ราคีรักในคืนลวง (1)
บทที่ 1
ราคีรัก ในคืนลวง
ของเหลวสีอำพันไหลรินสู่แก้วทรงสูงจนเกือบค่อน ก่อน มือเรียวจะหยิบยกแก้วใบนั้นขึ้นสูงแล้วเยื้องย่างมาหาร่างสูงซึ่งนั่งมึนอยู่บนเตียงกว้าง พลางคะยั้นคะยอด้วยจริตจะก้านแพรวพราว
“ดื่มอีกสิคะคุณข้าว น่านะ”
“ผม…” ชายหนุ่มหลับตาเพียงครู่ มึนจนต้องยกมือกุมขมับ ก่อนเปิดเปลือกตาขึ้นมองหน้าหวานที่เห็นลอยเด่นอยู่ใกล้ๆอีกครั้ง “ผมไม่ไหวแล้วล่ะ”
“อื้อ…อะไรกันคะ เพิ่งดื่มไปแค่นิดเดียวเองนะ”
“เป็นขวดแล้ว ไม่ถือว่าแค่นิดๆแล้วล่ะ วางแก้วไว้ก่อนเถอะ ที่คุณชวนผมเข้าห้องก็เพราะอยากขึ้นเตียงกับผมไม่ใช่หรือ…” ตาคู่คมพริบพรายด้วยฤทธิ์น้ำเมาผสานอารมณ์ฝ่ายต่ำที่พัดโหม นิ้วยาวแข็งแรงเกี่ยวขอบเสื้อเกาะอกของหล่อนให้ร่นลง ทำให้เนินอกขาวผ่องทะลักออกมาปะทะสายตาคมกล้า ปลุกเร้าความต้องการในตัวให้ พลุ่งพล่านเจียนคลั่ง
“อย่าเพิ่งสิคะคุณข้าว ใจร้อนจริง” มนสิชาเอ็ด รีบดึงขอบเสื้อขึ้นด้วยกิริยาหวงตัวจนฝ่ายชายชักเอะใจ
“คุณเป็นคนชวนผมเข้ามาเล่นจ้ำจี้เองนะ แล้วจะอายผมไปทำไม”
“อะ เอ่อ…” หล่อนอึกอัก ก่อนคลี่ยิ้มหวานอวดลักยิ้มที่แก้มสองข้าง “ฉันก็แค่ไม่ชอบความเร่งรีบ รู้ไหมคะสายตาคุณตอนเมาน่ะเซ็กซี่มากแค่ไหน”
“ผมไม่อยากเสียเวลากับการทำตาเซ็กซี่ใส่คุณ มาเถอะยอดรัก ผมอยากกอดคุณ” มือหนาดึงแก้วจากมือหล่อนไปวางบนโต๊ะใกล้หัวเตียงแล้วรวบคนตัวเล็กเข้ามากอด
“อื้อ…คุณข้าวคะ” มนสิชาปรามเสียงเบา ผลักไสอกกว้าง ก่อนทำหน้ายู่ “ทำไมใจร้อนจริง”
“ว่าผมใจร้อน คุณนั่นแหละใจเย็นเกินไปหรือเปล่า เราเข้าห้องนอนกันนานเป็นชั่วโมงแล้วนะ” เขาสบถ ไม่พูดพล่ามทำเพลงต่อ รีบจับหล่อนให้เอนหลังลงบนที่นอนหนานุ่ม ก่อนตามขึ้นคร่อมทับด้วยความใคร่ที่มาพร้อมความปรารถนาที่ลุกโชน
“อ๊ะ ! คุณข้าว” หญิงสาวอุทาน หน้าร้อนวูบยามปลายจมูกโด่งนั่นปัดป่ายพวงแก้มใสไปมา หล่อนใจเต้นระรัว รู้ตัวว่าตกอยู่ในความเสี่ยง… คิดว่าน้ำเมาอาจช่วยให้เขาหลับได้ แต่ไม่คิดเลยว่าเขมปัจน์จะเป็นคนคอแข็งถึงเพียงนี้ ดื่มเท่าไหร่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเมามายเลยสักนิด
แต่ไม่เป็นไร หล่อนเตรียมแผนสองไว้แล้ว
มนสิชาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ รวบรวมความกล้าและเรียกความมั่นใจให้กลับคืนมาเหมือนเก่า แล้วคล้องแขนรอบลำคอแกร่ง ทำตัวเป็นสาวใจกล้าด้วยการเอ่ยเย้ายวน
