CHAPTER 06
“ใครกันที่ดื้อ นี่เปลี่ยนรถใหม่อีกแล้วนะ”
นัยน์ตากลมแลหางตามามองผมจากนั้นก็หันสายขวาปรับเบาะพร้อมกับสำรวจทุกอย่างโดยไร้เสียง น้ำตาลพยายามเก็บรายละเอียดอย่างเงียบๆ เชื่อเถอะว่าถ้าได้ขึ้นรถคันนี้อีกครั้งแล้วเบาะ ทุกอย่างที่จำได้ไม่อยู่ในที่ที่ของตัวเองเตรียมรับมือกับการโวยวายเลย
น้ำตาลจำได้ทุกอย่าง
น้ำตาลโวยวายใครก็เอาไม่อยู่
“ก็เปลี่ยนพึ่งได้มาเมื่อวาน สวยมั้ยลูกหมา”
“นั่งคนแรกหรือเปล่า”
“คนแรกเลยครับ” ผมตอบความจริงแล้วยังเห็นสายตาหรี่จับผิดแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรได้แต่ขับรถไปด้วยความเงียบงัน “คนแรกตลอดยังถามอีกเหรอ”
“กิ๊กเยอะไง” เถียงคำไม่ตกฟากผมเจอประโยคสวนกลับมาแทบทันที “จริงใช่มั้ยไอ้อ้วน ไปกับฟ้าทุกที่เห็นฟ้านอกลู่นอกทางให้กัดนะ กัดกัดกัดอย่างเดียวไม่มีข้อยกเว้น สอนแล้วทำตามด้วยไอ้อ้วน”
“กัดได้ถ้าทำจริง”
เมื่อก่อนผมอาจทำแบบนั้นแต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว การเคลียร์ทุกคนออกไปมันเกิดขึ้นตั้งแต่ได้เห็นชีวิตของเพื่อนคนหนึ่งซึ่งมันค่อนข้างทำให้ผมแน่ใจว่าจะไม่ทำแบบมันเด็ดขาด
ผมรับไม่ไหวขนาดนั้น
แล้วมันก็ไม่ใช่การชดเชยให้กับน้ำตาลแต่มันคือการปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นต่างหาก รู้ว่าอาจไม่ทำให้น้ำตาลเชื่อใจตัวเองในทันทีแต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ เอาดีๆ ก็เกือบหกเดือนกว่าแล้วนะที่ผมเคลียร์ทุกอย่างออกมาไกลในระดับหนึ่งแต่สิ่งที่ยังคาใจทุกครั้งไม่มีวันลบเลือนไม่ว่าตอนนี้หรือว่าตอนไหน
น้ำตาลยืนหนึ่งในทุกๆ เรื่อง
อันนี้คือเรื่องจริงตลอด
“จะรอดูรอยฟันของไอ้อ้วนบนตัวฟ้านะ”
“ถ้าเห็นนะเพราะรับรองไม่มีแน่นอนครับ”
แล้วก็มาถึงแพนเฮ้าส์ผมก็เดินอ้อมไปเปิดประตูรถให้กับน้ำตาลเสร็จแล้วก็เข้าไปอุ้มนางฟ้ามาไว้ในอ้อมกอด นางฟ้าตัวอ้วนให้น้ำตาลอุ้มนานๆ ไม่ได้หรอกมันจะเกิดอาการปวดแขน
นางฟ้าเอาใบหน้าเอียงซบอ้อนเกยกับลำตัวพร้อมกับทำสายตางอนนิดๆ แต่ไม่พ้นสายตาของน้ำตาลเธอยื่นมือมาบี้ใบหน้ากลมนั้นแล้วผมก็เอียงหลบให้กับน้ำฟ้า
“หวงจริงนะไอ้อ้วนเนี่ย”
“ก็เป็นพ่อนางฟ้าจะหวงลูกไปแปลก”
“ใครบอกว่าเป็นพ่อ” นึกแล้วว่าต้องเถียงออกมา
“งั้นบอกมาดิว่าใครเป็นพ่อนางฟ้า” ไม่รอผมก้าวเข้าไปด้านหน้าประชิดกับคนตัวบางที่เหมือนด้านหลังเธอไม่มีที่เว้นให้ถอยแล้วเพราะตัวประชิดกับรถเป็นที่เรียบร้อยฉะนั้นผมจึงก้าวเข้าไปอีกย่นระยะห่างถึงแม้จะมีนางฟ้าคั่นกลางก็ไม่เป็นปัญหาเพราะยังไงผมใช้ร่างกายโน้มลงไปใกล้แก้มหอมๆ ของอีกฝ่ายได้ “ตอบมาดิครับ”
“...”
