ข้าได้ทะลุมิติกลับมาในนิยายเรื่องเดิมอีกครั้ง นี่เป็นชีวิตใหม่ครั้งที่สี่ของข้า ในตอนแรกข้าคิดว่าข้าจะฟื้นขึ้นมาในสถานการณ์เดิม ๆ คือกำลังเดินเที่ยวชมงานในเทศกาลลอยโคมอยู่ดี ๆ สุดท้ายก็ถูกนางร้ายหมายเลขหนึ่งผลักตกน้ำตาย
ทันทีที่ข้าได้สติข้ากลับพบว่าข้าย้อนมายังเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน ข้าพยายามทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ว่าข้าได้ทำสิ่งใดไปแล้วบ้าง บางทีข้าอาจจะมีวิธีการตายที่ดีกว่าตกน้ำได้
หลายคนอาจดีใจที่ได้ย้อนอดีตกลับมาแก้ไขใหม่แต่ไม่ใช่ข้า ข้าไม่อยากให้นักเขียนลิขิตชีวิตของข้าอีกแล้ว ข้าต้องการไปเกิดใหม่ยังโลกที่เท่าเทียมกัน
โลกใบนั้นมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย สตรีสามารถทำงานเลี้ยงชีพด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาบุรุษ พวกนางสามารถครองตัวเป็นโสดไปจนวันตาย โดยไม่มีผู้ใดต่อว่าหรือนินทา
ตัวประกอบที่จืดจางอย่างข้า ไม่สนใจเสาะหาสามีเป็นที่พึ่งจากโลกใบนี้ รีบ ๆ ตายไปเสียจึงจะเป็นการดี
ข้านั่งคิดวิธีการตายโดยไม่ผิดกฎของนักเขียนที่ได้วางไว้ ในที่สุดข้าก็ได้ข้อสรุปออกมาว่าขอเพียงแต่ข้าไม่ฆ่าตัวตาย ใครจะเป็นคนฆ่าข้าก็ได้ทั้งสิ้น
เวลานี้ข้าอาศัยอยู่ในเรือนที่ค่อนข้างห่างไกลจากเรือนหลักภายในจวน บิดาของข้าเป็นขุนนางขั้นสามแก่ ๆ คนหนึ่ง มารดาของข้าเป็นลูกสาวชาวนา นางเป็นอนุคนล่าสุดที่หงเหอเอ้อส่งเกี้ยวไปรับเข้าจวน
มารดาของข้า เมื่ออายุมากขึ้น แม้จะยังคงความงาม แต่หงเหอเอ้อก็ไม่ได้หลงใหลนางอีกต่อไป ข้าจำได้ว่าวันนี่บิดาของข้ารับอนุคนใหม่เข้าจวนมาอีกคน นางมีอายุแก่กว่าข้าแค่เพียงสองปี เพิ่งผ่านวัยปักปิ่นไปได้ไม่นาน
ในตอนนั้นข้าโมโหมาก ทันทีที่อนุคนใหม่เดินทางมาถึง ข้าก็รีบไปหาท่านแม่ เพื่อไปดูหน้าอนุคนใหม่ด้วยกัน ในตอนนั้นข้าก่นด่านางอย่างหยาบคายไปหลายคำ ภายหลังแม้จะถูกท่านพ่อตบสั่งสอนไปสองที แต่ข้าก็ยังไม่หยุดที่จะด่านาง
ข้ารู้แล้วว่าข้าจะหาวิธีการตายได้อย่างไร
แววตาของข้าเปล่งประกายออกมา ข้าเป็นคุณหนูห้าของจวนสกุลหงก็จริง ทว่ามารดามีฐานะที่ต่ำต้อยจนเกินไป ทำให้ข้าไม่มีสาวใช้เลยสักคน
ข้าไม่เคยได้รับเทียบเชิญจากบรรดาคุณหนูขั้นหนึ่งมาก่อน ยกเว้นงานเลี้ยงสำคัญของวังหลวง ที่ทุกคนจะต้องเข้าร่วมปีละสองครั้งเท่านั้น ดังนั้นเรื่องที่ข้าไม่มีสาวใช้ข้างกาย คนภายนอกจึงไม่รู้แต่อย่างใด
ข้ารีบล้างหน้าหวีผมเพื่อไปพบมารดาที่อยู่อีกเรือนข้าง ๆ กัน ทันทีที่ข้าจะข้ามผ่านธรณีประตูออกไป ข้าก็คิดขึ้นมาได้ว่าข้ายังไม่ได้อาบน้ำ ข้าจึงกลับเข้ามาในห้องตามเดิม
ช่วงนี้อากาศค่อนข้างเย็น หลายคนจึงไม่นิยมอาบน้ำในตอนเช้า ข้าเริ่มติดนิสัยจากนักเขียนที่จะต้องอาบน้ำก่อนออกไปทำธุระที่ด้านนอกแม้อากาศจะหนาวสักปานใด ดังนั้นข้าจึงมองหาถังอาบน้ำภายในห้องทันที
เมื่อสำรวจดูแล้วว่าถังอาบน้ำของข้ายังใช้งานได้ดี ข้าจึงเดินไปตักน้ำที่บ่อข้างเรือนมาเติมจนเต็ม แม้น้ำจะเย็นใบบ้างแต่ก็ดีกว่าไม่ได้อาบน้ำออกไป
