บทที่ 1 ก่อนวันวาเลนไทน์ // รติรส
ก่อนวันวาเลนไทน์ // รติรส
- จ บ -
รติรสนั่งมองตัวอักษรสองตัวบนหน้าจอโน้ตบุ๊ก เคอร์เซอร์กะพริบเหมือนจะรอให้เธอพิมพ์อะไรลงไปอีก หญิงสาวคลิกเซฟงานสามรอบอย่างคนย้ำคิดย้ำทำ จากนั้นปิดโปรแกรมเหมือนกลัวว่ามันจะตามมาหลอกหลอน
“จบแล้วโว้ย!” หญิงสาวตะโกนใส่โน้ตบุ๊กเสียงลั่น
เธอสอดนิ้วเข้าในเรือนผมยาวคลุมไหล่เป็นกระเซิงเพราะไม่เจอหวีมาหลายวัน ประสานมือทั้งสองข้างตรงท้ายทอยไว้อย่างนั้นพักหนึ่ง ดื่มด่ำกับความรู้สึกของผู้ชนะ ก่อนที่จะถอนหายใจยาวเหยียด ในที่สุดนิยายร่างแรกก็จบลงจนได้ เธอทำได้ แม้จะช้ากว่าเมื่อก่อนตอนที่ยังมีไฟในการเขียนมากมาย
“กว่าจะมาถึงบรรทัดนี้เหมือนจะขาดใจตาย” เธอพึมพำกับตัวเอง
เกือบหกเดือนแล้วที่รติรสพยายามเข็นเขียนนิยายเรื่องนี้ให้จบ มันช่างยากเย็นเสียเหลือเกินเมื่อคิดอะไรไม่ไหลลื่นเหมือนก่อน เธอเขียนแล้วลบ เขียนแล้วโละทิ้งทั้งบท บางทีก็หลายบทและหลายรอบเพราะไม่พอใจเสียที
สาเหตุจากตัวของเธอเองนั่นแหละ รติรสรู้ดี เธอรู้สึกเศร้า ไม่สบายใจโดยไม่รู้สาเหตุ หงุดหงิดจนไม่อยากจะทำอะไร นอกจากนอนมองเพดานห้องทั้งวัน ไม่หิว ไม่อยากเจอใคร ระยะหลังมานี้เธอจึงหันกลับมากินยาตามที่หมอสั่ง หลังจากไม่ได้กินมาพักใหญ่ ก็เธอไม่ชอบกินยา
หญิงสาวคิดว่าที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะเธอ ‘อิน’ กับบทบาทของตัวละครและเหตุการณ์ในนิยาย ไม่ได้ซึมเศร้าบ้าบออะไรอย่างที่หมอบอกหรอก จนกระทั่งมันเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ เธอเขียนไม่ออก เขียนไม่ได้ แม้กระทั่งบทสนทนาขำๆ แค่เพียงครึ่งหน้า
นั่นจึงเป็นสาเหตุให้เธอเปลี่ยนใจหันกลับมากินยา กระทั่งรู้สึกดีขึ้นจนสามารถลุกจากเตียงมาเขียนนิยายเรื่องนี้จนจบร่างแรก และตอนนี้ยาก็หมดพอดี
ช่างเถอะ... เธอไม่คิดที่จะไปหาหมอเอายาเพิ่มหรอก ขี้เกียจไปพบเขา ตาหมอแก่นั่นจะต้องบ่นเป็นมนุษย์ลุง น่ารำคาญจะตาย ความจริงเขาน่าจะไปพบหมอให้รักษาโรคขี้บ่นของตัวเองบ้างนะ
นิยายจบแล้วนี่ บางทีเธอควรจะออกไปชอปปิง ดูหนังสักรอบ หาหนังสือดีๆ อ่านสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเอง ไม่แน่เธออาจจะได้ไอเดียในการเขียนเรื่องต่อไปก็ได้ หลังจากนั้น หาอาหารร้านอร่อยกิน เข้าร้านเสริมสวยนอนให้ช่างสระผมนวดหัว ให้รางวัลตัวเองแค่นั้นก็พอแล้ว เอาไว้นิยายเรื่องที่เพิ่งเขียนจบนี้ผ่านการพิจารณาจากสำนักพิมพ์ค่อยฉลองใหญ่ ยังไม่ใช่เร็วๆ นี้หรอก เธอยังต้องทิ้งมันไว้สักสองอาทิตย์ ก่อนจะกลับมาอ่านทบทวนเพื่อรีไรท์อีกรอบ โลกใบนี้ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ
เอาเถอะ... อย่างน้อยตอนนี้ก็เสร็จไปเปลาะหนึ่งแล้ว จริงสิ... เธอมีไวน์ราคาถูกแช่อยู่ในตู้เย็นนี่นา เอามาดื่มฉลองให้ตัวเองมึนๆ สักหน่อยจะเป็นไร ถึงตอนนี้เพิ่งจะบ่ายโมงก็เถอะ ใครเป็นคนกำหนดล่ะว่าต้องดื่มตอนไหน เมาตอนไหน เธอไม่สน
รติรสลุกขึ้นยืน ยืดตัวแล้วบิดเอวไปมาสองสามรอบด้วยความเมื่อยขบ หญิงสาวยังอยู่ในชุดกางเกงนอนขายาวเนื้อนิ่มและเสื้อกล้ามสายเดี่ยว มันเป็นชุดที่เธอใส่นอนและใส่ทั้งวัน บางทีก็สองสามวัน
เสื้อคลุมอาบน้ำที่พาดไว้ตรงพนักเก้าอี้เลื่อนหลุดลงไปกองที่พื้นตอนที่ลุกขึ้นมา เธอเดินผ่านมันไปอย่างไม่ใยดี จานที่ใช้แล้ววางสุมอยู่ในอ่างล้างจาน เตาเลอะเศษอาหารและมีคราบสีน้ำตาลที่ท่าทางจะต้องขัดถึงจะออก พื้นห้องไม่ได้โดนไม้กวาดและไม้ถูพื้นมานานมาก แต่หญิงสาวใส่รองเท้าผ้าเดินในบ้าน เธอจึงไม่รู้สึกว่ามันจะเหนียวหรือมีฝุ่นหนาขนาดไหน
ถ้าจะให้เธอลุกขึ้นมาทำความสะอาดบ้านล่ะก็ วันนั้นคงไม่ได้เขียน งานบ้านน่ะมันมีวันจบสิ้นเสียที่ไหน จากล้างจานไปเช็ดครัว จากเช็ดครัวไปกวาดถูพื้น และล้างห้องน้ำ ไม่ต้องทำอะไรอื่นกันล่ะ
และถ้าเมื่อไหร่มีอะไรที่ต้องทำก่อนนั่งลงเขียน รติรสจะไม่มีสมาธิไปทั้งวัน การไม่ได้เขียนงานทำให้เธอหงุดหงิดมาก ต่อให้เขียนไม่ออกนั่งจ้องมองแต่หน้าจอขาวๆ ในโน้ตบุ๊ก เธอก็พอใจ
ช่างหัวมัน... ใครจะสนเรื่องบ้านสกปรกล่ะ ในเมื่อเธออยู่อพาร์ตเมนต์รูหนูขนาดสตูดิโอมีห้องเดียวเพียงลำพัง อันที่จริงรติรสไม่ได้สนใจอะไรทั้งนั้น แม้แต่สภาพของตัวเธอเอง เธอจะอาบน้ำเมื่อรู้สึกว่าอากาศร้อน หญิงสาวไม่ได้สระผมมานานหลายวันจนจำครั้งสุดท้ายไม่ได้ว่าสระไปเมื่อไหร่ วันนี้คงได้ฤกษ์สระผม กลิ่นน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่เพราะมันคันจนทนไม่ไหวต่างหาก
เธอเปิดตู้เย็นที่มีน้ำดื่มแช่อยู่สองขวด พิซซ่าอายุสักล้านปีแห้งคากล่อง ขนมปังติดก้นถุงสามแผ่น ถุงมันฝรั่งที่เปิดกินแล้ว เธอโยนมันเข้าตู้เย็นเพื่อไม่ให้มันเหนียว
นั่นไง... กล่องไวน์แดงแบบมีก๊อกอยู่ข้างกล่องที่เธอซื้อมาเก็บไว้ตอนลดราคา รติรสหยิบมันฝรั่งกับกล่องไวน์ออกมา มองหาแก้วสะอาดแต่ไม่มีเหลือเลยสักใบ เธอจึงเดินถือของกินเข้าไปในห้องน้ำคิดว่าน่าจะมีแก้วอยู่ในนั้น
