ในที่สุดวันนี้ก็ใกล้หมดลง
ในตอนที่ข้าไปคารวะเช้าฮูหยินผู้เฒ่าของจวน ข้าทำตัวสงบเสงี่ยมเป็นอย่างมาก ท่านแม่ยังเอ่ยปากชมข้าเลยว่าข้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว รู้ว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ
อนุคนใหม่ของท่านพ่ออายุแค่เพียงสิบเจ็ดปี นางมีใบหน้ากลม ดวงตารียาว จัดเป็นสาวงามคนหนึ่ง แต่ข้าคิดว่านางยังงามสู้ท่านแม่ของข้าไม่ได้ แม้เวลานี้ท่านแม่ของข้าจะมีอายุสามสิบสามปีแล้วก็ตาม
ท่านแม่ของข้าเป็นสตรีที่งดงามมาก มารยาททุกอย่างก็ไม่ได้ขาดตกบกพร่อง จนข้าแอบนึกว่านางอาจไม่ใช่บุตรสาวของชาวนาเสียด้วยซ้ำ ทุกวันนี้นางไม่ได้แต่งกายงดงามหรือประทินโฉมแต่อย่างใด เกล้ามวยผมอย่างง่าย ๆ จึงดูไร้สีสันและความสดใสไปบ้าง ตัวข้าเองก็เช่นเดียวกัน
ข้าไม่ได้หลงตัวเอง แต่ข้าก็เป็นแม่นางน้อยที่มีความงามคนหนึ่ง แม้ตอนนี้ข้าจะมีอายุแค่เพียงสิบสี่ปีก็ตาม ใบหน้าของข้าเป็นรูปไข่ ดวงตาหงส์ จมูกโด่งเชิดรั้น ริมฝีปากเล็กกระจุ๋มกระจิ๋มสีชาด ใบหน้าของข้าคล้ายมารดาถึงเจ็ดส่วน อีกสามส่วนไม่เหมือนบิดาเลยสักนิด จนข้าแอบคิดไปครั้งหนึ่งว่าบางทีหงเหอเอ้ออาจไม่ใช่บิดาของข้าเสียด้วยซ้ำ
อีกสองเดือนข้าก็จะถึงวัยปักปิ่นแล้ว น่าเสียดายที่ตัวข้าไม่สามารถมีชีวิตอยู่จนกระทั่งถึงวันนั้นได้ เมื่อข้าจากไป ท่านแม่จะต้องคิดถึงข้ามากมายแน่นอน
หลังจากคารวะเช้าเสร็จ บิดาก็แนะนำอนุคนใหม่ที่เพิ่งจะนั่งเกี้ยวเข้าทางประตูข้างมา ข้าไม่ได้โมโหด่าทอนางเลยสักคำ ต่างจากตัวข้าในอดีตที่ถูกพี่สาวต่างมารดาคนอื่น ๆ ยุยงให้แสดงฤทธิ์เดช พวกนางทั้งสี่จึงไม่ค่อยพอใจ
ดังนั้นเมื่อไม่มีผู้ใดขัดขวางการรับอนุคนใหม่ บิดาของข้าก็แสนสุขใจ ยิ้มหน้าบานไปทั้งวัน ข้าเห็นท่านแม่ใหญ่กับหงเฉียนฟางพยายามข่มกลั้นความรู้สึกไม่ยินยอมเอาไว้ในใจ แม่ใหญ่เป็น ฮูหยินเอกของจวนแห่งนี้ นางย่อมต้องไม่พอใจที่สามีรับอนุคนใหม่เข้ามาแน่นอน
ดังนั้นเมื่อข้าจะประคองท่านแม่กลับเรือน สองแม่ลูกจากบ้านใหญ่ก็รีบมายุยงข้าอีกครั้งทันที พวกนางคิดว่าข้าโง่เง่าหรืออย่างไรกัน ผ่านความเป็นความตายมาตั้งสามครั้ง เวลานี้ฉลาดขึ้นมาบ้างแล้ว พวกเจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าอีกต่อไป
