ตอนที่ 1 | นายหัวเถื่อน (๑/๒)
ตอนที่ 1 | นายหัวเถื่อน
เอกสารเท่าแผ่นกระดาษเอสี่ถูกวางลงตรงหน้ารามิลโดยฝีมือของคนเป็นย่า ชายหนุ่มยื่นมือไปหยิบขึ้นมาเพื่อจะอ่านรายละเอียดในกระดาษแผ่นนั้นคร่าว ๆ เขาพอจะจับใจความได้ว่าครอบครัวของตนมีลูกหนี้รายใหญ่ที่ตกลงทำสัญญากันเอาไว้ตั้งแต่สมัยที่ปู่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ประมาณสิบปีที่แล้ว และตอนนี้ได้ครบกำหนดตามสัญญาที่ทำข้อตกลงกันเอาไว้ แต่ทางนั้นกลับเพิกเฉยไม่คิดที่จะส่งทั้งเงินต้นหรือแม้แต่ดอกเบี้ย ราวกับว่าลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีภาระหนี้ที่ต้องชำระอยู่
“ย่าให้ผมอ่านทำไมครับ” รามิลหรี่ตามมองหญิงชราที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพร้อมคำถามไปด้วย
“ทางนั้นมีลูกสาว ในสัญญาระบุหมายเหตุเอาไว้ ถ้า…”
“ย่าคงไม่ได้คิดที่จะจับผมคลุมถุงชนหรอกนะครับ” รามิลเอ่ยแทรกขึ้นทันที
“เผอิญว่าใช่” ย่าเรไรตอบกลับหลานชายเสียงเรียบ
“ย่าพูดเหมือนไม่รู้จักผมดีพอ”
“เพราะรู้จักไง ย่าถึงอยากให้แกแต่งงานใหม่สักที ปีนี้น้องพฤกษ์ก็ห้าขวบเข้าไปแล้ว แกไม่คิดที่จะหาแม่ใหม่ให้ลูกบ้างเหรอ หรือไม่ก็พาลูกไปอยู่ด้วย”
“ย่าพูดเรื่องนี้กับผมมาจะร้อยรอบแล้ว และคำตอบก็เหมือนเดิมไม่ใช่เหรอครับ”
“แกนี่มันเป็นพ่อประสาอะไร ลูกทั้งคนไม่คิดที่จะดูดำดูดีบ้างเลยเหรอ แล้วเรื่องที่ชาวบ้านเอาไปพูดนินทาว่าร้ายต่าง ๆ นานา ทำไมถึงไม่แก้ตัวไปบ้าง อยากให้พวกเขาเข้าใจว่าแกเป็นนายหัวเถื่อนที่ซ้อมเมียจนต้องหอบเสื้อผ้าหนีตายไปอีกนานแค่ไหน”
“ใครแคร์ครับ ผมไม่ได้ขอเงินคนพวกนั้นใช้สักหน่อย”
“ไอ้ราม! ไอ้หลานคนนี้นี่” ประมุขของบ้านถึงกับต้องปาหมอนขิดที่อยู่ใกล้มือใส่หลานชายตัวดีเลยทีเดียว “ถ้าฉันไม่ได้มีแกเป็นหลานชายที่พอจะเป็นฝั่งเป็นฝากับเขาได้ ฉันคงไม่ต้องมานั่งรู้สึกเหนื่อยแบบนี้หรอกมั้ง ไม่ได้ดั่งใจสักคน ทั้งลูกทั้งหลาน”
“บ่นให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะย่า”
“ยังจะมาปากดีอีก ตกลงแกจะไม่ยอมแต่งงานใช่ไหม” ย่าเรไรถามเสียงดัง แววตาที่มองไปทางหลานชายดูเอาเรื่องมากทีเดียว แต่รามิลกลับรู้สึกชินจนเลิกกลัวไปตั้งนานแล้ว
“ทำไมผมต้องแต่งด้วยล่ะครับ ระหว่างเมียกับเงิน ผมเลือกเงินครับ”
“ทางนั้นผิดนัดชำระหนี้เรามาหกเดือนแล้ว แกคิดว่าจะได้คืนเหรอ?” รามิลเริ่มมีสีหน้ากังวลเล็กน้อย เพราะตอนแรกเขายังไม่ได้อ่านรายละเอียดที่ชัดเจนมากนัก รู้แค่ว่าทางครอบครัวของตนมีลูกหนี้รายใหญ่อยู่ก็แค่นั้น “หึ! ถึงกับพูดไม่ออกเลยเหรอ เริ่มคิดถึงข้อเสนอของฉันขึ้นมาบ้างหรือยัง”
“ยัง”
“ไอ้ราม!” รามิลไหวไหล่พร้อมรอยยิ้มก่อนจะก้มหน้าอ่านเอกสารในมือให้ละเอียดใหม่อีกครั้ง เขาใช้เวลาอ่านแค่ไม่นานก็เริ่มจะจับใจความได้บ้างแล้ว แต่ก็มีคำถามที่ไม่เข้าใจอยู่ในหัวเต็มไปหมด
ถ้าปลุกปู่ที่ตายจากไปนานหลายปีแล้วขึ้นมาถามได้เขาก็อยากจะทำ ตอนนั้นที่ตกลงทำสัญญาฉบับนี้ขึ้นมา ปู่คิดอะไรอยู่กันแน่ แถมยังลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่ายไว้เรียบร้อยอีกต่างหาก พยานก็มี
“ผมยอมก็ได้” รามิลตอบกลับ แววตาดูมีเลศนัยแปลก ๆ จนย่าเรไรแทบไม่อยากเชื่อคำพูดของหลานชายตัวดีสักเท่าไหร่
“แกพูดจริงงั้นเหรอ?”
