บทนำ
“ผู้ชายดี ๆ ก็มีแต่ในนิยาย ความจริงแล้วผู้ชายมันเลว ผู้ชายมันมีแต่คนเฮงซวย เชื่อเถอะว่าความรักมันเลวร้าย ถ้ามีรักแล้วมันทุกข์ สู้อยู่กับตัวเอง รักตัวเองดีกว่า”
เสียงโวยวายอย่างมีน้ำโหถูกเปล่งออกมาจากหญิงสาววัยทำงานด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์
ภาพความทรงจำอันเจ็บปวดในวันวานย้อนกลับเข้ามาในความคิด เสียงเพลงที่ถูกเปิดคลอเบา ๆ มันยิ่งส่งให้อารมณ์ของหญิงสาวโศกเศร้ามากขึ้นไปอีก ทั้ง ๆ ที่เพลงนั้นมันคือเพลงรัก แต่เธอกลับรู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก เพราะเพลงเพลงนี้คือเพลงที่อดีตคนรักชอบเปิดให้เธอฟัง
“ฮือ~ ไอ้พายุ ไอ้ผู้ชายเฮงซวย ฮือ~ ต่อไปนี้ฉันจะไม่เชื่อใจ ไม่ไว้ใจผู้ชายคนไหนอีกแล้ว”
เธอโวยวายอย่างบ้าคลั่งราวกับคนเสียสติ อีกทั้งสายน้ำตาที่ไหลลงมาอาบสองข้างแก้ม บ่งบอกว่าหญิงสาวยังไม่เคยลืมเรื่องราวอันแสนเจ็บปวดที่มันเคยเกิดขึ้นในวันวานได้เลย
“ยัยขิง ยัยน้ำ ยัยแก้ว พวกแกจำไว้เลยนะ ผู้ชายน่ะมันอันตราย ถ้าไม่อยากเสียใจเหมือนฉันก็อย่าหลวมตัวเผลอใจไปกับคำพูดหวาน ๆ ของคนพวกนั้นเด็ดขาด”
แล้วเอ่ยเตือนเพื่อนสาวอีกสามคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยความเป็นห่วง
“อื้มม~”
แก้วตาตอบพลางพยักหน้าตาใสตามประสาคนหัวอ่อนที่เชื่อคนง่าย
แต่ขณะนั้นน้ำมนต์กลับดูไม่ได้ใส่ใจฟังคำพูดของลุลามากนัก อีกทั้งตอนนี้ก็กำลังยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มแบบรวดเดียวหมดแก้ว ลุลาจึงตวาดใส่อย่างงอน ๆ
“ยัยน้ำ! แกได้ยินที่ฉันพูดมั้ย”
น้ำมนต์เกือบสำลัก ต้องรีบวางแก้วลงบนโต๊ะแทบไม่ทัน ก่อนจะตอบแบบขอไปที
“ได้ยิน ๆ”
ความรักสำหรับลุลามันก็คือยาพิษ ถ้าเมื่อไหร่ที่เผลอกลืนมันเข้าไปในร่างกายและปล่อยให้พิษของมันแล่นเข้าสู่หัวใจ ฤทธิ์ของมันจะส่งผลทำให้ทรมานเจียนตายได้
งานเลี้ยงรุ่นดำเนินต่อไปจวบจนวินาทีสุดท้ายของงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้
“ฉันกลับแล้วนะ พรุ่งนี้มีงานเช้า”
ลุลาเอ่ยขณะลุกขึ้นยืน และหยิบกระเป๋าสัมภาระเตรียมจะกลับบ้าน
“ลุลา แกไหวมั้ย ให้ไปส่งเปล่า”
ขิงเอ่ยถามเพื่อนด้วยความเป็นห่วง เพราะเห็นอาการของเพื่อนสาวที่ยืนเซไปเซมา
“ฉันไม่เป็นไร สบายมาก กลับเองได้ ไม่เมา ไม่ต้องห่วง” ลุลาปฏิเสธ
“สภาพนี้แกไหวจริงเหรอ เดินขาจะขวิดกันได้อยู่แล้ว ยังบอกไม่เมาอีก เฮ้อออ ลุลาเอ๊ย” ขิงบ่นอย่างเหนื่อยใจ