ท่านแม่ของข้ายังไม่ว่าอะไรสักคำ ข้าเป็นแค่เพียงบุตรสาวตัวเล็กๆ เหตุใดจะต้องขัดใจบิดาด้วยเล่า
เมื่อไม่เป็นไปตามที่ต้องการ พวกนางก็ได้แต่กระทืบเท้าจากไป
ข้าไปนั่งเล่นที่เรือนของท่านแม่ ดูนางปักผ้า ช่วยนางดูแลต้นไม่รอบเรือน ทำทุกอย่างที่ข้าเห็นว่าสมควรทำ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ถึงเวลาที่จะต้องไปรับอาหารมาเย็นมาจากห้องครัวพอดี
ข้าเดินไปที่ห้องครัวใหญ่ของจวน เพราะไม่มีสาวใช้เป็นของตัวเอง จึงต้องมารับสำรับอาหารด้วยตัวเองทุกวัน สาวใช้จากเรือนอื่น ๆ ยืนต่อแถวรออยู่แล้ว ข้าเดินไปต่อท้ายแถว เมื่อถึงคิวของข้า อาหารมื้อเย็นก็หมดลงพอดี
"ขออภัยด้วยเจ้าค่ะคุณหนูห้า วันนี้ห้องครัวทำอาหารเท่าเดิม ส่วนของท่านกับอนุเหวิน นายท่านบอกว่าให้ส่งไปที่เรือนของอนุฉางเจ้าค่ะ" หัวหน้าแม่ครัวพูดจานอบน้อมกับข้าก็จริง แต่ข้าฟังออกว่านางกำลังเย้ยหยันข้า อนุฉางคืออนุคนใหม่ของจวน ท่านพ่อของข้าก็เป็นคนมัธยัสถ์ คาดว่าหลังจากนี้เป็นต้นไปท่านแม่กับข้าก็ต้องหากินกันเองแน่
"ไม่เป็นไร ยังมีอะไรเหลืออยู่อีกบ้าง ข้าทำเองก็ได้" ข้ากวาดสายตามองหาวัตถุดิบที่อาจจะพอประกอบอาหารได้บ้างทันที บนโต๊ะจัดเตรียมอาหารนอกจากเครื่องปรุงบางส่วนที่ยังไม่ได้ถูกเก็บไป ก็ไม่มีผักสดหรือของคาวอีกแล้ว อาหารในส่วนของคนใช้ก็ถูกพวกนางแจกจ่ายไปแล้วเช่นกัน
เหตุการณ์นี้ในอดีตก็น่าจะเคยเกิดขึ้น แต่ในครั้งนั้นข้ากำลังโมโหอนุคนใหม่เป็นอย่างมาก ถูกท่านพ่อลงโทษตบจนใบหน้าบวมฉึ่ง เอาแต่เก็บตัวอยู่ในเรือนด้วยความอับอาย เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น ท่านแม่กลัวว่าข้าจะหิว จึงนำข้าวต้มถ้วยหนึ่งมาให้ทาน
ข้าตัดสินใจเดินออกจากห้องครัวทันที เวลานี้ท้องฟ้ายังเป็นสีส้มข้ามีเงินเก็บอยู่จำนวนหนึ่ง เช่นนั้นก็ออกไปซื้ออาหารที่ด้านนอกมาทาน
ข้ายังต้องซื้ออาหารแห้งและข้าวสารมากักตุนเอาไว้ เมื่อข้าไม่อยู่แล้ว ท่านแม่ของข้าก็จะได้ไม่ลำบากนัก ในเรื่องของอาหารการกิน
