บทที่ 1 คนว่างงาน
หากเปรียบเทียบชีวิตกับอะไรสักอย่างหนึ่ง
ชีวิตของฉันก็คงไม่ต่างจากลูกระนาด...
ถามว่าไม่ต่างยังไงน่ะเหรอ?
ก็เพราะต้องกระทบกระทั่งกับรถตลอดเวลายังไงล่ะ!
“น้องมุ! ผู้จัดการเรียกไปพบค่ะ” เสียงพนักงานสาวผู้ดำรงตำแหน่งธุรการฝ่ายบุคคลดังขึ้น ดูจากสีหน้าของเจ้าหล่อนแล้วคงจะไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่นัก
มุทิตาลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานส่วนตัวอย่างไม่อิดออดโดยไม่ลืมที่จะปิดหน้าต่างเกมที่แอบเปิดออนทิ้งไว้ขณะทำงานลง ไม่รู้ว่าครั้งนี้ผู้จัดการเรียกพบด้วยสาเหตุอะไร เพราะเรื่องงานเธอเต็มที่เสมอและไม่เคยเอาอย่างอื่นขึ้นมาทำ เว้นแต่จะทำงานที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้น
ก๊อก ก๊อก
มือบางเคาะประตูตามมารยาทก่อนจับลูกบิดประตูแล้วเปิดเข้าไปด้านในเห็นผู้จัดการหนุ่มวัยสามสิบปลาย ๆ กำลังนั่งดูแฟ้มบางอย่างซึ่งเธอเดาว่ามันคงจะเป็นแฟ้มประวัติหรือไม่ก็งานที่เธอทำพลาดสักอย่าง
“สวัสดีค่ะคุณผู้จัดการ ไม่ทราบว่าที่เรียกพบมุมีอะไรอยากให้มุทำหรือเปล่าคะ”
ไม่รู้ว่าคำถามแสนช่างประจบของมุดันไปสะกิดต่อมอะไรของผู้จัดการเข้า เขาปิดฉับแฟ้มในมือลงวางกระแทกโต๊ะอย่างแรง
“คุณยังมีหน้ามาถามอีกเหรอมุทิตา คุณส่งโนติสไปเรียกเก็บค่าเช่าจากแขก VVIP ได้ยังไง”
พอได้ยินคำว่าแขก VVIP เธอก็นึกออกในบรรดล ตอนนั้นพี่ปิ่น เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายระดับสูงเป็นคนสั่งให้เธอออกโนติสนั้น มันไม่ใช่ความผิดของเธอสักหน่อย
“พี่ปะ...”
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ทางฝ่ายบริหารโทรมาต่อว่าพี่อย่างหนัก เราเกือบจะเสียลูกค้า VVIP ไป และก็มีคำสั่งปลดลงมาพวกเราไม่ให้เธอผ่านโปรรวมถึงเลิกจ้างเธอด้วย”
เธอไม่แม้แต่จะได้อ้าปากพูดอะไรด้วยซ้ำคนตรงหน้าก็ยัดซองสีขาวใส่มือ สีหน้าแสดงถึงความโกรธปนลำบากใจราวกับว่าไร้หนทางเลือกอย่างนั้น
"นี่เป็นเงินค่าจ้างที่เธอสมควรจะได้รับ ทางฝ่ายบริหารเคาะมาแบบนี้แล้วพี่หวังว่าเธอจะเข้าใจ”
ผู้จัดการหนุ่มไม่ว่าเปล่ายังแตะไหล่อีกฝ่ายด้วยความเห็นใจ โดยไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่าความกรุ่นโกรธของคนถูกเลิกจ้างกะทันหันกำลังปะทุมากแค่ไหน
