บทที่ 1 พิธีสู่ความเป็นผู้ใหญ่
บทที่ ๑ พิธีสู่ความเป็นผู้ใหญ่
ท่ามกลางความเงียบสงัดยามค่ำคืน เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นตามทางเดินภายในวังหลวง นางกำนัลสูงอายุคนหนึ่งเดินนำหน้าเด็กสาวอายุราวสิบสี่สิบห้าปี ใบหน้าของนางเกลี้ยงเกลาหมดจด นัยน์ตาสีดำกระจ่างใสหลุบมองเพียงปลายจมูกของตนเองอย่างรู้ความ
นางกำนัลสูงอายุเหลือบตามองเด็กสาวหลายครั้ง ทว่านางกลับไม่ยอมมองตอบ ทั้งยังเดินอย่างสงบเสงี่ยมเรียบร้อยยิ่ง
สุดท้ายกลับเป็นนางกำนัลสูงอายุที่อดรนทนไม่ไหว หมุนตัวกลับมามองสาวน้อยด้านหลัง
“เจ้า.. เข้าใจที่ข้าพูดใช่หรือไม่” นางกำนัลสูงอายุเอ่ยถามเสียงเบา
“เข้าใจเจ้าค่ะ” เด็กสาวตอบกลับ เสียงของนางเพราะพริ้งราวกับระฆังแก้ว
“.. เข้าใจก็ดีแล้ว จำไว้ เจ้าต้องทำให้สำเร็จ! มิเช่นนั้น..” นางกำนัลสูงอายุมิได้พูดอันใดต่อ แต่เด็กสาวล้วนกระจ่างแก่ใจดี
“เจ้าค่ะ” นางยังคงตอบกลับด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม เมื่อนางกำนัลสูงอายุเห็นเช่นนั้นก็ก้าวเท้าเดินนำต่อ
เด็กสาวเหลือบมองแผ่นหลังของนางกำนัลสูงอายุแวบนึงก่อนจะก้าวเดินตามไป แม้ภายนอกสาวน้อยจะดูสงบเสงี่ยม แต่ภายในกลับแตกตื่นจนแทบทนไม่ไหว
โชคร้าย! ข้าโชคร้ายเหลือเกิน!
นางตัดพ้อตัวเองในใจ เมื่อไม่กี่วันก่อนนางถูกครอบครัวขายเข้ามาเป็นนางกำนัลในวัง ยังไม่ทันที่นางจะปรับตัวกับชีวิตใหม่ได้ กลับถูกเรียกให้มาถวายตัวแก่องค์ชายห้าผู้ซึ่งกำลังเข้าพิธีสู่ความเป็นผู้ใหญ่!
หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือ พิธีเปิดบริสุทธิ์ของเหล่าองค์ชาย..
องค์ชายทุกพระองค์ล้วนต้องผ่านพิธีเช่นนี้เมื่ออายุครบสิบหกปี เดิมทีหน้าที่นี้ไม่ควรเป็นของนางที่พึ่งเข้ามาใหม่ แต่เป็นเพราะเด็กสาวคนอื่นรังเกียจว่าองค์ชายห้าไม่เป็นที่ต้องพระทัยของฮ่องเต้ ทั้งยังไร้ซึ่งอำนาจอย่างสิ้นเชิง เป็นองค์ชายที่ถูกทอดทิ้งอยู่ในตำหนักร้างเก่าจนแทบทรุด หลังนางกำนัลน้อยเกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมาอยู่นาน สุดท้ายความซวยก็มาตกที่นางซึ่งไม่รู้เรื่องอะไรเลย
แต่ในโชคร้ายก็ยังมีโชคดี นางกำนัลอาวุโสบอกนางว่า หลังจากนางสอนงานองค์ชายห้าแล้ว นางจะได้เงินก้อนโตพอที่จะไถ่ตัวเองออกไปจากวังหลวง!
ด้วยข้อเสนออันหอมหวานเช่นนี้เอง นางจึงได้ตอบตกลงอย่างไม่ลังเล อย่างไรเสีย วังหลวงก็ไม่ใช่สถานที่ที่ควรอยู่นาน แต่ไหนเลยจะรู้..