ข้ายังไม่ทันได้ออกจากห้องครัว จู่ ๆ พี่ใหญ่ก็เดินถือกระต่ายสองตัวที่ถูกถลกหนังแล้วสองตัวเข้ามา เขายื่นของสิ่งนั้นให้กับข้าโดยตรง กวาดสายตามองทุกคนในห้องครัวด้วยสายตาอันคมกริบ ราวกับว่ากำลังจดจำหนี้แค้นในครั้งนี้ไว้
"เช่นนั้นข้าจะทำเนื้อกระต่ายย่างอบน้ำผึ้งนะเจ้าคะ" ข้าชูกระต่ายที่ถลกหนังแล้วในมือแล้วยิ้มร่าออกมา เหตุใดข้าจึงเพิ่งรู้ว่าหากข้าพูดจาดี ๆ กับวั่งเซียวสง เขาก็จะดีกับข้าเช่นกัน
"อืม” เขาตอบกลับมาแค่เพียงสั้น ๆ สายตายังคงมองไปทางหัวหน้าแม่ครัวที่เย้ยหยันข้าก่อนหน้านี้ไม่วางตา
ข้าลงมือเตรียมเครื่องปรุง จุดไฟย่างกระต่ายทันที ข้าเห็นหัวหน้าแม่ครัวกำลังตัวสั่น กระทั่งที่หยิบเกลือชั้นเลวที่เป็นของรักของหวงไปใช้ นางก็ไม่เอ่ยอะไรสักคำ
"ข้าชอบทานหวาน หนังต้องไม่เกรียม" เขาพูดทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนที่จะเดินจากไป
มื้อนี้ข้ากับพี่ใหญ่อยู่กินอาหารมื้อเย็นที่เรือนของท่านแม่ด้วยกัน ท่านแม่ชื่นชมฝีมือการย่างกระต่ายของข้าเป็นอย่างมาก วั่งเซียวสงเองแม้ไม่เอ่ยอะไรออกมา แต่อาหารในส่วนของเขาที่ค่อนข้างหวานและหนังไม่เกรียมก็ถูกเขาจัดการอย่างรวดเร็ว ด้วยท่าทางการกินที่สะอาดหมดจด ราวกับได้รับการฝึกฝนมารยาทบนโต๊ะอาหารมาเป็นอย่างดี
นี่คงเป็นความสามารถอีกอย่างหนึ่งของพระรองที่นักเขียนมอบให้มา
"เสียดายที่เวลานี้ไม่มีสุรารสแรงมาแกล้มกระต่ายของข้า ท่านแม่รู้หรือไม่เจ้าคะ หากพวกเรานำสุราบางชนิดไปใส่ในน้ำแข็ง พวกมันก็จะมีรสชาติที่ดีขึ้นเช่นกัน" นี่เป็นสิ่งที่นักเขียนทำเป็นประจำ ข้าจึงแอบจดจำมา
เมื่ออาหารมื้อนี้จบลง พี่ใหญ่ก็ขอตัวกลับเรือนพักของตัวเองทันที ข้าเองก็เช่นเดียวกัน
ข้ากับวั่งเซียวสงเดินมาด้วยกันช่วงหนึ่ง เขาอยากพูดบางอย่างกับข้า ในที่สุดก็เอ่ยออกมา
"สุราแช่น้ำแข็งที่เจ้าว่า ข้าจะขามาให้เจ้าเอง เจ้าอยากได้สุราแบบใด"
"สุราผลท้อของหยางโจว สุราหมักจากร้านเหลี่ยงฟาง หรือสุราสูตรลับของสกุลเกา" ข้าตอบออกไปก่อนที่จะคิดขึ้นมาได้ว่าพรุ่งนี้ข้าก็จะต้องตายแล้ว จึงคิดข้ามเขาแต่ก็ไม่ทัน
"ได้" ทันทีที่พูดจบวั่งเซียวสงก็แยกตัวจากไป
ข้าโบกมือให้เขาอย่างอาลัยอาวรณ์ ความจริงแล้วการมีพี่ชายสักคนก็เป็นเรื่องดี "ข้าขออวยพรให้ท่านพี่ใหญ่ ชาตินี้ท่านอย่าได้หลงรักจ้าวเหลียนเฟยอีกเลย"