“ถ้าไม่ใช่ไอ้สายฟ้าคนนี้ จะได้พาพวกไปฆ่ามันทิ้งซะ”
“มัดมือชกหรือเปล่า แล้วคำพูดคำจาดูท่าอันธพาลขึ้นทุกวันจริงๆ นะฟ้า” สิ้นประโยคของน้ำตาลรู้ไหมมันเรียกรอยยิ้มของผมได้ในทันที รอยยิ้มที่มีเพียงแค่คนเดียวที่รู้ความหมายของมันอย่างแท้จริงนั้นก็คือตัวของผมเอง คำว่าอันธพาลหมายถึงคนเกะกะระรานคนอื่นมันคงไม่ใช่ผมแน่ “หรือว่ากำลังหาเรื่องอยู่”
“ไปกันใหญ่แล้ว”
ผมปฏิเสธ ไม่ได้เป็นแบบนั้น ไม่ใช่หรอกไม่ใช่แน่ๆ ทุกครั้งแค่เลือกการแสดงของบุคคลที่กำลังพูดด้วยต่างหาก การลำดับความสำคัญมักเกิดขึ้นเสมอตามความพอใจของผมเอาความจริงนะผมรับรู้เรื่องต่างๆ ของน้ำตาลทั้งหมดไม่ว่าจะผ่านบุคคลไหนทว่าน้ำตาลไม่ค่อยได้รับรู้เกี่ยวกับผมเท่าไหร่
คนอื่นๆ ยิ่งแล้วใหญ่
“เห้อ... ถึงบ้านแล้ว คิดถึงกลิ่นนี้จริงๆ”
พวกเราทั้งสามรวมนางฟ้าเข้ามาในตัวบ้านที่เย็นเฉียบ สายลมจากเครื่องปรับอากาศตีแผ่ความเย็นเข้ามาสู่ร่างกายพร้อมด้วยกลิ่นหอมกลิ่นโปรดของน้ำตาลแค่นี้ก็เรียกรอยยิ้มบวกกับความสดใสคืนให้กับร่างเล็กที่กำลังนอนนิ่งบนโซฟาโดยข้างกายมีนางฟ้าเกยหน้าบนพุงเล็กที่โผล่ขึ้นมาจากชายเสื้อผืนเล็กบนตัวน้ำตาล
ท่านอนประจำสองแม่ลูกเขา
ท่านอนที่ทำให้ผมส่ายศีรษะแล้วเลี่ยงไปเทน้ำมาให้อีกคน
แม่บ้านจะเข้ามาอาทิตย์ละ 2 ครั้งคือวันอังคารและวันเสาร์ฉะนั้นจึงต้องพึ่งตัวเองเป็นหลักถ้าอยากทานอะไรหาเองครับไม่อยากออกไปไหนก็แค่ยกโทรศัพท์ขึ้นโทรสั่ง แลกกับความเป็นส่วนตัวไร้สายตาคนอื่นมารับรู้หรือว่ามองให้รกหูรกตามันก็คุ้มอยู่นะ
“ลูกหมาหิวอะไรหรือเปล่า”
“ไม่นะ ไม่หิวเลย” น้ำตาลยังนอนนิ่งแต่ลืมตากลมมองมายังผมพร้อมกับคำตอบ น้ำตาลดูซูบผอมลงเล็กน้อยซึ่งปกติก็เป็นคนผอมอยู่แล้วผมจึงไม่ค่อยชอบใจนักอีกทั้งหลังมือยังมีรอยช้ำของการเจาะก็ยิ่งไปกันใหญ่ มันไม่ควรมาอยู่บนตัวของน้ำตาลเลยสักนิด “ฟ้า... ฟ้าว่าตาลผอมลงหรือเปล่า”
น้ำตาลยกมือขึ้นมาลูบหน้าท้องตัวเองไปมารู้ไหมมันสวนทางกับสีหน้าของเธอมาก สีหน้าที่แสดงถึงความภาคภูมิใจมากกว่าเสียใจ
“อือผอม”
“ไม่ดีเหรอทำไมทำเสียงเข้มหน้าบูดบึ้ง”