“ฉันไม่เมาจริง ๆ ไม่ต้องห่วง ไปละนะ บาย”
เธอยกมือขึ้นโบกลาเพื่อน ๆ และพยายามเดินให้ตรงทางเพื่อยืนยันคำพูดของตัวเอง
“โอเค ๆ งั้นกลับดี ๆ นะ ถึงแล้วทักมาบอกด้วย”
ขิงจึงจำยอมและไม่วายกำชับอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วง
“อื้ม”
ลุลาขานรับ ก่อนจะเดินโซซัดโซเซไปโบกแท็กซี่เพื่อกลับบ้าน
รุจิรา พิมพาภิรมย์ หรือ ลุลา ครีเอทีฟสาววัยยี่สิบสี่ปีที่เคยเจ็บช้ำน้ำใจกับรักครั้งแรกในวัยเรียนจนเข็ดขยาดกับความรัก และไม่เคยคิดจะปลูกต้นรักกับผู้ชายคนไหนอีก
ถึงแม้เรื่องราวอันแสนเจ็บปวดจะผ่านมานานถึงสามปี แต่สำหรับลุลาแล้ว มันคือความทรงจำอันเลวร้ายที่เธอไม่มีวันลืม ทุกครั้งที่นึกถึง ความรู้สึกเจ็บมันยังเกิดขึ้นลึก ๆ ในหัวใจ
เวลาผ่านไปนานนับสิบนาที ลุลายังคงยืนอยู่ข้างริมฟุตบาทที่เดิม เพราะยังไม่มีแท็กซี่คันไหนที่จอดรับเธอ แท็กซี่ทุกคันที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่มีผู้โดยสารแล้วทั้งหมด
หญิงสาวยกมือขึ้นโบกแท็กซี่อีกคันที่กำลังแล่นมาทางนี้ เพราะสายตาที่พร่ามัวทำให้เธอไม่ทันได้สังเกตเห็นว่าแท็กซี่คันนั้นก็มีผู้โดยสารแล้วเช่นกัน
“ทำไมไม่จอดวะ”
หญิงสาวสบถอย่างหัวเสีย
“ไอ้แท็กซี่เฮงซวย”
เธอถอนหายใจก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นคอนกรีตอย่างหมดอาลัยตายอยาก
“ทำไมชีวิตมันเฮงซวยแบบนี้วะ ขนาดแท็กซี่ยังไม่ยอมรับเลย”
ใบหน้าสวยก้มลงไปซบกับหัวเข่าที่ตั้งชันขึ้นมาอย่างหมดหนทาง ได้แต่คิดตัดพ้อกับตัวเอง ทำไมชีวิตเธอมันถึงได้ลำบากยากเย็นแสนเข็ญขนาดนี้
“ลุลา”
ขณะที่หญิงสาวกำลังคิดท้อแท้ แต่ก็ได้ยินเสียงทุ้มอันนุ่มสุขุมที่ให้ความรู้สึกราวกับว่าเป็นเสียงของเทวดาจากสรวงสวรรค์
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นไปมองอีกฝ่ายช้า ๆ พยายามเพ่งสายตามองบุคคลตรงหน้าดี ๆ เพราะสายตาที่พร่ามัว บวกกับความรู้สึกมึนงงที่เกิดขึ้นมาในหัว มันทำให้เธอมองเห็นเขาได้ไม่ชัดเจน
ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวผูกเนกไทเรียบร้อย บุคลิกอันสุขุมนุ่มลึก ใบหน้าภายใต้กรอบแว่นนั้นมันทำให้เธอพอจะนึกขึ้นได้ว่าเขาเป็นใคร
“คุณหมอ”
เธอเอ่ยเรียกอีกฝ่ายอย่างงง ๆ ได้แต่คิดสงสัยว่าเขามายืนทำอะไรอยู่ตรงหน้าตน
ธนวัฒน์ หรือ คุณหมอวัฒน์ จิตแพทย์มือหนึ่งผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือว่าทั้งเก่งทั้งหล่อ และเขายังเป็นเจ้าของไข้ที่ดูแลคุณแม่ของลุลาด้วย