ระหว่างที่นางกำลังจะเดินทางไปตำหนักขององค์ชายห้า กลับถูกนางกำนัลสูงอายุผู้นี้มาขวางเอาไว้ แถมยังยัดห่อยาเล็กๆ ใส่มือนาง บอกให้นางแอบผสมยานี้ใส่ในถ้วยชาขององค์ชายห้า!
ข้าจะกล้าทำได้อย่างไร เป็นยาอะไรก็ไม่รู้ หากว่าเป็นยาพิษเล่า ข้าจะกลับออกไปจากวังหลวงได้อย่างไร! นางโกรธแทบตาย แต่มิกล้าโวยวาย ได้แต่ก้มหน้ารับปากอย่างจนใจ ด้วยเกรงว่าจำทำให้นางกำนัลสูงอายุผู้นี้โมโหเข้า
ระหว่างทางมีหลายครั้งที่นางอยากจะโยนห่อยาในแขนเสื้อทิ้งออกไปไกลๆ แต่กลับใจไม่กล้าพอ กลัวว่านางกำนัลตรงหน้าจะรู้เข้า ขณะที่นางกำลังร้อนใจจนเหงื่อไหลโซมกาย นางกำนัลผู้นำทางตรงหน้าก็หยุดเดินกระทันหัน
“ถึงแล้ว.. อย่าลืมล่ะ เจ้าต้องปรนนิบัติองค์ชายห้าให้ดี” นางกำนัลหันมาย้ำกับนางเป็นครั้งสุดท้าย ดวงตาของอีกฝ่ายฉายแววข่มขู่ นางไม่กล้าสบตากับนางกำนัลสูงอายุนานนักจึงทำทีเป็นหลุบตาก้มหัวให้อีกฝ่ายเป็นเชิงบอกลา
นางกำนัลสูงอายุจ้องมองเด็กสาวตรงหน้าชั่วครู่ ก่อนจะสาวเท้าเดินจากไป
เมื่อเด็กสาวเห็นว่านางกำนัลสูงอายุเดินจากไปไกลแล้ว นางถึงค่อยยืดตัวขึ้นถอนหายใจแผ่วเบา นางมองไปรอบๆ เป็นดั่งข่าวลือที่ได้ฟังมา ตำหนักขององค์ชายห้าเงียบเหงาวังเวง บนกำแพงมีคราบสกปรกเต็มไปหมด ในยามค่ำคืนเช่นนี้ยิ่งดูน่ากลัว
นางแปลกใจเล็กน้อย ตำหนักของเจ้านายคนอื่นล้วนมีนางกำนัลสองถึงสามคนคอยเฝ้านอกประตูอยู่ตลอด แต่ตำหนักองค์ชายห้ากลับไม่มีแม้แต่มดสักตัว นางหันซ้ายหันขวา ยืนรออยู่นานก็ไม่มีใครเดินออกมาหาจึงตัดสินใจรายงานหน้าประตูด้วยตนเอง
“องค์ชายห้าเพคะ หม่อมฉันซูฮวามาถวายการรับใช้เพคะ”
เงียบกริบ..
ไม่มีเสียงตอบกลับมาแม้แต่น้อย ตำหนักมืดครึ้มไม่มีแสงเทียน ด้านนอกก็มีเพียงคบเพลิงให้แสงสว่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
คบเพลิงหรือ..
นางหันไปมองถาดคบเพลิงให้แสงสว่างด้านข้าง ก่อนจะหันหน้าหันหลังมองไปรอบๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ นางก็หยิบห่อยาออกมาจากแขนเสื้อ นางแอบแกะดูผงยาข้างใน พบว่าเป็นผงยาสีขาวปนเทาที่ถูกบดละเอียด
นางค่อยๆ ย่องไปใกล้ถาดคบเพลิงก่อนจะเทผงยาในห่อผ้าใส่กองไฟแล้วรีบขย่ำขยี้ห่อยาให้เหมือนกับว่าถูกใช้ไปแล้ว นางเก็บห่อยากลับเข้ามาในแขนเสื้อ ก่อนจะกลับไปยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ขณะที่นางกำลังโล่งใจอยู่นั้น พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“เข้ามา”
นางสะดุ้งเฮือกมองซ้ายมองขวาก่อนจะมองไปยังประตูตำหนักตรงหน้าอย่างไม่แน่ใจ
“องค์ชายห้า?”