“ผอมมันดียังไงกัน”
“ก็ใส่อะไรก็สวยไงฟ้า”
“ให้ตายเถอะ” ลองเข้าไปดูในห้องแต่งตัวสิ เสื้อผ้าแต่ละตัวของน้ำตาลตัวเล็กขนาดไหนบางตัวนั้นถึงขนาดเอาให้นางฟ้าใส่ยังเล็กเกินเลย เขาเรียกกันว่าเสื้อหมามั้ง “ใส่ก็ใส่ไม่ว่า”
“แต่ด่าในใจ”
“ไม่เคยทำแบบนั้นให้ใส่แต่ใส่ในบ้านนะออกไปอย่าคิด”
“ว่าแล้ว”
ริมฝีปากเล็กงุ่ยประกอบกับอาการเสียดายแต่ผมก็เชื่อว่าน้ำตาลไม่ทำในสิ่งที่ผมไม่ชอบหรอกไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามแต่ก็ใช่ว่าจะตามใจนะ
น้ำตาลจะพยายามนำเสนอเรื่องอื่นมาเป็นข้อแม้ให้กับตัวเองทุกครั้งเพื่อแลกกับสิ่งที่ต้องการเช่นการกอด จุ๊บหน้าผากหรือว่าจับมือ เพื่อความสบายใจของอีกคนเธอทำได้เสมอแหละถึงแม้บางครั้งจะออกอาการดื้อไปหน่อยแต่มันก็เป็นสไตล์ของน้ำตาล
ผมไม่ได้ปักใจอะไรมากกับเรื่องนี้
“ลองดูนางฟ้าสิ อ้วนน่ารักจะตายจะให้ผอมทำไม”
“ฟ้าตามใจลูกสิ ให้กินตลอดไม่ยอมให้ไดเอททั้งที่หมอสั่ง” น้ำตาลยกหื้อลูบใบหน้าย่นที่หลับบนพุงอย่างนุ่มนวล จะบอกว่าอย่าคิดแตะนะครับนางฟ้าลูกน้ำตาลตัวนี้ขี้หวงยิ่งกว่าผมอีก “คราวนี้ต้องลดให้นางฟ้าแล้ว”
“บอกตัวเองเถอะชอบเอาของกินให้”
“ฟ้า!”
~ครืด~
แต่แล้วเสียงสั่นของโทรศัพท์ก็ขัดขวางเวลาแห่งความสุขเสมอคราวนี้เป็นแชตของไอ้ต้าหนึ่งในกลุ่มที่คบกันอยู่ นานทีปีหนมันจะแชตส่วนตัวเข้ามาเองฉะนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญพอตัวผมเบี่ยงสายตามองน้ำตาลที่นอนนิ่งหลับตาไปเรียบร้อยแล้ว น้ำตาลไม่สนใจเรื่องพวกนี้หรอกเธอไม่เคยเข้ามายุ่งอะไรทั้งนั้นนอกจากจะเอาคืนบรรดาผู้หญิงที่ชอบเข้ามาหาผมแล้วเข้าไประรานเธอ
ผมทิ้งตัวนอนพิงโซฟาอีกฟากหนึ่งพร้อมทั้งกดตอบไอ้ต้า
ไอ้สัสต้า CHAT
TA’T: ว่างหรือเปล่าวะ
TA’T: มีเรื่องคุยด้วย
S.F>N: ว่า?
TA’T: เรื่องเมียมึง
น้ำตาล... เสี้ยววินาทีผมหันไปมองเธอที่หลับปุยไปเรียบร้อย มองแบบนี้โคตรไร้พิษสงเลยนะแตกต่างจากตอนอารมณ์ร้ายอย่างสิ้นเชิงแล้วผมก็หันมาสนใจแชตอีกครั้งหนึ่ง
S.F>N: มีใครจะทำอะไรลูกหมาอีก
TA’T: ลูกหมา?
