บทที่ 2.1 - พี่เลี้ยงคนใหม่ (ส่งคนมาทาบทาม)

1364 คำ
ทุกวันๆ มาลาจะตื่นนอนแต่เช้าเพื่อใส่บาตรหน้าบ้าน จากนั้นก็กรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ เสร็จภารกิจก็จัดเตรียมตั้งโต๊ะทานข้าวเช้าร่วมกับบุตรสาวทั้งสอง วันนี้ก็เช่นเคย กลิ่นข้าวต้มหมูตลบอบอวลเต็มบ้าน รสรินที่แต่งตัวเตรียมพร้อมไปทำงานรีบวิ่งลงจากบันไดมานั่งประจำที่ รอมารดาตักอาหารเช้าหอมฟุ้งให้รับประทาน “ยัยพิมพ์ยังไม่ลงมาอีกเหรอจ๊ะ” ถามหาน้องสาว ปกติพิมพ์มาดาจะแต่งตัวเสร็จเร็วกว่าเธอ “น้องออกไปทำงานตั้งแต่เช้าแล้วลูก เห็นว่าที่บริษัทฯ มีประชุมใหญ่” มาลาว่า เมื่อตักข้าวต้มเสร็จเจ้าตัวก็นั่งเคียงข้างบุตรสาว “แล้วเรานี่ยังไงหืม เมื่อคืนกลับดึกอีกแล้วนะ” สายตาตวัดมองค้อน “พอดีคุณแม่น้องข้าวฟ่างเขาวานให้ไปช่วยดูแลลูกระหว่างไปกินเลี้ยงวันเกิดเพื่อนเขา ได้เงินดีหนูก็เลยไป” มาลาถอนหายใจ นึกสงสารรสรินที่ต้องทำงานหาเงินตัวเป็นเกลียว แต่เจ้าตัวก็ไม่เคยบ่นหรือท้อถอยเลยสักครั้ง หล่อนทำหน้าที่ลูกที่ดี ดูแลคนเป็นแม่อย่างต่อเนื่อง “พักผ่อนบ้างนะลูกนะ” มาลายิ้มบางเบา ยกมือลูบศีรษะรสรินอย่างรักใคร่ หากจะบอกให้เลิกทำงานพิเศษรสรินคงไม่ยอม มาลาเคยพูดเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว เจตนารมย์ของรสรินชัดเจนแน่วแน่ หญิงสาวต้องการหาเงินมารักษาอาการป่วยของแม่ สองพี่น้องร่วมมือขยันขันแข็ง หนักเอาเบาสู้ ฟากพิมพ์มาดาก็ไม่น้อยหน้า แม้งานประจำที่ทำอยู่จะเคร่งเครียดแต่หล่อนก็หางานพิเศษทำอยู่เป็นระยะๆ คนเป็นแม่รู้สึกแย่ไม่น้อย สมบัติที่เคยมีก็ต้องขายกินจนหมด ทุกอย่างเป็นเพราะเธอคนเดียว ร่างกายเจ้ากรรมมีแต่โรครุมเร้า ลูกเต้าต้องพลอยมารับกรรมไปด้วย เวลาอยู่บ้านคนเดียวมาลาก็มักหาหนังสือธรรมมะอ่านเพื่อให้จิตใจผ่อนคลาย ร่างผอมบางเอนกายเอกเขนกบนม้านั่ง สายลมเย็นๆ จากต้นไม้ใบหญ้าช่วยให้อารมณ์สุนทรีไม่น้อย “มาลา เอ็งอยู่บ้านหรือเปล่า มาลาเอ๊ย!” เสียงคุ้นหูตะโกนก้องหน้าบ้าน มาลารีบวางหนังสือลงบนโต๊ะแล้วเดินออกไปดู “พี่สมหมาย” รอยยิ้มกว้างปรากฏยามพบหน้าคนคุ้นเคย รีบเปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือนทันที “ไปไงมาไงเนี่ยพี่” มาลาเอ่ยถามพลางยื่นแก้วน้ำส่งให้ชายกลางคน สมหมายดื่มรวดเดียวหมดแก้ว “อากาศร้อนฉิบ ตายๆ ผิวข้าแทบไหม้” “นั่นสิ ไปได้ดิบได้ดีทำงานกับคนมีตังค์แล้วนี่น่า ปกติอยู่บ้านนอกท้าลมท้าแดดจะตายไป” มาลาแกล้งแซว คนฟังหัวเราะร่วน “มาลาเอ๊ย เอ็งก็พูดไป ต่อให้ข้าชุบตัวยังไงสุดท้ายกลิ่นโคลนสาปควายก็ยังคลุ้งเต็มตัวอยู่ดีล่ะว๊า” มาลาส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม สำรวจการแต่งกายของชายกลางคนแล้วอดยินดีปรีดาด้วยไม่ได้ สมหมายแตกต่างจากเมื่อก่อนพอสมควร มีหน้าที่การเงิน เนื้อตัวประดับประดาด้วยทองหยอง “แล้วมาหาฉันมีธุระอะไรหรือเปล่าพี่” “ถ้าไม่มีธุระข้ามาเยี่ยมไม่ได้ว่างั้น” สมหมายย้อนถาม “เปล่าพี่ ไอ้เรามันคนคุ้นเคยกันอยู่แล้ว แต่ที่ถามเนี่ยเพราะสงสัย หายหน้าหายตาไปนานจู่ๆ ก็โผล่มา” “ก็มีแหละไอ้ธุระที่เอ็งว่าน่ะ แต่ใจข้าก็อยากมาเยี่ยมเยียนเอ็งด้วย วันก่อนทักแชทคุยกับเจ้าพิมพ์ ถามไถ่อาการเอ็งนั่นล่ะ หึ! พูดแล้วน่าโมโห คนบ้านเดียวกันเคยร่วมเกี่ยวข้าวกินแกงหม้อเดียวกันแท้ๆ แต่เอ็งกลับย้ายบ้านโดยไม่บอกข้าสักคำ” สมหมายว่าเข้าให้ มาลาหน้าเจื่อนทันที “ขอโทษพี่ ไอ้ฉันก็รีบๆ เลยไม่ได้บอกกล่าวใคร พิมพ์กับรสมันได้งานทำแถวนี้เลยต้องย้ายตามลูกมา” มาลาอธิบาย “เอาเถอะๆ ข้าก็ไม่ได้เคืองอะไรหรอก” สมหมายโบกไม้โบกมือไม่ถือสา กวาดตามองไปรอบๆ บ้าน ก่อนเอ่ยถามว่า “แล้วนี่เจ้ารสมันไม่อยู่เหรอ” “ไปทำงานพี่ เย็นๆ ค่ำๆ โน่นกว่าจะกลับ” มาลาตอบ สีหน้าดูลำบากใจ “เอ็งมีเรื่องอะไรเล่าสู่กันฟังได้นะเว้ย อย่าเก็บเอาไว้คนเดียวน่า” สมหมายรู้จักมาลาดี ผู้หญิงคนนี้เป็นคนช่างคิดช่างวิตก อะไรนิดอะไรหน่อยก็เก็บเอามาใส่ใจ “เรื่องรสมันแหละพี่ ก็อย่างที่พี่รู้ ตัวฉันก็ป่วยเรื้อรังมานาน ยาที่กินก็ใช้เงินมากโข รสกับพิมพ์มันก็ต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินมารักษาฉัน” “เอ้า! ก็ถูกแล้วนี่หว่า เป็นลูกเป็นหลานก็ต้องรู้จักดูแลบุพการี” สมหมายเห็นพ้องกับหลานสาว “ไอ้ถูกมันก็ถูกพี่ แต่ฉันเนี่ยสงสารลูก โดยเฉพาะรสริน รายนั้นควบงานทีสามสี่งานในวันเดียว เหนื่อยสายตัวแทบขาด เวลานอนแทบไม่มี ขอบตานี่ดำคล้ำเชียว เฮ้อ…” มาลานึกถึงบุตรสาวคนโต สมหมายพยักหน้าคิดตาม ในฐานะที่ตนก็มีลูกหลานย่อมเข้าใจความรู้สึกของมาลา คนเป็นแม่ก็คงอยากให้ลูกได้พักผ่อนเที่ยวเล่นบ้างตามประสา “ที่ข้ามาก็ตั้งใจมาคุยเรื่องเจ้ารสนี่แหละ” ไหนๆ ก็เปิดหัวมาซะขนาดนี้แล้ว สมหมายก็ขอเข้าประเด็นเลยแล้วกัน “รสทำไมเหรอพี่” มาลาสงสัย ตั้งใจฟังเต็มที่ “คืองี้นะ ครอบครัวที่ข้าไปทำงานอยู่ด้วยเนี่ยเขาต้องการหาพี่เลี้ยงไปดูลูกชาย กินอยู่กับเขาที่นั่นเลย เงินดีสวัสดิการพร้อม” ชายกลางคนอวดสรรพคุณเต็มที่ แต่ไม่กล้าบอกว่าเด็กคนนั้นมีนิสัยอย่างไร “ข้าเห็นเจ้ารสมันเป็นผู้ช่วยครูสอนเด็กอนุบาลอยู่ คลุกคลีกับเด็กๆ มานาน ก็น่าจะทำงานนี้ได้” “ฉันไม่อยากให้ไปเลยพี่ ต้องไปกินอยู่บ้านเขาเชียวเหรอ ไปเช้าเย็นกลับไม่ได้เหรอพี่หมาย” คนเป็นห่วงลูกกล่าว “มาลาเอ๊ย บ้านเจ้านายข้าเนี่ยเขาไว้ใจได้ เป็นคนดีกันทั้งตระกูล ถ้าเจ้ารสยอมไปทำงานกับเขามีแต่สบาย เงินเดือนไม่ใช่น้อยๆ นะเว้ย” สมหมายยกประเด็นค่าตอบแทนมาอวดอ้าง มาลายังคงมีสีหน้าคิดหนัก “ยิ่งมีประสบการณ์และขยันขันแข็งอย่างเจ้ารส ต่อให้เรียกเงินเดือนเยอะ เจ้านายข้าก็ไม่ขัดอยู่แล้ว ขอเพียงซื่อสัตย์ อดทน หนักเอาเบาสู้เป็นพอ” “เด็กที่ว่านี่ผู้หญิงหรือผู้ชายคะลุง?” ประโยคนี้เป็นของรสริน มาลาและสมหมายหันมองตามต้นเสียง เห็นร่างบางยิ้มกว้างมาแต่ไกล สองมือถือถุงกับข้าวที่แวะซื้อมาจากตลาด “สวัสดีค่ะลุงหมาย มานานแล้วหรือคะ” รสรินยกมือไหว้ ให้ความเคารพบุคคลเบื้องหน้าประหนึ่งญาติคนหนึ่งของครอบครัว “ได้สักพักแล้วล่ะ แล้วนั่นหอบหิ้วอะไรมาเยอะแยะล่ะเรา” ชายกลางคนปรายตามองถุงแกงต่างๆ “มื้อเย็นจ้ะลุง อยู่กินข้าวด้วยกันนะลุงนะ” รสรินเอ่ยชวน กี่ปีๆ หล่อนก็สดใสช่างพูดช่างคุยเสมอ “แล้วทำไมวันนี้กลับไวล่ะลูก” มาลาถาม ปกติจะเห็นหน้าเจ้าหล่อนก็ต่อเมื่อฟ้ามืด “พอดีที่โรงเรียนเขาฉีดยุงน่ะแม่ หนูเลยได้เลิกงานไว” และวันนี้เธอก็ไม่ต้องไปรับจ๊อบที่ไหนด้วย ตั้งใจกลับบ้านเร็วเพื่อทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา “จริงสิ เรื่องเลี้ยงเด็กที่ลุงว่านี่ ตกลงผู้หญิงหรือผู้ชายจ๊ะ” ดีที่เธอมาทันได้ยินพอดี ไม่เช่นนั้นคนเป็นแม่ต้องรีบปฏิเสธแน่ โอกาสได้งานทำเพิ่มแบบนี้รสรินไม่ปล่อยพลาดเด็ดขาด “เด็กผู้ชาย” “แล้วนิสัยเป็นยังไงลุง ดื้อไหม” รสรินถามต่อ “มันก็ดื้อตามประสาเด็กล่ะว้า” สมหมายตอบกว้างๆ ไม่ได้ลงลึกรายละเอียด รสรินพยักหน้าเห็นด้วย เด็กก็ย่อมดื้อไปตามประสา
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม