บทที่1 เด็กดื้อของศิลา
“ปะป๊าคะ”
“...”
“ปะป๊า...”
“มีอะไรก็พูด เรียกอยู่นั่นแหละ” ตวัดสายตาขึ้นไปมองเด็กสาวในชุดนักเรียนมอปลายที่ยืนกอดกระเป๋านักเรียนอยู่ด้านหน้าโต๊ะทำงานของเขา เด็กสาวที่ได้ยินเสียงดุๆ จากเขาจึงถอยหลังหนีสองสามก้าวแล้วส่ายหน้าให้ก่อนจะกอดระเป๋าวิ่งออกจากห้องทำงานไป
“อะไรของเขา!” ชายหนุ่มบ่นพึมพำ เคลื่อนสายตาไปทางคนสนิทที่นั่งไขว่ห้างอ่านหนังสืออยู่บนโซฟา นั่งจ้องมันเกือบห้านาทีกว่ามันจะรู้ตัวว่าถูกมอง
“ครับนาย!” วางหนังสือลงพร้อมถามผู้เป็นนายด้วยน้ำเสียงขึงขัง
“เด็กมันเป็นอะไร?”
“เด็กใครครับ?”
“เด็กมึงมั้ง!”
“น้องป้อนเหรอครับ?”
“ลูกกับเมียมึงจะยังเอาไว้อยู่มั้ย?” กำมือกัดฟันกรอดๆ จ้องหน้าคนสนิทด้วยแววตาแข็งกร้าวจนคนถูกจ้องต้องยิ้มเจื่อนออกมากลบเกลื่อนความผิดของตัวเอง “เมียกูไปเป็นเด็กมึงตอนไหน?”
“ผมล้อเล่นครับ”
“หน้ากูล้อเล่นกับมึงมั้ยล่ะ”
“ขอโทษครับ” ก้มหน้าลงมองพื้น ไม่ลืมที่จะยกมือขึ้นมาตบปากไม่รักดีของตัวเองที่พูดออกไปเหมือนกับไม่อยากใช้ชีวิตรอลูกชายคนหล่อโตซะแล้ว
“มานั่งทำงานแทนกู ทำเสร็จแล้วก็ส่งให้เลขาให้เรียบร้อย”
“ได้ครับ” เดินไปดันตัวผู้เป็นนายให้ลุกออกจากเก้าอี้แล้วก็นั่งลงไปแทน ศิลาสูดลมหายใจเข้าออกอย่างให้ตัวเองใจเย็นไม่วู่วามชักปืนมายิงคนสนิทที่ชอบทำตัวเหมือนเจ้านายตายคาห้องนี้
เมื่อนิคมเริ่มลงมาเคลียร์งานแทน ตัวศิลาก็เดินออกจากห้องตรงไปเข้าลิฟต์เพื่อลงไปยังชั้นล่างตามคนของเขาที่ตอนนี้ไม่รู้ไปอยู่มุมไหนของบริษัทแล้ว ดังนั้นเขาจึงต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาเจ้าเด็กน้อย
“อยู่ไหน ลงมาแล้ว” ถามปลายสายเสียงห้วนๆ โดยที่สายตาก็พยายามมองหาตัวเธอ
(อยู่ข้างหลังค่ะ)
“...” หันไปมองร่างเล็กที่ยืนทำหน้าเอ๋ออยู่ เขาจึงตัดสายทิ้ง “เลิกทำหน้าเอ๋อสักที” พูดอย่างทีไปทีแล้วส่งสายตาเย็นชาไปให้เหล่าพนักงานที่มองมาทางพวกเขา
“ทำแก้มป่องๆ แววตาใสๆ เขาเรียกว่าน่ารัก”
“ขี้เกียจจะเถียง”
“ปะป๊า”
“จะเรียกทำไมนักหนา เด็กคนนี้!” ดึงคอเสื้อเธอให้เดินตามเขาออกไปนอกบริษัท ป้อนข้าวยู่หน้าใส่ ก้าวขาฉับๆ ตามเขาที่ยังคงดึงคอเสื้อเธออยู่ จนมาถึงรถนั่นแหละเขาถึงยอมปล่อยมือ
“หนู...” ก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตาเขาขณะที่กำลังจะพูด “หนูหลุดปากบอกเพื่อนในห้องว่าป๊าเป็นแฟนหนู” เพราะเขาห้ามไม่ให้พูดจึงกลัวว่าจะโดนดุหากพูดไป แต่หากไม่พูดแล้วเขามารู้ทีหลังอาจจะโกรธมากกว่า
“...แล้ว?”
“พวกเขาไม่เชื่อแถมยังหัวเราะ บอกว่าหนูกับป๊าอายุห่างกันจนสามารถเป็นพ่อลูกได้จริงๆ จะมาคบกันได้ไง”
“แล้วตอบไปว่าไง”
“...”
“ป๊าถามก็ตอบ”
“ตอบไปว่าถ้าไม่เชื่อวันจันทร์จะให้ป๊าไปรับตอนเย็นแล้วหนูจะหอมแก้มป๊าให้ดู หนูไม่ได้ตั้งใจพูดแบบนั้นแค่พูดไปเพราะหงุดหงิดที่โดนหัวเราะใส่...”
“ที่มาเรียกก็คืออยากให้ไปรับที่โรงเรียนตอนเย็น?” เลิ่กคิ้วมองสาวน้อยตรงหน้าที่พยักหน้ารับจนผมแกละที่มัดไว้ส่ายสะบัดไปมา
“หนูรู้ว่าป๊าต้องทำงานและไม่ว่าง แต่ว่าถ้าว่างก็อยากให้ไป...”