“คุณหมอกำลังจะไปเข้าเวรเหรอคะ”
หญิงสาวเอ่ยถามด้วยอาการมึนงง
“พี่เพิ่งออกเวรค่ะ กำลังจะกลับบ้าน”
ชายหนุ่มตอบพลางมองหญิงสาวก่อนจะฉีกยิ้มที่มุมปากอย่างเอ็นดู
“เมาแอ๋ขนาดนี้ ดื่มหนักเลยเหรอเรา”
“ใครเมา ลุลาไม่ได้เมานะ แค่มึน ๆ นิดหน่อย”
เธอแก้ตัว พลางเพ่งสายตาพยายามมองชายหนุ่มตรงหน้าอีกครั้ง เพราะรู้สึกว่าเขากำลังเดินวนไปวนมาจนทำให้เธอเวียนหัว
“คุณหมออย่าเดินไปเดินมาสิคะ ลุลาเวียนหัว” เธอต่อว่าอีกฝ่ายอย่างรำคาญใจ
ชายหนุ่มส่ายหน้าพร้อมกับยกยิ้มมุมปากด้วยความเอ็นดูหญิงสาวตรงหน้า ก่อนที่เขาจะย่อตัวก้มลงไปประคองอุ้มเธอขึ้นมาจากพื้น
“มาค่ะ เดี๋ยวพี่พาไปส่งบ้าน”
“คุณหมอปล่อยลุลาลงเดี๋ยวนี้นะคะ ลุลาเดินเองได้ ปล่อยลุลาลงค่ะ”
ร่างบางโวยวายพยายามดิ้นไปมาต่อต้านอีกฝ่าย
“สภาพนี้ ให้พี่ไปส่งดีกว่านะคะ พี่ไม่อยากรับคนไข้เพิ่ม”
ชายฉกรรจ์เอ่ยทีเล่นทีจริง โดยไม่สนใจคำทัดทานของหญิงสาว ก่อนจะอุ้มเธอเดินตรงไปที่รถของตนซึ่งจอดชิดริมฟุตบาทอยู่
มือหนาขยับไปเปิดประตูฝั่งข้างคนขับก่อนจะวางหญิงสาวลงบนเบาะที่นั่ง แล้วจึงเดินอ้อมกลับมาประจำยังตำแหน่งของตน
“พี่มีน้ำผึ้งมะนาวอยู่ในเก๊ ลุลาเอามากินได้นะคะ”
ชายหนุ่มเอ่ยขณะบิดกุญแจสตาร์ตรถ แต่ก็ไร้เสียงการตอบรับจากคนที่ตนกำลังคุยด้วย ด้วยความสงสัยเขาจึงหันไปดูหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างกาย แต่ปรากฏว่าเธอนั้นหลับไปแล้ว
“แล้วบอกไม่เมา”
ธนวัฒน์ส่ายหน้าและยิ้มออกมาอย่างชอบใจ ก่อนจะหยิบผ้าเย็นที่ตนบังเอิญซื้อติดรถเอาไว้ออกมา และบรรจงเช็ดหน้าให้หญิงสาวด้วยความเบามือ แล้วจึงเหยียบคันเร่งขับรถพาหญิงสาวไปส่งที่บ้านของเธอ
**********
“ก็พี่ทำงาน ลุลาอย่างี่เง่าได้มั้ย”
เสียงทุ้มจากคนตัวสูงต่อว่าแฟนสาวของเขาอย่างไม่พอใจ
“พี่กำลังจะขึ้นบริหารบริษัทอย่างเต็มตัว พี่มีหน้าที่มีความรับผิดชอบมากมายที่ต้องทำ จะให้พี่มาตามรับตามส่งลุลาทุกวันมันไม่ได้หรอกนะ แล้วต่อไปนี้ก็อย่ามาหาพี่ที่บริษัทอีก มีอะไรก็กลับไปรอพี่ที่คอนโด”
“ไปรับไปส่งไม่ได้? ทำไมคะ ทีเมื่อก่อนพี่ยังทำได้เลย” หญิงสาวเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
“ก็ตอนนี้มันไม่เหมือนกัน” เขาแก้ตัว
“ไม่เหมือนกันยังไงคะ เพราะเมื่อก่อนพี่รักลุลาพี่เลยมีเวลามาดูแลมาเอาใจลุลาจนลุลารักพี่ แต่ตอนนี้คนที่พี่รักไม่ใช่ลุลาแล้ว พี่เลยไม่มีเวลาให้ลุลาใช่มั้ยคะ”