“เข้ามาข้างในเถิด” เสียงเดิมตอบกลับมา
“เพคะ” ซูฮวาลูบอกปลอบใจตัวเองเล็กน้อยก่อนจะก้าวเท้าอย่างเชื่องช้าเปิดประตูเข้าไป ภายในตำหนักมืดมาก นางอาศัยแสงจันทร์ที่ลอดผ่านกำแพงผุพังมองสำรวจไปรอบๆ ของตกแต่งในตำหนักน้อยชิ้น มีเพียงสิ่งของที่จำเป็นอย่างโต๊ะและเก้าอี้เท่านั้น “องค์ชายห้า หม่อมฉันจุดไฟถวายดีหรือไม่เพคะ”
ในนี้มืดเกินไป นางมองอะไรแทบไม่เห็นเลย
“ไม่ต้องหรอก เจ้าเดินมาทางนี้” เสียงเด็กหนุ่มดังขึ้นที่มุมหนึ่งของตำหนัก นางหันไปมองตามทิศทางของเสียง พบว่าเป็นเตียงขนาดกลางหลังหนึ่ง ภายในม่านเตียงมีเงาดำอยู่สายหนึ่ง นางคิดว่าคงจะเป็นองค์ชายห้ากระมัง
“องค์ชายห้า” นางคุกเข่าทำความเคารพอย่างนอบน้อม อย่างไรก็เป็นองค์ชาย แม้จะไม่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ แต่ตำแหน่งก็ยังสูงกว่านางอยู่ดี นางไม่คิดมาก ขอเพียงมีชีวิตอยู่ จะให้นางก้มหัวให้ใครก็ได้ทั้งนั้น
“ลุกขึ้นเถิด ไม่ต้องมากพิธี” องค์ชายห้าอวิ๋นหยางตอบกลับ
แม้ซูฮวาจะไม่เห็นพระพักตร์ขององค์ชายห้า แต่ก็พอรู้ว่าอีกฝ่ายยังเยาว์วัย เสียงขององค์ชายห้ายังฟังดูเป็นเด็กหนุ่มอยู่เลย
“เช่นนั้น.. เริ่มกันเลยดีไหมเพคะ” ซูฮวาถามอย่างกระดากอาย อย่างไรนางก็เป็นเด็กสาวบริสุทธิ์ ถึงแม้สองสามวันมานี้จะถูกบังคับให้เรียนเรื่องบนเตียงมาจากนางกำนัลผู้มากประสบการณ์ แต่นางยังไม่เคยปฏิบัติจริงนี่นา!
“อืม”
ไม่รู้ว่านางคิดไปเองหรือไม่ ว่าเสียงขององค์ชายห้าฟังดูแผ่วหวิวชอบกล แต่นางไม่มีเวลาขบคิดให้มากความ นางเลิกม่านเตียงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะแทรกกายขึ้นไปนั่งบนเตียง เพราะองค์ชายห้าปิดหน้าต่าง ทำให้นางไม่อาจมองเห็นเงาร่างขององค์ชายห้าได้อย่างเลือนลาง
แต่เป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน นางเองก็ไม่อยากให้เขาเห็นนางเช่นกัน
ซูฮวาข่มความอายค่อยๆ ปลดเสื้อผ้าบนร่างออก ก่อนมาที่นี้นางถูกนางกำนัลอาวุโสจับขัดสีฉวีวรรณเสียจนผิวกายเรียบลื่นนวลผ่อง แม้แต่นางเองก็ยังตกใจ
นางถอดเสื้อผ้าจนร่างกายเปลือยเปล่า โชคดีจริงๆ ที่ไม่ได้จุดไฟ มิเช่นนั้นองค์ชายห้าจะต้องเห็นใบหน้าแดงก่ำราวกับลูกตำลึงของนางเป็นแน่
‘จำเอาไว้ เจ้าจะต้องนอนลง ให้องค์ชายเป็นผู้สำรวจเรือนร่างของเจ้า หากเขาให้เจ้าหันหลังเจ้าก็ต้องหัน อย่าได้ขัดใจพระองค์เป็นอันขาด อ้อ.. ห้ามยกขาสูงกว่าวรกายของพระองค์เล่า มิเช่นนั้นจะเป็นการไม่ให้เกียรติ ยังมี.. อย่าได้ส่งเสียงดังนัก ยิ่งเจ้านอนเป็นปลาตายบนเขียงได้ก็ยิ่งดี สตรีอย่างเราต้องพยายามสำรวมเอาไว้ อย่าได้ทำตัวหน้าไม่อายเหมือนพวกนางบำเรอ’