“ไม่ใช่เรื่องเลยนะ ให้ไปเรียนไม่ได้ให้ไปสร้างเรื่องอวดคนอื่น”
“ขอโทษค่ะ”
“ขึ้นรถ” พูดเสียงห้วนๆ แล้วเดินขึ้นรถ ป้อนข้าวจึงเดินไปขึ้นฝั่งข้างคนขับ ปิดประตูรถคาดเข็มขัดนิรภัยพร้อมชำเลืองตามองคนข้างกายที่กำลังสตาร์ทรถและขับเคลื่อนออกไปบนถนนใหญ่
“ไป...กินไอติมก่อนนะคะ”
“ไม่ต้องกิน กลับบ้านเลย”
“แต่ว่าเมื่อวานก็ไม่ได้กินนะคะ” พูดเสียงอ่อนๆ ค่อยๆ หันไปมองคนข้างกายที่มีสีหน้าแววตาเรียบนิ่งออกไปทางเย็นชาจนเธอไม่อยากมองเขาต่อจึงหันกลับมามองถนนแต่หูก็ยังรอคำตอบจากเขา
“ไม่ให้กินก็คือไม่ให้กิน”
“ค่ะ...”
“วันนี้อาจารย์โทรมาบอกว่าโดดเรียนวิชาเคมี อธิบายมาสิว่าเป็นเพราะอะไรถึงโดดเรียน ป๊าไม่เคยสอนให้ทำตัวแบบนั้นนะ”
“ไม่มีคำอธิบายค่ะ” เบือนหน้าหนีไปมองวิวด้านข้างแทน
“ป้อนอย่าดื้อกับป๊า พูดเหตุผลมาป๊าจะฟัง”
“อาจารย์คนนั้น...เขาชอบป๊า อาจารย์รู้ว่าหนูอ่อนวิชาเคมีเขาก็เลยชอบถามหนู ถามหนูคนเดียวพอหนูตอบไม่ได้ก็ตำหนิบ้าง ลงโทษให้ทำเวณห้องบ้าง...”
“ข้ออ้าง!”
“...”
“ไม่เกี่ยวกับว่าอาจารย์เขาจะชอบหรือไม่ชอบป๊า เป็นเพราะเธออ่อนเคมีเขาก็เลยต้องเข้มงวดกับเธอเพื่อที่เธอจะได้จำมันได้ไง”
“จะมีสักครั้งมั้ยที่ป๊าเข้าข้างหนู”
“...”
“หนูจะไม่เรียนต่อ จะออกไปหางานทำ”
“ป๊าอนุญาตเหรอ?”
“หนูโตแล้วควรตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ป๊าน่ะ...เป็นแค่ป๊าหนูอย่างเดียวก็พอแล้ว”
“ป๊าที่เธอเรียกทุกวันมันไม่ใช่...” พ่อแต่มันแปลว่าผัว เคยคุยและตกลงกันแล้วซึ่งทุกคนที่รู้จักเขาต่างก็รู้ในความหมายของปะป๊าที่ป้อนข้าวมักจะใช้เรียกเขา
“ป๊าที่แปลว่าพ่อน่ะถูกแล้ว”
“ตามใจ...”
ก็ไม่เคยง้ออีกตามเคย ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ากำลังน้อยใจ
“จอดตรงนี้ได้มั้ย ป้อนจะลง” ศิลาหันมามองเธอทันที
การที่เจ้าตัวเล็กแทนตัวเองว่าป้อนบ่งบอกว่าเธอกำลังไม่พอใจเขา ชายหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอหักพวงมาลัยเลี้ยวจอดข้างข้าง ป้อนข้าวกำกระเป๋าที่กอดไว้แน่นก่อนจะเปิดประตูแล้วเดินลงจากรถ
บรืนนน~ แล้วเขาก็ขับมันผ่านเธอไปอย่างไม่มีการถามไถ่เลยสักนิดว่าเป็นอะไร ไม่เคยถามเลยว่าวันๆ เจออะไรที่โรงเรียนบ้าง กลับมาบ้านต้องเจออะไรบ้าง ชีวิตของเขาน่ะ นอกจากงานก็มีแต่หน้าตาทางสังคมเท่านั้นแหละ คนรอบตัวเขาไม่เคยมีใครสำคัญหรอก
แม้กระทั่งเธอ...
“พ่อกับแม่ตัวเองเขายังไม่ค่อยสนใจ เธอเป็นใครป้อนเขาถึงจะสนใจใส่ใจขนาดนั้น” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความน้อยอกน้อยใจดังขึ้นก่อนที่น้ำตาจะร่วงหล่นลงมา ซ่า! น้ำตาที่ไหลลงมาพร้อมสายฝนที่ตกอย่างไม่มีการบอกกล่าวกันก่อนสักนิด
“แบบนี้ก็ดี จะได้ไม่มีใครเห็นว่ากำลังร้องไห้อยู่” เด็กสาวแหงนหน้ารับเม็ดฝนที่กระหน่ำลงมา ไม่สนใจว่าฝนจะตกแรงแค่ไหน ยามที่มันกระทบใบหน้าจะเจ็บปวดมากมั้ย แค่...อยากร้องไห้ออกมาแบบไม่ให้ใครเห็นน้ำตาก็เท่านั้น