รติรสเจอแก้วที่ใช้ใส่แปรงสีฟัน และเธอก็ขี้เกียจล้าง หญิงสาวจึงยกกล่องไวน์ขึ้นเหนือปากแล้วเปิดดื่ม น้ำสีแดงรสเฝื่อนเย็นฉ่ำไหลลงคอ เธอปิดก๊อกแล้วกลืนไวน์ เป็นวิธีดื่มไวน์แบบสถุลมาก เธอจะจำไว้ใช้ในนิยายเรื่องต่อไป หญิงสาวล้วงเอาแผ่นมันฝรั่งแตกๆ ในถุงส่งเข้าปากแล้วเคี้ยว เริ่มรู้สึกถึงความหิว ก็ตั้งแต่เช้าถึงบ่ายยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนี่นา
รติรสเงยหน้าขึ้นมองกระจก ภาพที่สะท้อนกลับมาให้เห็นทำให้เธอแค่นลมออกจากจมูกด้วยความเวทนา ผู้หญิงในกระจกโทรมจริงๆ
ผมหนาสีน้ำตาลอ่อนยาวถึงไหล่ดูกระเซอะกระเซิงไม่เป็นทรง ล้อมกรอบใบหน้าสี่เหลี่ยมเห็นแนวกรามชัด โหนกแก้มสูง จมูกเล็ก ปากบางมีคราบไวน์แดงเลอะมุมปาก มีเพียงดวงตาที่จ้องกลับมาเท่านั้นที่บ่งบอกว่าคนในกระจกยังมีชีวิต ไม่ใช่ซากศพ
“ทำไมแกโทรมอย่างนี้วะ รติรส งานเสร็จแล้วนี่ ไปผุดไปเกิดเสียทีดีไหมเนี่ย” หญิงสาวพึมพำกับคนในกระจก พลางยกมือขึ้นเสยผมเหนียวที่ปรกหน้า
เธอเกลียดมันทั้งหน้าทั้งผม แต่จะทำอย่างไรได้ก็มันเป็นของเธอ โชคดีที่มีรูปร่างผอมสูง แค่ไปเซ็ตผมตามร้านเสริมสวยแต่งหน้าเฉี่ยวเลือกเสื้อผ้าแบบโมเดิร์นลุค ก็จะทำให้เธอดูดีขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
“ได้เวลาต้องไปร้านทำผมแล้วสินะ เฮ้อ” หญิงสาวจิกผมให้ตั้งขึ้นแล้วปล่อยมันตกลงมา เธอเปลี่ยนมากัดเล็บที่แทะจนกุด พอรู้ตัวก็เอานิ้วออกจากปาก
“บ้าเอ๊ย! นิสัย...” หญิงสาวพึมพำด่าตัวเอง ต้องพยายามเลิกมันก่อนที่จะไม่มีเล็บเหลือให้แทะ บางทีเธอกัดเล็บและขอบหนังรอบๆ จนหนังฉีกเลือดไหล ส่วนมากมักจะเป็นตอนที่เครียด
รติรสพูดคนเดียวบ่อยๆ เพราะอยู่อพาร์ตเมนต์ตามลำพัง จะให้เธอหันไปพูดกับใครได้ล่ะ พ่อกับแม่จากเธอไปนานแล้ว ญาติๆ อยู่ต่างจังหวัดแม้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แต่พวกเขาเหมือนอยู่คนละโลกกับเธอ อาจเป็นเพราะไม่มีใครติดต่อใคร นานๆ ครั้งรติรสถึงจะออกไปเจอะเจอผู้คน ก้าวไปสู่โลกภายนอกบ้าง ถ้าไม่ใช่บรรณาธิการสำนักพิมพ์ ก็เป็นเพื่อนนักเขียนสองสามคนที่เธอพอใจคบหาด้วย
เพื่อนเก่าสมัยทำงานนิตยสารแทบจะไม่มีเหลือ เพื่อนในที่ทำงานก็อย่างนี้ จะหวังอะไรได้ล่ะ ออกมาแล้วก็พึ่งพิงอะไรไม่ได้ สหายเก่าแก่ที่สุดสำหรับรติรสคือ ‘รัญญา’ หญิงสาวเป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยมที่นานๆ จะโทรศัพท์มาทักทายกันว่ายังหายใจดีอยู่
รติรสไม่ชอบอยู่ท่ามกลางผู้คน เธอขี้รำคาญ โลกโซเชียลเป็นทางออกที่ดีมันทำให้เธอไม่เหงาจนเกินไป มีเพื่อนให้เลือกคุย คนไหนไม่น่าคบก็อันเฟรนด์ได้สบายใจ ไม่ต้องทะเลาะกับใครให้เสียอารมณ์