นางนึกถึงคำพูดกำชับกำชาของนางกำนัลอาวุโสพวกนั้น แล้วก็พาลไปนึกถึงหนังสือเสพสังวาสของบิดานาง ในหนังสือเล่มนั้นหญิงสาว มิได้นอนเป็นปลาตายบนเขียง แต่กลับเป็นผู้ควบขี่อยู่ด้านบน ทุกครั้งที่บิดาอ่านหนังสือเล่มนั้น มักจะแอบยิ้มอย่างสุขใจ ทั้งยังแอบมองมารดานางไปด้วย
นอนกับปลาจะไปดีได้อย่างไร ต้องนอนกับคนสิถึงจะดี
นางคิดๆ แล้วก็ปัดสิ่งที่นางกำลังอาวุโสสอนออกไปจากสมอง ตัดสินใจทำตามหนังสือเสพสังวาสของบิดาที่นางเคยแอบอ่าน
นางยื่นมืออกไปด้านหน้าท่ามกลางความมือ เมื่อฝ่ามือสัมผัสได้ถึงเนื้อผ้าเรียบลื่นก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ทาบมือลงไป
องค์ชายห้ายังสวมเสื้อผ้าอยู่เลย..
ซูฮวาสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะค่อยๆ เลื่อนมือลงมา คลำหาปมเสื้อแล้วปลดมันออก เมื่อสัมผัสได้ว่าร่างกายขององค์ชายห้าเปล่า เปลือยแล้วนางก็ดันองค์ชายห้าให้นอนลงราบไปกับเตียง
หัวใจของนางเต้นแรงมาก ทั้งเขินอายทั้งตื่นเต้น แต่มันเป็นหน้าที่ที่นางต้องทำ นางไล้มือไปบนหน้าอกของของคนใต้ร่าง กล้ามเนื้อ ขององค์ชายแม้จะยังเด็ก แต่ก็ไม่ได้ผอมกระร่องอย่างที่นางคิดเอาไว้ ติดจะแข็งนิดๆ เสียด้วยซ้ำ
นางกวาดมือไปรอบๆ ก่อนจะปัดผ่านเข้ากับยอดอกที่นูนขึ้นมาเป็นตุ่มเล็กๆ นางกลืนน้ำลายเล็กน้อยก่อนจะก้มลงไปอย่างกล้าๆ กลัว นางแลบลิ้นเลียยอดอกขององค์ชายหนึ่งคำ เมื่อพบว่ากล้ามเนื้อของคนใต้ร่างแข็งเกร็งขึ้นมาจากสัมผัสของนาง นางก็ยิ่งได้ใจ นางไล้เลียอีกหลายครั้ง ก่อนจะบดเบียดร่างกายเข้ากับร่างขององค์ชายห้า
ที่หว่างขาของนางดูเหมือนจะพบกับสิ่งแปลกปลอม มีบางอย่างค่อยๆ แข็งขืนขึ้นมา นางใช้หว่างขาสัมผัสบดเบียดกับสิ่งที่กำลังร้อนผ่าวช้าๆ
“อืม..” องค์ชายห้าครางเสียงต่ำมือกำผ้าปูที่นอนแน่น
ซูฮวาเห็นเช่นนั้นก็จับมือทั้งสองข้างขององค์ชายห้ามาวางไว้บนหน้าอกของนาง นางสัมผัสได้ว่ามือขององค์ชายห้าแข็งทื่อทั้งยังร้อนมาก
“องค์ชาย.. ลองบีบดูสิเพคะ” ซูฮวาพูดเสียงเบาราวกับกระซิบ
องค์ชายห้าชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะออกแรงบีบนวดเบาๆ
“อื้อ..” ซูฮวารู้สึกร้อนวูบที่ท้องน้อยจนเผลอจิกเล็บลงไปบนข้อมือขององค์ชายห้าโดยไม่รู้ตัว “ระ.. แรงอีกเพคะ”
องค์ชายห้าทำตามที่ซูฮวาบอก เพิ่มแรงมือขึ้นอีกนิด
“ยอดอกของหม่อมฉัน.. องค์ชายสัมผัสมันหน่อยได้หรือไม่เพคะ” ซูฮวาพูดเสียงแผ่วหวิว
“อืม” องค์ชายห้ารับคำก่อนจะใช้นิ้วโป้งถูยอดอกทั้งสองข้างของนางอย่างเงอะงะ
ซูฮวาตัวสั่น เผลอทิ้งน้ำหนักตัวลงไปถูไถกับแท่งหยกร้อนผ่าวที่หว่างขาของเขา น้ำหวานจากกลีบดอกไม้ไหลเยิ้มอาบย้อมจนแก่น กายแข็งขืนเปียกชื้น