เธอชิงตัดพ้อพูดตัดหน้าเขาทั้งที่ชายหนุ่มยังพูดไม่จบ ใบหน้าสวยเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า
“ลุลาอย่างี่เง่าได้มั้ย ก็พี่บอกว่าพี่ไม่ว่าง ต้องทำงาน ถ้าพูดไม่รู้เรื่องพี่จะไม่คุยด้วยแล้วนะ”
เขาถอนหายใจก่อนจะหันหลังเดินขึ้นอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่โดยที่ไม่หันกลับมาสนใจหญิงสาวที่ยืนน้ำตานองหน้าอีก
หยดน้ำตาไหลรินลงที่ข้างแก้ม วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ แต่เขากลับไม่มีแม้แต่คำพูดดี ๆ ให้เธอ ไม่มีคำอวยพร ไม่รู้ว่าเขาจะยังจำได้หรือเปล่าว่าวันนี้เป็นวันเกิดของเธอ
สายตาพร่ามัวมองฝ่าหยดน้ำตาดูแผ่นหลังของชายหนุ่มคนที่ได้ชื่อว่าแฟนค่อย ๆ เดินห่างออกไปไกลทีละนิด เขาไม่แม้แต่จะหันกลับมาสนใจเธอเลยสักน้อย
กริ๊งงงงง
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นปลุกหญิงสาวให้รู้สึกตัวตื่นขึ้นจากห้วงนิทรา
มือบางขยับคลำไปตามโต๊ะหัวเตียงเพื่อปิดนาฬิกาตั้งโต๊ะที่กำลังส่งเสียงดังน่ารำคาญ
เธอค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งบนที่นอนอย่างงัวเงียก่อนจะยกมือขึ้นเช็ดใบหน้าเพราะรู้สึกได้ถึงของเหลวบางอย่างที่เปื้อนอยู่ตรงข้างแก้ม
“น้ำตาเหรอ?”
ริมฝีปากบางพึมพำอย่างงุนงง ก่อนที่เหตุการณ์ในความฝันจะย้อนกลับเข้ามาในความคิดอีกครั้ง นั่นไม่ใช่แค่ความฝัน แต่มันคือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อสามปีที่แล้ว
“ทำไมจู่ ๆ ถึงฝันเห็นเขาได้”
หญิงสาวพึมพำเบา ๆ
ตั้งแต่ที่เลิกกันไปมันก็หลายปีแล้ว เธอทำใจได้สักพักแล้ว และตอนนี้เธอก็อยู่กับปัจจุบัน ถึงแม้จะยังลืมเขาไม่ได้ แต่เธอก็วางเขาเอาไว้ในความทรงจำส่วนลึกของหัวใจ ไม่เก็บมาคิดถึง ไม่โหยหา และไม่ติดตามข่าวคราวเรื่องราวของเขาอีก
ร่างบางลุกขึ้นจากที่นอนก่อนจะเดินไปหยิบผ้าขนหนูและเดินตรงเข้าห้องอาบน้ำเพื่อจัดการตัวเอง สลัดความคิดในหัวทิ้งอย่างไม่สนใจ ถ้าขืนเธอยังมัวคิดถึงแต่เรื่องไร้สาระพวกนี้ วันนี้เธอคงจะต้องไปทำงานสายแน่ ๆ
และยิ่งวันนี้เป็นวันสำคัญ เพราะบริษัทที่เธอทำงานอยู่ได้เปลี่ยน CEO คนใหม่ ส่งต่อให้หุ้นส่วนใหญ่แทน แถมยังมีการประชุมช่วงเช้าเพื่อต้อนรับ CEO คนใหม่ด้วย แล้วครีเอทีฟสาวที่ได้ชื่อว่าเป็นตัวเก็งของบริษัทอย่างเธอจะไปทำงานสายได้ยังไง