เสียงโทรศัพท์มือถือดังติดต่อกันหลายครั้ง รติรสเดินออกมาจากห้องน้ำ มองหามัน คงยากหน่อยที่จะพบโทรศัพท์เครื่องเล็กท่ามกลางกองขยะทั้งห้องแบบนี้
“อยู่ไหนวะ” หญิงสาวเงี่ยหูฟังเสียงเพลงเรียกเข้าแทนการมองหา กว่าจะพบมันอยู่ใต้กองเอกสารที่กระจายอยู่เต็มพื้นสายก็ตัดไปเสียแล้ว
“บ้าเอ๊ย! นังรัญญา จะรีบวางไปไหนวะ” หญิงสาวบ่นเมื่อเห็นว่าเป็นสายจากเพื่อนสาวคนสนิท ก่อนที่จะโยนโทรศัพท์ลงบนเตียง สายของรัญญาก็ต่อเข้ามาอีกครั้ง
“ว่าไงยะ” รติรสทักทายออกไป
“โห... นังรส ฉันรอสายแกนานเสียจนคิดว่าแกแห้งตายไปแล้ว นี่ถ้าแกไม่รับสายนะ ฉันกะจะไปพังประตูห้อง หาว่าแกนอนเน่าอยู่ตรงมุมไหน โทรศัพท์แกนี่มีไว้ทุบหอมทุบกระเทียมหรือไง โทรเท่าไหร่ก็เป็นฝากข้อความ ทั้งโทรศัพท์บ้านทั้งมือถือ” เสียงรัญญาโวยแบบไม่เว้นช่วงหายใจ
“เออๆ โทรศัพท์เสีย แกนี่อย่าเยอะ มีอะไร” รติรสตัดบท เสียงบ่งบอกว่ารำคาญ
หญิงสาวมักจะปิดโทรศัพท์มือถือในช่วงที่กำลังมีสมาธิและนิยายใกล้จะจบ ส่วนโทรศัพท์บ้านเธอลืมวางบนแท่นชาร์จเมื่อใช้เสร็จ แบ็ตเตอร์รี่คงจะหมดและก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้มันอยู่ที่ไหน
“ไปงานเลี้ยงรุ่นกัน” รัญญาทะลุกลางปล้อง
“อะไรนะ” รติรสย่นหัวคิ้ว
“งานเลี้ยงรุ่นห้องมอปลายไงแก ไอ้กุ่ยกับพวกจะจัดกินกันเฉพาะปีที่พวกเราจบ มันเพิ่งติดต่อฉันได้เมื่อวานนี้บอกให้ลากแกไปให้ได้” เสียงจากปลายสายตื่นเต้น
รัญญาเป็นผู้หญิงตัวเล็กหน้ากลมไว้ผมทรงนักเรียนติดกิ๊บไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่เด็กจนแก่ จะเปลี่ยนก็แค่กิ๊บที่ราคาแพงขึ้นเท่านั้น หญิงสาวเป็นคนที่แอ็คทีฟตลอดเวลาชอบทำโน่นไปนี่จนบางทีดูมากเกินไป
“แกไปเหอะ” รติรสทิ้งตัวลงบนที่นอน
“อ้าว เฮ้ย ไม่ได้นะ แกต้องไปด้วยนะ งานนี้ไม่ไปเสียดายแย่เลยนะแก บอกเสียก่อน” รัญญาทำเสียงแบบมีเลศนัย
“ฉันขี้เกียจ”
“เออ ตามใจแกเหอะ” ปลายสายทำเสียงไม่สนใจจะง้อ แล้วทิ้งท้ายไว้ให้รติรสหูผึ่งเล่น
“ไม่ไปก็อย่าไป แต่จะบอกให้ว่า ตาอภิภูไปด้วยนะ”
รติรสสะดุดลมหายใจ หญิงสาวดีดตัวลุกขึ้นมานั่งบนเตียงทันที ชื่อที่ได้ยินจากโทรศัพท์เมื่อครู่ทำให้หัวใจเต้นแรง แรงขึ้นเรื่อยๆ จนต้องเอื้อมมือมาทาบที่อกข้างซ้าย นานแล้วสินะที่เธอไม่ได้ยินชื่อนี้
“รส... รส แกเป็นอะไรหรือเปล่า เฮ้ย!” รัญญาร้องเรียกเพราะเห็นว่าอยู่ๆ เพื่อนก็เงียบไป
“อภิภู” รติรสพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นสะท้าน ชื่อนี้มีอิทธิพลกับเธอมากเหลือเกิน
“เออดิ”