“อื้ม” องค์ชายห้าเผลอออกแรงที่มือ เค้นคลึงหน้าอกของซูวาตามแรงปรารถนาอย่างเผลอไผล
“อะ.. อื้อ” ซูฮวาหายใจติดขัด เป็นครั้งแรกที่นางถูกผู้อื่นสัมผัสหน้าอกเอาตามใจชอบเช่นนี้ ให้รู้สึกแปลกยิ่งนัก มือขวาของนางค่อยๆ เอื้อมมือไปสัมผัสกับกลีบดอกไม้ด้านล่าง กระเซ้าเย้าแหย่ให้มันปลดปล่อยน้ำหวานฉ่ำเยิ้มออกมาให้มากขึ้น “แฮ่ก..”
นางบดเบียดเค้นคลึงหว่างขาที่เปียกชื้นเข้ากับแท่งหยกร้อนลวกก่อนจะค่อยๆ หยัดเอวขึ้น จ่อความร้อนลวกนั้นเข้ากับช่องทางของตน
“อ้ะ..” เจ็บ!
ซูฮวาเจ็บจนแทบจะถอยบั้นเอวหนีเมื่อปลายยอดของสิ่งนั้นทะลวงเข้ามาในกลีบบุปผาของนาง ทว่าชั่วขณะนั้นพลันบังเกิดความลังเล นางกลัวว่าตัวเองจะโดนลงโทษ จึงได้แต่ฝืนใจกดทับน้ำหนักลงไป
ลมหายใจขององค์ชายห้าสะดุดเฮือก จนซูฮวาได้ยินเสียงครางในลำคอของเขา
“อะ.. องค์ชายเพคะ..” ซูฮวาบีบมือขององค์ชายที่วางอยู่บนหน้าอกของนาง ต้องการให้องค์ชายห้าช่วยปลอบประโลมนางอีกทางเพื่อ ดึงความสนใจจากความคับแน่นที่ช่องทางด้านล่าง
ดูเหมือนว่าองค์ชายห้าจะเข้าใจสิ่งที่นางต้องการจะบอก เขาเค้นคลึงยอดอกของนาง ทั้งยังดึงนางลงมาให้นอนราบไปกับร่างร้อนผ่าว ของเขา
ซูฮวาแอ่นเอวขึ้นขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมเมื่อองค์ชายห้าสอดมือเข้าไปตรงหว่างของนาง ทั้งยังลูบไล้ปลอบประโลมมันตาม สัญชาตญาณให้ช่องทางเร้นลับคลายตัวรับเอาแกนกายทั้งหมดของเขาเข้าไป
ซูฮวารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งในกายนางฉีกขาดพร้อมๆ กับที่มีของเหลวข้นหนืดสีแดงไหลออกมา
“ฮ้า..” ซูฮวาสูดหายใจเข้าลึก ส่วนนั้นของนางสัมผัสได้ถึงความใหญ่โตและร้อนลวก มันสั่นกระตุกอยู่ภายในตัวนาง
“อา..” องค์ชายหลุดเสียงครางต่ำ
ซูฮวาค่อยๆ ยันตัวขึ้นก่อนจะทิ้งน้ำหนักลง ท้องน้อยของนางร้อนวูบ นางขยับเอวขึ้นลงซ้ำอีกหลายครั้ง ช่วงแรกนางยังไม่ค่อยคล่องดี นัก ทว่าเมื่อทำไปเรื่อยๆ นางก็เริ่มจับจังหวะได้ จากช้ากลายเป็นเร็วขึ้นเร็วขึ้น เสียงเฉอะแฉะน่าอายดังสะท้อนไปทั่วตำหนักผสมปนเปไปกับเสียงหอบหายใจของนางกับเขา
องค์ชายห้าบีบเค้นหน้าอกของนางเพื่อระบายอารมณ์เสียวซ่าน นางทิ้งตัววางหน้าอกลงบนฝ่ามือร้อนผ่าวขององค์ชายห้า ในขณะที่ ร่างกายท่อนล่างก็ยังคงขยับขึ้นลงไม่อยู่ ยิ่งทำก็ยิ่งเร็วขึ้น
หัวสมองของนางขาวโพลน ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่คนด้านล่างยันเอวเด้งสวนขึ้นมา แรงกระแทกกระทั้นอย่างรุนแรงทำให้ร่างกายนางสั่นค ล่อน
“อะ.. อะ.. อื้อ..” นางหอบหายใจถี่กระชัน รู้สึกเหมือนบางสิ่งบางอย่างในกายนางกำลังแตกออก จวบจนการเคลื่อนไหวสุดท้ายมาถึง นางสะท้านเฮือก “อ้ะ!”