“จูบฉันสิคะ…ตรงคอนี่ไง อยากให้คุณประทับรอยรักว่าคืนนี้ฉันเป็นของคุณเพียงคนเดียว”
“ได้สิ แต่ก่อนอื่น ผมต้องขอ…” หลุบตาลงมองเรียวปากอิ่มยวนสายตานั่นพักหนึ่ง ก่อนก้มลงจูบปากหล่อนอย่างดูดดื่ม เล่นเอามนสิชาถึงกับตัวแข็ง ชาวาบไปทั้งร่างราวถูกสาปในชั่วพริบตา
นี่หรือที่เรียกว่าจูบ…ให้ความรู้สึกวาบหวิวเสมือนลอยล่องอยู่บนปุยเมฆ ทว่านาทีต่อมาความอ่อนหวานกลับทวีเร่งเร้าแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนแรงจนร่างกายแทบละลาย
วูบหนึ่งที่หล่อนหลับตาพริ้ม เผลอหลงใหลไปกับจูบจากบุรุษหนุ่มชั่วขณะหนึ่ง แต่เมื่อนึกขึ้นได้ถึงความผิดชอบชั่วดี หญิงสาวก็ลืมตาโพลงแล้วเบี่ยงหน้าหลบ
แต่ชายหนุ่มไม่ยอมให้หล่อนหลบพ้นสมดังใจ เพราะปากร้อนได้รูปนั้นยังคงตามมาจูบแก้มนุ่ม มุมปากอิ่ม…และเลื่อนลงมาที่ซอกคอระหง ขบเม้มเบาๆจนเกิดรอยแดง
และวินาทีนั้นเองที่เขมปัจน์มึนเบลอจนสายตาพร่าเลือน ภาพตรงหน้าเลื่อนลอยพรายพร่าง พลิกกายลงนอนหงายเคียงข้างร่าง หญิงสาว ก่อนที่ความรู้สึกทั้งมวลจะวูบดับไป
มนสิชายันกายลุกขึ้น มองคนที่หลับไม่ได้สติอยู่พักหนึ่ง แล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้เขา จ้องมองเครื่องหน้าทีละส่วนอย่างพินิจ
เริ่มจากคิ้วดกหนายาวพาดขนานเหนือดวงตาเข้มคมที่ตอนนี้ปิดสนิท ทำให้เห็นแพขนตายาวเป็นแพอย่างเด่นชัด มาที่จมูกก็โด่งเป็นสันราวเทพบุตรกรีก และที่น่ามองที่สุดคงหนีไม่พ้นริมฝีปากสีกุหลาบได้รูป…สวยจนอดแตะปลายนิ้วที่ปากเขาไม่ได้
อ่อนนุ่ม…จนอยากรู้ว่าหากถูกเขาจูบ จะให้ความรู้สึกยังไง
ทันทีที่รู้ตัวว่าคิดอะไรอยู่ หญิงสาวก็หน้าร้อนวาบ ดึงมือออกทันควัน บ้าจริง ! หล่อนเป็นผู้หญิงโรคจิตแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เจอผู้ชายหล่อแล้วจินตนาการไปไกลถึงไหนต่อไหน
ท่องไว้สิมนสิชา…หล่อนต้องทำเพื่อความอยู่รอด ไม่ควรคิดวอกแวก ต้องนึกถึงเป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จเท่านั้น
หญิงสาวเอื้อมมือสั่นระริกปลดกระดุมเสื้อของเขาออก ทีละเม็ด…ทีละเม็ด จนกระทั่งตรงกลางเนื้อผ้าแหวกออกจากกันเผยให้เห็นอกกว้างที่หนั่นแน่นด้วยกล้ามเนื้อ ผิวเนียนละเอียด…สวยเสียยิ่งกว่าผิวผู้หญิง
อกของเขาขาวเนียน เม็ดยอดอกเป็นสีชมพูเข้ม ขนอ่อนสีน้ำตาลทองไล่จากอกจนมาถึงหน้าท้อง ก่อนหายลับไปกับขอบกางเกง ชวนให้คนที่จ้องมองอย่างเผลอไผลถึงกับนิ่งค้าง หน้าร้อนวูบวาบ
โธ่เอ๋ยมนสิชา อยู่มานานจนอายุ 24 กลับทำตัวราวสาวน้อยแรกรุ่นที่เห็นผู้ชายหล่อๆแล้วเป็นต้องใจเต้นตึกตัก แต่จะว่าไปนับตั้งแต่โตมาเป็นสาว หล่อนก็แทบไม่ได้ใกล้ชิดกับผู้ชายคนไหน ยังคงครองตัวเป็นโสดจนถูกตั้งฉายาให้ว่า ‘ยัยป้าเฉิ่มบื้อ’
ที่สำคัญ…หล่อนไม่เคยเจอใครที่หล่อและรูปร่างเซ็กซี่เท่าเขมปัจน์มาก่อนเลย จึงไม่แปลกที่หล่อนจะอดหวั่นไหวไปกับเสน่ห์ของเขาไม่ได้
กว่าจะถอดเสื้อเขาออกได้ก็ยากลำบากพอดู เหตุเพราะเขาตัวหนัก ขณะที่หล่อนตัวเล็กบาง แต่ในที่สุดหล่อนก็ถอดเสื้อได้สำเร็จ จากนั้นก็มาถึงกางเกง
เริ่มจากดึงหัวเข็มขัดออก แล้วรูดซิบลงมานิดๆ ตั้งใจจะรูดลงเพียงนิดเดียวให้เขาอยู่ในสภาพล่อแหลมเท่านั้น ไม่เคยคิดจะถอดให้หมด เพราะหล่อนคงไม่กล้าทำถึงขั้นนั้น
หลังจากบรรลุความประสงค์แล้ว หล่อนก็ฉีกชายกระโปรงชุดราตรีของตัวเองจนเป็นทางยาว แม้จะเสียดายเนื้อผ้า แต่หล่อนก็จำต้องทำ
แคว่ก !
ผ้าถูกฉีกร่น ก่อนจะยีผมที่เกล้าขึ้นอย่างสวยงามนั่นเล็กน้อยจนดูยุ่งๆ แล้วเข้าห้องน้ำ หยดน้ำใส่ตามดวงตาและแก้มของตัวเองจนชุ่มๆ พร้อมกลับขึ้นเตียงมานอนเคียงข้างร่างสูงใหญ่
มนสิชาใจเต้นตึกตัก ด้วยไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน ได้แต่นอนตาแข็ง เกร็งไปทั้งตัวเพื่อพร้อมตั้งรับกับสถานการณ์ น้ำที่หล่อนหยอดใส่ตาก็พลอยเหือดแห้งเพราะเขายังไม่มีทีท่าว่าจะลืมตาตื่นเลยแม้แต่น้อย
เมื่อไม่เห็นว่าเขาจะตื่นเสียที หญิงสาวจึงคลายความเครียดลงแล้วเผลอม่อยหลับไป มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่โดนมือใหญ่ของใครคนหนึ่งเขย่าต้นแขนอย่างแรง
“ตื่น…ตื่นสิเว้ย”
เสียงเรียกและแรงเขย่าทำให้หล่อนลืมตาตื่น สิ่งที่เห็นเป็นอันดับแรกคือใบหน้าคมเข้มของผู้ชายวัย 29 ปี แม้หน้าจะหล่อเหลา ทว่าดวงตากลับฉายชัดถึงความไม่พอใจ
“ตื่นแล้วเรอะ รีบจัดเสื้อผ้าให้ดีแล้วไปจากบ้านผมซะ ผมจะบอกกับคู่นอนทุกครั้งว่าห้ามอยู่บนเตียงกับผมจนถึงเช้า และคุณก็ไม่ใช่คู่นอนของผม แต่กลับมานอนข้างผมทั้งคืน”
มนสิชาหน้าซีด แต่กระนั้นหล่อนก็ไม่ยอมถอยง่ายๆ ยันกายลุกนั่งแล้วใช้ผ้าห่มคลุมช่วงอกเพื่อปิดบังชุดวับๆแวมๆนั่นให้รอดพ้นจากลูกตาคมวับที่กำลังจ้องมองมาอย่างเชือดเฉือน
“ทำไมจะไม่ใช่คู่นอน เมื่อคืนคุณหื่นแค่ไหน คุณลืมแล้วหรือคะ ?”
“ผมไม่เคยลืม ต่อให้เมาแค่ไหนก็จำทุกอย่างได้ เมื่อคืนผมจัดงานวันเกิดให้คุณแม่ คุณเป็นใคร ผมก็ไม่รู้จัก แต่คุณเป็นคนสวย คุณเข้ามาเสนอผมเอง ผมถึงยอมพาคุณเข้าห้อง แต่ยังไม่ทันทำอะไรคุณ ผมก็หลับไปก่อน”
“ไม่จริง ! คุณพูดแบบปัดความผิดให้พ้นตัวชัดๆ” หญิงสาวตะโกนก้อง หยดน้ำใสรื้นคลอหน่วยตาคู่สวย “คุณไม่ได้หลับ”
“ผมหลับ…และสาเหตุที่ผมหลับก็คงเป็นเพราะคุณขาดเสน่ห์ ออกไปจากบ้านผมซะ” ชายหนุ่มไล่เสียงเครียด มองเมินไปทางอื่น แม้จะยอมรับว่าหล่อนมีเรือนร่างเย้ายวน และมีใบหน้าที่สะสวยดึงดูดเพศตรงข้าม ทว่าเขาไม่เคยคิดจะเชื่อใจผู้หญิง
ผู้หญิงทำได้ทุกอย่างเพื่อเงิน ขอเพียงมีความสะดวกสบายมอบให้หล่อน พวกหล่อนเหล่านั้นก็จะยินดีถวายให้เขาทุกสิ่งแม้กระทั่งความสาว แต่หากวันใดที่เขาไม่มีอะไรเหลือติดตัว ผู้หญิงที่เคยพร่ำว่ารักเขานักหนาก็จะตีจากอย่างไม่เหลียวแล
ประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมาสอนให้เขาแกร่งกล้าและไม่คิดจะไว้ใจใครง่ายๆอีกต่อไป !
“ฉันเสียสาวให้คุณไปแล้ว คุณต้องรับผิดชอบฉัน อย่ามาปัดความรับผิดชอบแบบนี้นะ คุณเห็นแก่ตัวที่สุด”
เมื่อถูกกล่าวหาว่า‘เห็นแก่ตัว’ ชายหนุ่มก็ตาลุกวาว เขาจับไหล่บางสองข้างของหล่อนบีบอย่างแรง เสียงห้าวถามกระชากเหมือนไม่สบอารมณ์
“เสียสาวงั้นรึ ? คุณคิดว่าผมจะเชื่อเหรอไงว่าผู้หญิงอายุยี่สิบกว่าๆอย่างคุณจะยังซิง อย่ามาหลอกผมซะให้ยาก อ้อ แล้วที่บอกจะให้ผมรับผิดชอบน่ะหมายความว่าไงมิทราบ”
มนสิชาปากสั่น กลัวเขาในตอนนี้ที่สุด แต่ความจำเป็นสะกดให้หล่อนต้องเชิดหน้าแล้วตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่บังคับให้ราบเรียบที่สุด
“จ่ายฉันมา 5 แสน แล้วฉันจะไปจากชีวิตคุณ จะไม่เอาผิดคุณในเรื่องนี้”
“5 แสน !” ตาคู่คมเบิกกว้างอย่างคาดไม่ถึง ก่อนจุดรอยยิ้มหยันตรงมุมปากได้รูป “อ้อ ที่แท้ก็หวังเงินนี่เอง ความจริงเงิน 5 แสน ขนหน้าแข้งผมไม่ร่วงหรอกครับ แต่ผมไม่อยากให้เงินผู้หญิงเห็นแก่ได้อย่างคุณ รู้ไว้ด้วยว่าผมจะไม่ให้คุณแม้แต่บาทเดียว ออกไปจากห้องนอนของผมซะ”
หญิงสาวหน้าเผือด ไม่คิดว่าเขาจะหัวแข็งเช่นนี้ แต่หล่อนก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน เพราะได้กลั้นใจพูดออกไปว่า