มุทิตาเปิดดูในซองมันคือสลิปเงินเดือนที่มากกว่าปกติ เดาได้เลยว่าคงจะบวกเพิ่มค่าบอกกล่าวล่วงหน้ามาแล้ว เธอไม่ติดอะไรกับเงินที่ได้รับแต่สำหรับความอัดอั้นด้านการทำงานมีแน่
“บริษัทนี้จัดการอะไรเร็วจังเลยนะคะ มุไม่ติดค่ะเพราะยังไงมุก็เป็นเด็กใหม่ต่อให้โดนเลิกจ้างแต่ยังใหม่อยู่ที่ไหนก็คงรับ” มุทิตายิ้มเฉิอดเชือดตรงมุมปาก แววตานกน้อยแปลเปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์คล้ายกำลังขบขันคนเบื้องหน้า
“มุเข้าใจก็ดีแล้ว
“แต่ก่อนมุจะไปขอพูดอะไรหน่อยได้ไหมคะ” ผู้จัดการหนุ่มได้ยินคำถามความหมายเดียวกับคำถามยอดฮิตประจำรายการข่าวชื่อดังทำนองว่า ‘หนูพูดได้ไหมคะพี่’ ก็รู้สึกขนลุกก่อนพยักหน้าอนุญาตให้อีกฝ่ายได้พูดในสิ่งที่อยากพูด
“ระบบงานแต่ละฝ่ายในบริษัทนี้มันเหี้ยมากเลยค่ะ...” มุทิตาพูดคำนั้นออกมาด้วยรอยยิ้มฉีกถึงรูหู แต่มันกลับดูน่าสยดสยองสำหรับคนฟังเหลือเกิน
“ตอนสอนงานพี่เลี้ยงก็สอนแบบทำทีไปที กั๊กชิบหาย ปากบอกอยากให้น้องช่วยงานได้แต่เสือกโยนงานแล้วไม่สอนให้เรียนรู้เอง ใครมันจะไปตรัสรู้คะ ส่งงานให้ตรวจก็ไม่ยอมตรวจเสือกส่งให้ลูกค้าเลย มีอะไรผิดพลาดก็โทษแต่...มุ”
มุทิตาพ่นแต่ละคำออกมาจากใจไฟแลบและเกือบจะหลุดแทนตัวเองออกไปว่ากู เห็นแก่ที่ผู้จัดการไม่เคยให้ร้ายเธอมาก่อนจึงสงวนคำเอาไว้บ้าง แต่พอได้พูดมาแล้วประโยคหนึ่งความอึดอัดและความโมโหที่สุมไว้แรมเดือนก็ล้นทะลักออกมา ซึ่งตอนนี้คนฟังก็ได้แต่ทำหน้าเหวออ้าปากพะงาบ ๆ
“…..”
“ยังมีอีกเรื่องนะคะ ระบบลูกรักลูกชังมีแต่ตั้งแต่ระดับฝ่ายยันพนักงานภายใน แต่มุจะขอฝากไว้แค่พนักงานฝ่ายเดียวกับมุอย่างพี่ปิ่น รุ่นพี่ที่ดูแลมุและเป็นคนสั่งให้มุทำทุกอย่างรวมถึงไอ้เรื่อง VVIP นั่นด้วย เก็บไว้เถอะค่ะพนักงานแบบนี้ ทำอะไรก็ได้ไม่ผิดแล้วโยนให้พนักงานใหม่แทน หวังว่าบริษัทนี้จะเจริญ ๆ นะคะ”
“มุ เธอพูดแบบนี้ก็ไม่ถะ…” มุทิตาลุกยืนขึ้นยกมือพนมไหว้คนตรงหน้าไว ๆ
“ดีใจที่ได้ร่วมงานกันตลอดสามเดือนนะคะ แต่มุขอลาค่ะ!” พูดจบก็สะบัดผมยาวสลวย แล้วจับลูกบิดประตูเดินออกไปแบบสวย ๆ ไม่สนว่าการกระทำนี้มันจะเสียมารยาทขนาดไหน
กูไม่สนโลกและโลกก็ไม่ต้องมาสนกูด้วยค่ะ!