ข้าคิดถึงอ่างอาบน้ำสะท้อนแสงสีขาวที่โลกของนักเขียน รวมถึงน้ำอุ่น เกลือสปาต่าง ๆ ฝักบัวชำระกาย และขนมกินเล่นระหว่างแช่น้ำขึ้นมาทันที ข้าอยากลองใช้ชีวิตแบบนั้นดูบ้าง ข้าจะต้องรีบตายอีกครั้ง และครั้งนี้ข้าจะยั่วโทสะของท่านพ่อให้ท่านพ่อสั่งลงโทษโบยข้าจนตาย
ช้าก่อน! วิธีการนี้ค่อนข้างทรมาน ข้าขอคิดใหม่อีกที
"ยั่วโทสะให้อนุคนใหม่บีบคอข้าตายดีหรือไม่" ข้าคิดแล้วคิดอีกจึงพบว่าวิธีการนี้ก็ทรมานไม่ต่างกัน
ข้าแช่น้ำจนกระทั่งความหนาวเริ่มแทรกซึมเข้าสู่ผิวกาย ข้ารีบชำระร่างกายอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ ดำเนินชีวิตตามเดิมไปอีกวัน
พรุ่งนี้ข้าก็จะต้องถูกผลักจมน้ำตายอีกครั้ง รออีกสักวันก็คงไม่เป็นไร
ข้าเดินคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งมาถึงเรือนของมารดา เวลานี้พี่ชายบุญธรรมของข้าที่ท่านแม่รับมาเพื่อสองปีก่อนก็มาคารวะเช้ามารดาเป็นประจำทุกวัน ข้ากับเขาไม่ค่อยสนิทกันนัก แต่ก็ไม่ได้เกลียดชังแต่อย่างใด
ข้าเกือบลืมไปแล้วว่าพี่ชายบุญธรรมของข้าเป็นพระรองของเรื่องนี้
พระรองที่แสนร้ายกาจต่อผู้คนรอบข้าง ทว่าแสนดีต่อนางเอกแค่เพียงคนเดียว
เมื่อคิดถึงชะตากรรมของเขาที่นักเขียนได้วางโครงเรื่องเอาไว้ ข้าก็นึกสงสารพี่ใหญ่ขึ้นมา เขาคือผู้ที่เลี้ยงหนอนกู่ มียาพิษมากมายอยู่ในครอบครอง ช่วยนางเอกกำจัดศัตรูหัวใจมากนักต่อนัก สุดท้ายพระเอกที่มือขาวสะอาด ไม่เคยทำอะไรเพื่อนางเอกเลยก็ได้หัวใจของนางไป
"เม่ยเอ๋อร์คารวะพี่ใหญ่เจ้าค่ะ" ไหน ๆ ข้าก็จะตายอยู่แล้ว ทำดีกับเขาเสียหน่อย เมื่อข้าตายไปเขาจะได้ดูแลมารดาของข้าเป็นอย่างดี
"อืม...เจ้าก็มาคารวะเช้าท่านแม่เช่นกัน" นี่เป็นประโยคที่ยาวที่สุดที่เขาเคยพูดกับข้า ก่อนหน้านี้ไม่ว่าข้าจะพูดอะไรออกไป เขาก็ตอบกลับมาแค่เพียงคำเดียว
"เจ้าค่ะพี่ใหญ่ พวกเราจะเข้าไปเลยหรือไม่" ข้าคลี่ยิ้มน้อย ๆ ออกมา
วั่งเซียวสงยังคงมีใบหน้าเรียบเฉยตามเดิม เขามีหน้าตาหล่อราวกับรูปสลัก ผิวขาวราวกับหิมะ ริมฝีปากแดงก่ำดุจชาด เสียแต่ว่าชาติกำเนิดไม่เป็นใจ ความหล่อเหลาจึงถูกเก็บซ่อนเอาไว้อยู่ท้ายจวนสกุลหง น้อยคนนักที่จะได้เห็น
"พี่ใหญ่เจ้าคะ ท่านจะเข้าไปเลยหรือไม่" ข้ากลั้นใจชวนเขาคุยอีกครั้ง
"ไปสิ" เขารอให้ข้าเข้าไปก่อนแล้วจึงเดินตามมา ดังนั้นข้าจึงไม่เห็นว่าเมื่อข้าหันหลังให้เขา สีหน้าท่าทางของเขาก็เปลี่ยนไป
ท่านแม่รอข้ากับพี่ใหญ่อยู่แล้ว พวกเราพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะไปคารวะเช้าท่านย่าใหญ่พร้อมกัน
ข้าสูดลมหายใจเข้าปอดลึก วันนี้ท่านพ่อจะแนะนำอนุคนใหม่ให้ทุกคนได้รู้จัก ชาติก่อนข้าใจร้อนจนเกินไป ลงมือด่าทอนาง จึงไม่ได้สังเกตดุว่านางมีหน้าตาเป็นเช่นไร
วันนี้ข้าจะเสงี่ยมเจียมตัว ไม่ระรานผู้ใดทั้งสิ้น เพื่อรอรับความตายในวันพรุ่งนี้แต่โดยดี
"พี่ใหญ่เจ้าคะ หากพรุ่งนี้ข้าเป็นอะไรไป ท่านอย่าลืมดูแลท่านแม่แทนข้าด้วยเล่า"
ข้าเห็นหัวคิ้วของวั่งเซียวสงขมวดเข้าหากัน
"พรุ่งนี้เจ้าจะยังอยู่ และต้องอยู่ไปอีกนาน" เมื่อพูดจบเขาก็เดินผ่านหน้าข้าไป