อีกฝ่ายตอบกลับมาสั้นๆ แต่คำตอบนั้นมันทำให้ดวงตาของรติรสมีน้ำใสรื้นขึ้นมา ในอกเต็มตื้นไปด้วยความสุขที่ได้ยินชื่อนั้นใบหน้าเขาชัดเจนอยู่ในหัวใจ
“ที่ไหน กี่โมง” รติรสเอ่ยถามออกไปด้วยเสียงแหบแห้ง
รัญญาบอกเวลานัดกับสถานที่ แล้วอ้อมแอ้มพูดต่ออย่างรู้สึกผิด
“พรุ่งนี้ฉันต้องไปทำธุระก่อนไปงาน ไปรับแกไม่ได้ โทษทีว่ะ เจอกันที่งานเลยนะ แท็กซี่รู้จักอยู่แล้วสโมสรออกใหญ่โต ไปถึงก็ดูป้ายห้องจัดเลี้ยงที่เขาขึ้นไว้ ไอ้กุ่ยมันบอกแล้วแต่ฉันก็จำชื่อห้องไม่ได้ว่ะ ลืมหมด มัวแต่ดีใจจะได้เจอเพื่อน”
สถานที่นัดหมายเป็นสโมสรที่รติรสไม่รู้จักและไม่เคยไป แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา ไม่มีปัญหาเลย
“นี่...ไอ้รส แกไปให้ได้นะ” รัญญาสำทับ
“ฉันจะไป” หญิงสาวบอกเพื่อนออกไปอย่างนั้น
“เยี่ยม แล้วเจอกัน” รัญญาวางสายไปแล้ว
รติรสขยับมือที่ถือโทรศัพท์ออกห่างจากหูช้าๆ ทุกอย่างเหมือนความฝัน ไม่อยากจะเชื่อเลยเธอจะได้พบกับอภิภู หนุ่มน้อยที่รติรสยังจดจำเขาฝังใจ ไม่ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานสักกี่ปี ภาพของเขาและความทรงจำดีๆ ยังอยู่ตรงนั้น ในหัวใจของเธอ
พอได้สติหญิงสาวก็วิ่งปราดไปที่ตู้เสื้อผ้า กระชากบานประตูเปิดออก สายตาจับจ้องไปยังชุดมากมายที่แขวนอยู่ในนั้น เธอรูดไม้แขวนเสื้อไปตามรางแขวนอย่างบ้าคลั่ง หยิบบางชุดออกมาดูแล้วโยนมันไปที่เตียง
“โฮ้ย! ฉันไม่มีชุดสวยเลย” รติรสร้องขณะทาบชุดไปบนลำตัว มองดูภาพในกระจกติดฝาตู้ แล้วเหวี่ยงมันทิ้งอย่างขัดใจ
ไม่กี่นาทีเสื้อผ้าที่อัดกันอยู่เต็มตู้ก็กระจายเกลื่อนอยู่บนที่นอน และบนพื้นรอบตัวเธอ รติรสนั่งยองๆ ลงกับพื้น มองมันเหมือนกับมองขยะที่ลืมทิ้งและกำลังส่งกลิ่น เธอถอนหายใจออกมาอย่างหนักอก
“โธ่เว้ย! ฉันจะใส่เสื้อผ้าพวกนี้เข้าไปได้ยังไงเนี่ย” โดยไม่รู้ตัวหญิงสาวยัดนิ้วหัวแม่มือเข้าไปในปาก แล้วเริ่มต้นแทะเล็บอย่างเอาเป็นเอาตาย
“เอาไงดีวะ” เธอเดินไปเดินมาเหมือนชะมดติดจั่น ในที่สุดก็บอกกับตัวเอง “ฉันต้องออกไปข้างนอกแล้ว”
รติรสเดินเข้าห้องน้ำโดยไม่สนใจจะเก็บเสื้อผ้าที่กระจายอยู่เต็มห้อง เวลานี้ไม่มีอะไรสำคัญเท่าการดูแลตัวเองทั้งเสื้อผ้าหน้าผมให้กลับมาดูดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ บางทีเธอคงจะต้องไปขัดผิวทำทรีตเมนต์และอบไอน้ำให้ผมแห้งกรอบนั่นด้วย หญิงสาวมีเวลาน้อยมากที่จะแปลงร่างซากศพให้กลับมาเป็นผู้เป็นคนอีกครั้ง
เธออาบน้ำแต่งตัวแล้วรีบออกจากบ้านทันที ในเวลานี้ดวงตาของรติรสเปล่งประกายแห่งความหวังล้นปรี่ พรุ่งนี้อภิภูจะต้องประทับใจที่ได้พบเธออีกครั้ง!