“ถ้างั้นคุณก็ต้องให้ฉันเป็นเจ้าสาวของคุณ เลือกเอาว่าจะยอมแต่งงานกับฉันหรือจะจ่ายมา 5 แสนบาท ! ”
เขมปัจน์อึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะในลำคอเหมือนเห็นเป็นเรื่องตลกมากกว่าจะเกรงกลัวในคำขู่นั้น เขาพ่นคำร้ายกาจใส่หน้าหล่อนว่า
“เป็นคำขู่ที่น่าขันที่สุดเท่าที่ผมเจอมา ฟังให้ดีนะคุณคนแปลกหน้า ผมจะไม่มีวันจ่ายเงินให้คุณสักแดง และก็จะไม่มีวันยอมให้คุณใช้นามสกุลร่วมกับผมด้วย”
ปากอิ่มขบเม้มเข้าหากันอย่างเคืองขุ่น แม้จะรู้ดีแก่ใจว่าเขาไม่ผิด กระนั้นหล่อนก็ไม่อาจทิ้งโอกาสนี้ไปได้ ด้วยเหตุจำเป็นที่บีบคั้นหัวใจทำให้หล่อนต้องทำทุกอย่างแม้จะถูกมองว่าเป็นผู้หญิงเห็นแก่เงินก็ตาม
มือเล็กคว้าหมับที่มือใหญ่ซึ่งวางบนต้นไหล่ของหล่อนแล้วตะโกนเสียงดัง
“คุณข้าว ทำไมคุณทำแบบนี้คะ ทำไมคุณทำแบบนี้ คุณจะรับผิดชอบฉันยังไง ฮือๆ” หยดน้ำตาหลั่งรินอาบพวงแก้มสาว นี่ไม่ใช่น้ำตาแห่งความเสแสร้ง แต่สถานการณ์ที่หล่อนเผชิญอยู่ก็ทำให้หล่อนอยากร้องไห้จริงๆ
อายเหลือเกินที่ต้องทำตัวแบบนี้ อายเหลือเกินที่ต้องทำเหมือนไร้ยางอาย
แต่จะทำอย่างไรได้เล่า ในเมื่อหล่อนคิดหาหนทางอื่นไม่ได้แล้วจริงๆ
เขมปัจน์ตาค้าง ไม่คิดว่าหล่อนจะกล้าทำเช่นนี้ จึงรีบผลักหล่อนออกห่าง แต่ไม่ทันเสียแล้วเพราะประตูได้เปิดออกอย่างรวดเร็วด้วยฝีมือของผู้ที่เป็นใหญ่ที่สุดในบ้าน
นุชนาถ…คุณยายวัย 80 ปีนั่นเอง แม้สังขารจะล่วงเลยตามเวลาที่ผันผ่านไปเรื่อยๆ ทว่าแววตากลับยังฉายชัดถึงความเจ้าระเบียบและมีอำนาจอยู่ในที
แม้สีผมจะยังดำสนิทเพราะผ่านการย้อมทุกเดือน แต่ท่วงท่าการเดินก็เริ่มงกเงิ่นตามประสาคนแก่ที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกนัก
นางมองมาที่เตียงด้วยแววตาประหนึ่งตกใจระคนคาดไม่ถึง ไม่คิดว่าพ่อหลานชายตัวดีจะพาผู้หญิงมาฟัดกันนัวเนียบนเตียง ซ้ำทั้งคู่ยังอยู่ในสภาพไม่เรียบร้อยดีนัก
“ทำอะไรกัน” ถามเสียงเฉียบ และมนสิชาก็มองหญิงชราเหมือนเห็นสวรรค์ รีบปราดลงจากเตียงมานั่งกอดขาเหี่ยวๆนั่นไว้แล้วสะอื้นไห้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม
“คุณยายขา ช่วยมนด้วย เมื่อคืนคุณข้าวเมาแล้วพามนเข้าห้อง มนต้องเสียความบริสุทธิ์ไป แต่คุณข้าวกลับมองไม่เห็นคุณค่าความสาวของมนแถมยังไม่ยอมรับว่าตัวเองผิดด้วยค่ะ”