สิ่งนั้นสั่นกระตุกก่อนจะฉีดพ่นของเหลวอุ่นร้อนออกมา
นางหยุดการเคลื่อนไหว เรี่ยวแรงในร่างกายถูกสูบออกไปจนหมด นางฟุบตัวลงบนกายขององค์ชายห้าราวกับไร้กระดูก กลีบดอกไม้ ของนางกระตุถี่บีบเค้นหยาดน้ำจากอีกฝ่ายจนหยดสุดท้าย
“แฮ่ก.. แฮ่ก..” เสียงหอบหายใจของนางสอดประสานกับองค์ชายห้า ทั่วร่างของนางเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ
ซูฮวาหลับตาลงเพื่อปรับลมหายใจให้เป็นปกติ ตอนนี้นางนอนทับร่างขององค์ชายอยู่ หากนางกำนัลอาวุโสรู้เข้าจะต้องถูกดุเป็นแน่ นางยันตัวขึ้นเล็กน้อยก่อนจะอ้อมแอ้มขออภัย
“ไม่เป็นไร..” เสียงเด็กหนุ่มที่ตอบกลับมาฟังดูเข้มลึก นางไม่รู้ว่าองค์ชายรู้สึกเช่นไรกับคืนแรกของเขา และนางก็ไม่อยากรู้ด้วย
อย่างไรเสียก็เป็นเพียงหน้าที่.. นางไม่ควรรั้งอยู่นานจนเกินไป
ซูฮวาค่อยๆ ยกบั้นท้ายขึ้น ส่วนนั้นของนางรู้สึกแสบร้อน นางไม่กล้าผลีผลามถอดออกเพราะกลัวเจ็บ การเคลื่อนไหวของนางจึงช้ายิ่ง
“อะ..” ซูฮวาหน้าแดงวาบเมื่อสัมผัสได้ว่าส่วนนั้นขององค์ชายสั่นกระตุกและดูเหมือนว่าจะขยายใหญ่ขึ้นมาอีกครั้ง นางไม่กลัวเจ็บอีก รีบยันเอวขึ้นสูงจนสิ่งนั้นหลุดออกจากตัวนาง ของเหลวมากมายไหลออกมาจากช่องทางสีกุหลาบ นางรีบกระถดตัวถอยหลังทั้งที่ขายังสั่นพับๆ
“อะ.. องค์ชาย เช่นนั้นหม่อมฉันขอตัวก่อนเพคะ” นางพูดไปพลางสวมเสื้อผ้าไปพลางอย่างรีบร้อนด้วยกลัวว่าจะต้องอยู่ถวายการรับใช้ อีก
“อืม เจ้าไปเถอะ”
เมื่อซูฮวาได้รับคำอนุญาตจากองค์ชายห้าแล้วก็รีบเดินถอยหลังออกไปจากตำหนักด้วยฝีเท้าเร็วรี่ ไม่สนใจความเจ็บแสบจากช่องทางที่ถูกเสียดสี เมื่อเดินออกไปแล้วก็ไม่หันหลังกลับมามองอีก
.
.
.
นั่นเป็นการพบกันครั้งแรกของนางกับเขา