TA’T: อ้อ น้ำตาล
TA’T: หนึ่งในที่มึงให้คนซัดกลับวันนั้นเป็นหลานอธิการ ตอนนี้วิ่งวุ่นจะเอาเรื่องน้ำตาลอ่ะ
TA’T: วันนี้พ่อกูพึ่งเล่าให้ฟังเหมือนไม่ยอมนะอีกอย่างอาจโดนไซโคจากพี่น้ำตาลด้วย
TA’T: หนักหน่วงเอาการว่ะ
S.F>N: เดี๋ยวกูจัดการเอง ขอบใจ
TA’T: จัดการทีไร้บรรลัยทั้งแถบหมดมึงอ่ะ
ผมก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าฝ่ายไหนจะบรรลัยเละกว่าอีกฝ่าย ถ้าเล่นมาสกปรกอย่างคิดว่าสิ่งที่ย้อนกลับไปมันจะใสสะอาดไม่มีทางหรอกมันจะสกปรกโสโครกกว่าหลายร้อยเท่า หน้าจอของวัตถุสื่อสารเปลี่ยนไปอีกหน้าแชตหนึ่งซึ่งก็นานแล้วนะเกือบสองอาทิตย์กว่าที่ผมไม่ได้เข้าไปเยี่ยมเยือน
ทั้งที่มันยังค้างประโยคสุดท้ายเอาไว้ว่า ‘มีอะไรก็ทักมาแล้วกัน’
หลานอธิการ วิ่งวุ่นเอาเรื่อง ไม่ยอม
โอเค... ย่อมได้
S CHAT
S.F>N: จัดการให้หน่อยสิ
S.F>N: อธิการมอ หลานอธิการมอ กลุ่มเพื่อนหลานอธิการ
S.F>N: ไม่มีที่เรียน ย้ายบ้าน พ่อแม่มันไม่มีงาน
S: หนักเอาการ ทำเพื่อใคร
S.F>N: ก็รู้ๆ อยู่
S: ไม่รู้
S.F>N: ลูกหมา
S: รอฟังข่าว
แค่นี้ก็เรียบร้อยไม่เกินชั่วโมงก็มีโทรศัพท์จากเลขาของผมดังขึ้นมาติดๆ ผมจะรับก็สายที่ห้าแล้วตอนนี้ก็บ่ายกว่าพอดีกับพึ่งสั่งข้าวมาให้น้ำตาลผมจึงรับทั้งที่กำลังจัดจานให้เข้าที่
“ว่า”
[คุณสายฟ้าครับ พวกนั้นมาขอพบพร้อมของเยี่ยมครับ]
ของเยี่ยมที่ไม่ใช่แค่กระเช้าไม่ใช่สิ่งที่หาได้ตามห้างร้านผมรู้ดีว่ามันคืออะไร ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็จะมีประมาณนี้แหละที่ขอเข้ามาจนนับครั้งไม่ถ้วน
“เหรอ?”
[เอ่อ...]
“ผมไม่ว่าง ไม่ต้องเสนอหน้ามา”
ตัดจบได้แค่นี้อย่างไม่มีอะไรตัดค้างกันอีก
ผมรู้ว่าหลายคนอาจคิดว่าน้ำตาลนิสัยไม่ดี เอาแต่ใจทุกเรื่องและไม่ว่ากับใครก็แล้วแต่ เห็นแบบแค่ด้านเดียวที่แสดงออกไปก็มองว่าน้ำตาลผิดมากๆ เลยนะขนาดแม่ยังว่าให้ได้เลย น้ำตาลคิดในแง่ลบมากเกินไป
ผมไม่เถียงนะเพราะเป็นความคิดของแต่ละบุคคลทว่าในสิ่งที่ผมได้เจอแล้วเรียนรู้มากับตัวเองมาแน่นอนผมมักมีการมองแตกต่างออกไป ผมหรือว่าคนอื่นไม่สามารถตัดสินว่าให้น้ำตาลเป็นฝ่ายผิดหรือว่าถูกถ้าไม่ได้อยู่ในจุดที่เธอยืนอยู่
จะไม่สามารถรับรู้อะไรได้ทั้งนั้น
ผมคิดไว้แบบนั้น
สายฟ้า รัตติกาล อักษรสิทธิ : TALK END