มุทิตากลับไปยังโต๊ะส่วนตัวหันไปจิกตาใส่ปิ่นเกล้าคนที่ทำให้เธอต้องถูกเลิกจ้างแต่ก็ไม่พูดอะไรต่อนอกจากก้มลงปิดหน้าต่างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทั้งหมด แล้วเก็บข้าวของตัวเองลงกระเป๋า อุปกรณ์สำนักงานบางอย่างที่เป็นของบริษัทก็วางไว้ที่เดิม เธอไม่คิดจะเอาอะไรไปด้วยอยู่แล้ว ก่อนไปก็ไม่ลืมเดินไปไหว้พี่ ๆ ที่ดีกับเธอและคอยช่วยเหลือกันอย่างจริงใจโดยไม่บอกสาเหตุว่าทำไมถึงได้ออกกะทันหัน
สุดท้ายก็เดินไปหาปิ่นเกล้าตัวต้นเรื่องเพื่อร่ำลา เธออยากจะให้คำอวยพรเกี่ยวกับหน้าที่การงานให้สมกับที่อีกฝ่ายลงทุนทำถึงขนาดนี้
“มุลานะคะพี่ปิ่น ขอบคุณที่ช่วยเหลือกันมาตลอด 3 เดือน มุขอให้พี่ปิ่นเจริญ ๆ เป็นที่รักใคร่ของผู้บริหาร…” มุทิตาเน้นคำสุดท้ายเสียงดังราวกับต้องการให้ทุกคนในห้องนี้ได้ยิน แล้วตบท้ายด้วย
“และพี่ ๆ น้อง ๆ ทุกคนในออฟฟิศนะคะ หวังว่าจะไม่มีใครโดนพี่แทงข้างหลังเหมือนมุ” ใครจะคิดว่ามุทิตาจะกล้าพูดออกมาโต้ง ๆ ว่าถูกปิ่นเกล้าหักหลัง เสียงซุบซิบนินทาเริ่มเอ็ตตะโรขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ จนปิ่นเกล้าไม่อาจทนกับเสียงติฉินนั้นไหวกำลังจะเดินออกจากห้อง
หมับ
มุทิตาไม่ยอมให้ปิ่นเกล้าเดินหนีหายไปเฉย ๆ เพราะไม่มีใครทำให้เธอเจ็บแค้นแล้วเดินหายไปเฉย ๆ เธอต้องได้เอาคืน ริมฝีปากบางกระจับเคลื่อนไปใกล้ใบหูแดงก่ำด้วยอายของรุ่นพี่ เอ่ยกระซิบให้พอได้ยินกันสองคน
“ถ้าวันหน้ามุเจอพี่ปิ่นที่บริษัทไหนล่ะก็ มุทุบพี่ปิ่นแน่ค่ะ พี่ปิ่นรู้จักไหมคะ แค้นนี้ 50 ปี ก็ยังไม่สาย”
น้ำเสียงเข้มแข็งกร้าวกว่ารูปลักษณ์ภายนอกของเจ้าตัวมาก และเป็นตอนนั้นเองที่ปิ่นเกล้าได้รู้ว่าเธอไม่น่าเข้าไปยุ่งกับคนเจ้าคิดเจ้าแค้นกับมุทิตาเลย เพราะมุทิตาเองก็ได้เอาคืนปิ่นเกล้าอย่างเจ็บแสบเช่น
การตกงานครั้งแรกของนักศึกษาจบใหม่ไม่ได้แย่อย่างที่คิดด้วยมุทิตาเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย วงศ์ตระกูลมีชื่อเสียงไม่น้อย ภูมิหลังเป็นถึงเจ้าของบริษัทผลิตเครื่องตอกเสาเข็มทั้งยังมีธุรกิจยิบย่อยเกี่ยวกับการผลิตอุปกรณ์ก่อสร้างมูลค่าเกินพันล้าน
ถ้าล้มอย่างน้อยก็ล้มบนเตียงนั่นล่ะ
“หนูมุลูก หนูไม่ไปทำงานหรือคะวันนี้” คุณแม่วัยกลางคนแต่หน้ายังสาวเอ่ยถาม เนื่องจากวันนี้ลูกสาวตื่นสายกว่าปกติแถมยังไม่ได้อาบน้ำแต่งตัวอยู่ในชุดนอน
“มุออกแล้วค่ะแม่ แต่แม่อย่าเพิ่งถามอะไรมุเลยนะ”
พอเห็นลูกสาวทำหน้าลำบากใจคนเป็นแม่ก็ไม่กล้าถามอะไรอีก มุทิตาคงเพิ่งไปเจอสังคมการทำงานเป็นครั้งแรกแล้วผิดหวังอะไรมา แต่ไม่ว่าจะเจอเรื่องยากเข็นมากแค่ไหนเธอก็พร้อมจะซัพพอร์ตลูกเสมอ
“จ้ะ แต่ถ้ามีอะไรไม่สบายใจปรึกษาแม่ได้เสมอนะ”
“ค่ะ แม่คะแล้วเจ้าฑีล่ะไปไหน” มุทิตาอดถามถึงเจ้าน้องชายที่เพิ่งปิดภาคเรียนมหาลัยแล้วกลับมาอยู่บ้านไม่ได้