“แต่ผมมีข้อแม้”
“อะไรอีก ทำไมแกถึงเรื่องมากได้ขนาดนี้เนี่ย”
“เมียก็เมียผม จะเรื่องมากนิดหน่อยมันจะเป็นอะไรไปครับ หรือย่าอยากแต่งงานแทน”
“แกนี่มันลามปามไม่เลิกจริง ๆ แล้วมันข้อแม้อะไร”
“ผู้หญิงที่จะมาเป็นเมียผม ต้องทนให้โขก… ผมหมายถึงทำงาน ช่วยแบ่งเบาภาระผัวได้ รวมไปถึงดูแลอะไรหลาย ๆ อย่างที่ผมทำให้ได้สักครึ่งหนึ่งก็ยังดี”
“ถ้าจะหาคนที่ทนมือจนตีนแกได้ขนาดนั้น คงมีแค่ไอ้คงแล้วแหละ” ผู้เป็นย่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอือมระอาที่มีต่อหลานชาย ไม่ว่าจะพูดคุยกันยังไง ก็ไม่เคยรู้สึกว่าชนะพ่อตัวดีตรงหน้าได้เต็มร้อยเลยสักครั้งเดียว
“มันก็ไม่ขนาดนั้นสักหน่อย ผมไม่ได้จะให้ทนทั้งชีวิต ก็แค่ปีเดียว ถ้าผู้หญิงคนนั้นทนได้ ผมจะยอมและยกหนี้ให้หมดเลย”
“ฉันฟังผิดไปหรือเปล่า หน้าเงินอย่างแกจะยอมยกหนี้ตั้งสิบล้านให้ทางนั้นง่าย ๆ ได้ด้วยเหรอ” ผู้เป็นย่าถามพร้อมกับรอยยิ้มเยาะ รู้สึกไม่ค่อยอยากจะเชื่อคำพูดของหลานชายตัวเองสักเท่าไหร่ วันนี้เหมือนจะหูฝาดไปหลายรอบมากแล้ว
“ในหนึ่งปี ผมหาเงินได้มากกว่าสิบล้านอีกครับ” รามิลตอบกลับน้ำเสียงจริง ผู้เป็นย่าไม่คิดที่จะเถียงกลับเพราะมันเป็นเรื่องจริง เลยทำได้แค่เบ้ปากใส่หลานชายเท่านั้น
“สรุปแกยอมใช่ไหม”
“ครับ ส่วนที่เหลือย่าจะจัดการยังไงก็แล้วแต่ อ๋อ… ส่วนสัญญาใหม่เดี๋ยวผมร่างไว้ให้เมียในอนาคตมาอ่านและเซ็นเองนะครับ ย่าแค่จัดการให้ทางนั้นส่งคนมาก็พอ ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวไปทำงานก่อน สวัสดีครับ” พูดจบรามิลก็ลุกเดินออกมาทันที เขาแทบไม่ฟังคำพูดจากปากของผู้เป็นย่าอีกด้วยซ้ำ ก่อนจะเดินตรงไปทางรถกระบะโฟวิลคันสีดำที่จอดอยู่หน้าบ้าน
“พ่อครับ” มือหนาที่กำลังยื่นไปตรงมือจับประตูชะงักเล็กน้อยเพราะเสียงเรียกของเด็กผู้ชายที่ดังอยู่ทางด้านหลังก่อนที่ร่างน้อยของลูกชายจะวิ่งเข้ามาสวมกอดขาของคนเป็นพ่อเอาไว้จนแน่น “พ่อจะมารับผมไปอยู่ด้วยใช่ไหมครับ”
“เปล่า แล้วนี่ออกมาได้ยังไง ไม่สบายอยู่นี่” รามิลใช้สองมือรั้งต้นแขนของลูกชายให้ออกห่างไปจากตัวก่อนหรี่ตามองไปทางพี่เลี้ยงที่ปล่อยให้เด็กป่วยออกมาเดินเพ่นพ่านกลางแดดจัดแบบนี้ “คราวหลังอย่าปล่อยให้ออกมาเดินเล่นกลางแดดแบบนี้อีก”
“ขะ ขอโทษค่ะนายหัว พอน้องพฤกษ์รู้ว่านายหัวมาก็…”
“ฉันไม่ได้อยากฟังคำแก้ตัว พากลับเข้าบ้านไปได้แล้ว”
“คะ ค่ะ” พี่เลี้ยงตอบกลับด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักก่อนจะเข้ามารั้งตัวเด็กชายให้ออกห่าง แต่ครั้งนี้น้องพฤกษ์กลับดื้อ
“ไม่เอา พ่อพาพฤกษ์ไปด้วยได้ไหมครับ พฤกษ์สัญญาว่าจะเป็นเด็กดี ฮึก… ไปด้วยนะครับพ่อ” น้องพฤกษ์กอดขาพ่อพร้อมคำพูดอ้อนเสียงสะอื้น สองข้างแก้มมีหยาดน้ำตาสีใสไหลอาบไปด้วย
“ฉันสั่งไม่ได้ยินเหรอ” รามิลเอ่ยเสียงเข้ม เขาไม่ได้สนใจคำพูดอ้อนวอนของลูกชายด้วยซ้ำ ก่อนที่พี่เลี้ยงจะรีบเข้ามาอุ้มน้องพฤกษ์เดินห่างออกไปพร้อมเสียงกรีดร้องของเด็กน้อย แต่กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้คนเป็นพ่อรู้สึกอะไรได้เลย นอกจากจะรีบขึ้นนั่งบนรถแล้วขับออกมาแทน
.
.
.