวยแล้ว” ปีย์ชนกร้องอุทานเสียงหลงขึ้นมา เมื่อรังมดตกลงไปด้านข้างที่ศิลากำลังยืนอยู่
ศิลากระโดดหนีอย่างรวดเร็ว เมื่อมดจำนวนมากเริ่มแตกรัง มดบางส่วนไต่คลานเข้าไปกัดที่บริเวณลำตัวและขาของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“โอ๊ย...เจ็บ...ปีย์...นายลงมาเดี๋ยวนี้ อย่าให้จับตัวได้นะ นายโดนพี่จัดการแน่” ศิลาร้องโอดโอย เมื่อความเจ็บปวดเริ่มแผ่บริเวณไปทั่วทั้งตามขาและหลังของเขา
ปีย์ชนกที่รู้สึกผิดอย่างแรง เขารีบปีนต้นไม้ลงมา พร้อมกับปัดมดแดงที่อยู่ตามบริเวณลำตัวของศิลาอย่างเร่งรีบ
“พี่ศิลา ปีย์ขอโทษ แล้วพี่จะมายืนอยู่ตรงนี้ทำไม” ปีย์ชนกรีบขอโทษขอโพยแต่ก็ยังมิวายบ่นอุบออกมา
“นี่ปีย์...นายยังกล้าโทษพี่อีกเหรอ เมื่อกี้พี่บอกนายแล้วว่าอย่าทำ นายก็ยังดื้อด้านอยู่อีก” ศิลาร้องแหวออกมาทันทีที่ปีย์ชนกเริ่มโยนความผิดมาให้เขา
ปีย์ชนกก้มหน้าหลุบต่ำอย่างรู้สึกผิด แล้วเขาก็รีบวิ่งกลับไปที่บ้านเพื่อเอายาหม่องกลับมา ซ้ำยังไม่ลืมหยิบรังมดที่เพิ่งสอยมาได้กลับไปด้วย
ท่าทางที่ดูเร่งรีบลุกลน ทั้งรู้สึกผิดต่อคนตรงหน้า ทั้งดีใจที่ได้ของฝากไปให้ยายตามที่ตั้งใจไว้ ทำเอาศิลาถึงกับกลั้นขำไม่ไหว เขาได้แต่ส่ายหน้าไปมากับความซุกซนและดื้อรั้นของปีย์ชนกอย่างเสียมิได้
ไม่นานนักปีย์ชนกก็กลับมาพร้อมยาหม่องในมือ เขาแสดงสีหน้าสลดลงไปเมื่อได้เห็นรอยแดงเป็นจุดๆ ของศิลา
“พี่ศิลา เจ็บมากไหม ปีย์ขอโทษ ปีย์ขอโทษนะ” ปีย์ชนกได้แต่พร่ำพูดด้วยความรู้สึกผิด พร้อมค่อยๆ ทายาให้กับเขาอย่างแผ่วเบา
ศิลาถึงกับหัวเราะชอบใจ พร้อมยกมือขึ้นลูบศีรษะของปีย์ชนกอย่างเอ็นดู “ถ้างั้นอย่าลืมทำไข่มดแดงมาให้ที่บ้านพี่กินด้วยล่ะ” ศิลาพูดปลอบโยนปีย์ชนกเมื่อเห็นเด็กน้อยเริ่มมีน้ำตาคลอ
ปีย์ชนกพยักหน้าหงึกๆ เขาจ้องมองหน้าศิลาด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งรู้สึกผิด ทั้งรู้สึกตื้นตันในความใจดีของชายหนุ่ม
ศิลามักมีนิสัยปากร้ายแต่ใจดี แม้บ่อยครั้งเขามักจะเอาแต่บ่นและต่อว่าปีย์ชนกไม่หยุด แต่การกระทำของเขากลับตรงกันข้ามอยู่เสมอ และนั่นทำให้ปีย์ชนกรู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้ง ยามเมื่อได้อยู่ข้างๆ ศิลา
ปีย์ชนกยกยิ้มพร้อมหลุบตาก้มลงต่ำ อย่างรู้สึกแปลกประหลาดภายในใจ ความรู้สึกที่เขาก็ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่ในเวลานี้ใบหน้าของปีย์ชนกกลับแดงก่ำขึ้นมา การได้จ้องมองหน้าพี่ศิลาโดยตรงเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกเขินอายอย่างไม่อาจห้ามได้
ภาพความทรงจำในวัยเด็กที่ผุดขึ้นมาภายในหัวทำเอาปีย์ชนกถึงกับยิ้มกว้างออกมาอีกครั้ง ความทรงจำเกี่ยวกับศิลายังคงติดตรึงในใจของเขาไม่รู้ลืม แม้ว่าในเวลานี้เขาและศิลาจะไม่ได้เจอกันเป็นเวลานานนับสิบปีก็ตาม