“ยังไม่ตื่นเลยมั้ง รายนั้นแม่ไม่เห็นตั้งแต่เช้าแล้วนะ”
“เหลวไหลจริง!” พูดจบก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้เตรียมไปหวดเจ้าน้องชายให้มันรู้ดำรู้แดง กลับมาอยู่บ้านแทนที่จะออกมาใช้เวลากับครอบครัว แต่นี่อะไรใช้เวลาอยู่แต่ในห้องทำอะไรก็ไม่รู้
ขาเรียวยาวก้าวฉับไม่กี่ก้าวก็มาถึงหน้าห้องประตูสีทอง ป้ายชื่อเจ้าของกับสติ๊กเกอร์รูปรถบ่งบอกถึงสไตล์ของเจ้าตัวได้เป็นอย่างดี กระทั่งเปิดประตูเข้าไป ของเล่นจำพวกโมเดลรถรุ่นต่าง ๆ ถูกวางไว้เกลื่อนห้อง ส่วนเจ้าของมันน่ะเหรอก็นอนฟุบอยู่บนโต๊ะคอมนั่นไง
“ไอ้ฑี!!!” เสียงแปดหลอดดังขึ้นก้องหูเมื่อมุทิตาก้มลงตะโกนกรอกหูเจ้าน้องชาย มืออีกข้างยกขึ้นมาบิดหูคนหลับเป็นการปลุกจนคนหลับสะดุ้งตื่นขึ้นมาตาโตพร้อมความเจ็บแสบ
“โอ้ยย เจ๊ผมเจ็บ”
“ตะวันสายโด่งขนาดนี้แล้วฑียังหลับอยู่ ทำไมถึงทำตัวเหลวไหลแบบนี้”
คนถูกปลุกหายสะลึมสะลือขึ้นมาทันตา เมื่อการบ่นครอบจักรวาลของพี่สาวกำลังเริ่มต้นขึ้น ปกติมุทิตาต้องไปทำงานทุกเช้าและวันนี้ก็ไม่ใช่วันหยุดหรือวันพิเศษอะไร เขาเช็กดีแล้วนี่ พลาดที่ตรงไหนกันนะ ถึงโดนตัวอันตรายที่สุดในบ้านตามล้างผลาญ
“แล้วเจ๊อ่ะ ทำไมวันนี้ว่างมาบ่นผมไม่ไปทำงานหรือไง”
“ฉันถามให้ตอบ ไม่ใช่มาย้อนถามฉัน”
“บ่นเป็นแม่เลยเจ๊” สิ้นคำนั้นก็ถูกพี่สาวบิดหูข้างซ้ายด้วยความไม่พอใจอีกที
“พูดไม่เพราะ เดี๋ยวจะโดนตีปาก ลุกไปอาบน้ำกินข้าวได้แล้วไป”
แต่ถึงยังไงสิ่งที่ฑีฆาปฏิเสธไม่ได้เลยคือ พี่สาวของเขาน่ะยอดเยี่ยมที่สุด จะมีพี่สาวสักกี่บ้านที่ใส่ใจน้องชายขนาดนี้ ปากบ่นนะแต่คอยช่วยเหลือกันตลอด พี่สาวแบบนี้หาจากไหนไม่ได้อีกแล้ว
มองพี่สาวด้วยความชื่นชมก่อนลุกออกจากโต๊ะคอมแล้วหยิบผ้าขนหนูลายคิตตี้เข้าห้องน้ำไป ส่วนคนเป็นพี่ก็ทำหน้าที่เก็บกวาดและบ่นน้องชายไปพลางตามประสา จนกระทั่งห้องที่รกยิ่งกว่ารังแมลงสาบกลับมาเหมือนที่อยู่ของคนเหมือนเดิม แล้วค่อยมาทำความสะอาดเฉพาะจุดอย่างตู้เลโก้ ตู้ฟิกเกอร์ พวกของสะสมไล่มายังหน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์ที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ไมค์หูฟังวางไว้ระเกะระกะ
เสียงฮัมเพลงของน้องชายดังลอดออกมาจากห้องน้ำเป็นระยะ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าอะไรที่ทำให้น้องชายอดหลับอดนอนจนต้องหลับคาโต๊ะจึงถือวิสาสะเปิดคอมพิวเตอร์รุ่นเกมเมอร์เครื่องใหญ่ หน้าจอสีดำสนิทสว่างวาบขึ้น แต่เพราะถูกพักการใช้งานไปนานจึงต้องคลิกเมาส์เพื่อเปิดการใช้งานบนหน้าจอ
สิ่งที่เปิดค้างอยู่คือโปรแกรมหนึ่งที่มีโลโก้เป็นรูปสี่เหลี่ยมคล้ายรูบิคแต่มีอุปกรณ์จำพวกเครื่องมือทำสวนอยู่รอบล้อมตามด้วยชื่อข้างโลโก้ว่า ‘Emocraft’
และเมื่อสังเกตภาพข้างในหน้าต่างโปรแกรมก็พบว่า
“ไอ้เด็กนี่ มันติดเกมนี่เอง!”