ก่อนหน้านี้ในตอนที่ปีย์ชนกมาอยู่บ้านหลังนี้แรกๆ เขามักจะคอยโทรหาศิลาอยู่บ่อยๆ ทั้งคู่ยังคงติดต่อกันอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่แล้วจู่ๆ ชายหนุ่มก็ขาดการติดต่อไปเสียอย่างนั้น เขาพยายามโทรหาศิลาอยู่หลายครั้ง แต่ก็พบว่าศิลาได้ย้ายบ้านไปเสียแล้ว และจนแล้วจนรอดเขาก็ไม่เคยได้รับการติดต่อจากศิลาอีกเลย
เมื่อเวลาผ่านไป ปีย์ชนกก็เริ่มทำใจ และพวกเขาทั้งสองก็ค่อยๆ ห่างหายจากกันไปตามกาลเวลา
ปีย์ชนกรีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว ก่อนจะล้มตัวนอนอีกครั้งหนึ่ง เขาพยายามข่มตาให้หลับลงไป เนื่องจากพรุ่งนี้เขากำลังจะไปเริ่มงานใหม่
งานที่เขาสู้อุตส่าห์หาได้ด้วยตนเอง แม้ว่า “องอาจ” บิดาของเขาจะพยายามโน้มน้าวและกดดันให้เขาไปทำงานที่บริษัทของครอบครัวก็ตาม
องอาจนั้นหมายมั่นปั้นมือและต้องการให้ปีย์ชนก บุตรชายคนเดียวของเขาเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจของตระกูล “ธนารักษ์” และนั่นก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้
ปีย์ชนกยิ้มอย่างขื่นใจ เมื่อต้องนึกถึงครอบครัวของตัวเองในเวลานี้ ปีย์ชนกย้ายเข้ามาอยู่ในที่แห่งนี้ตั้งแต่ตอนที่เขาอายุสิบห้าปี พ่อที่ปีย์ชนกเองก็เพิ่งจะมารู้ว่ามีตัวตนในช่วงเวลาดังกล่าวหลังจากที่ยายของเขาเสียชีวิตลง
ความจริงอันน่าเจ็บปวดที่เขาได้รับรู้ในเวลานั้นคือการที่แม่ของเขาเป็นเพียงเมียรองของพ่อ และในบ้านหลังนี้ก็มีแม่ใหญ่ และพี่สาวของเขาอีกสองคน
ปีย์ชนกพอจะคาดเดาได้ถึงความเจ็บปวดในใจของแม่กับสถานะดังกล่าว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาไม่เคยได้รับรู้การมีอยู่ขององอาจเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ชีวิตในบ้านหลังใหญ่ แม้จะร่ำรวยและหรูหรา แต่ปีย์ชนกกลับหามีความสุขไม่ ในเมื่อองอาจเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการทำงาน ส่วนแม่ใหญ่ก็นึกรังเกียจเขาอยู่มากพอสมควร
แม้ว่าปีย์ชนกจะพยายามเข้าหาแม่ใหญ่อยู่เสมอ แต่สายตาของแม่ใหญ่ที่มองเขาก็พอจะรับรู้ถึงความเจ็บปวดในใจ เกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตระหว่างพ่อและแม่ของเขาได้เช่นเดียวกัน
จะมีก็เพียงพี่สาวทั้งสองคนของเขา คือพี่น้ำฟ้าและพี่จันทร์เจ้า ทั้งสองค่อนข้างใจดีและเป็นกันเองอย่างมาก พี่สาวทั้งสองจึงรักและเอ็นดูปีย์ชนกในฐานะน้องชายอยู่มากพอสมควร
หลายครั้งที่แม่ใหญ่ดุด่าว่ากล่าวปีย์ชนก ก็มีเพียงพี่น้ำฟ้าและพี่จันทร์เจ้าที่มักจะคอยออกโรงปกป้องปีย์ชนกอยู่เสมอ
ปีย์ชนกรีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านอีกครั้ง หากเขายังไม่ยอมหลับในเวลานี้ มีหวังพรุ่งนี้เขาคงได้เริ่มงานสายเป็นแน่ ปีย์ชนกหลับตาลงอีกครั้ง พร้อมนึกถึงภาพของศิลา เขายิ้มออกมาอย่างมีความสุข ก่อนจะหลับลงไปในที่สุด