bc

เฟรนด์คลิกรักยกกำลังสอง

book_age12+
48
ติดตาม
1.0K
อ่าน
ครอบครัว
จบสุข
รักเพื่อน
ผู้สืบทอด
หวาน
เบาสมอง
สาสมใจ
วิทยาลัย
เมือง
ออฟฟิศ/ที่ทำงาน
ปิ๊งรักวัยเด็ก
love at the first sight
addiction
like
intro-logo
คำนิยม

“ก็แค่เพื่อน แล้วทำไมต้องหวงขนาดนี้วะ”

เขาห้ามผมเปลือยอกเดินในบ้าน ด้วยเหตุผลแค่ว่า...

“กูหวง ไม่อยากให้ใครเห็น”

แล้วแบบนี้ จะให้ผมยังคิดว่าเราเป็นแค่เพื่อนอีกเหรอ?

----

เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง ‘แม็กซ์’ กับ ‘ปอนด์’ ที่เริ่มจากคำว่า ‘เพื่อน’

แต่! เพื่อนกันเขาทำกันแบบนี้เหรอวะ...? พูดไปแล้วก็น่าตลก ผมรู้จักแม็กซ์ครั้งแรกเพราะเขาหลอกกินมาม่าคัฟของผมฟรี ๆ จากนั้นผมก็บังเอิญรู้ว่าเขาคือเพื่อนร่วมสาขา นั่นแหละครับ! จุดเริ่มต้นที่ผมได้ใกล้ชิดกับเขา จนกระทั่งเขาชวนผมมาอยู่บ้านพักด้วยกัน

พอวันเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ ความรู้สึกของการถูกเติมเต็มมันทำให้คำว่าเพื่อนของผมกับเขาเริ่มสั่นคลอน แต่ ‘เพื่อน’ จะเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นได้จริงเหรอ? เรื่องราวความรู้สึกละมุนตุ้น กำลังจะเร่มขึ้นกับผลงานเรื่อง เฟรนด์คลิกรักยกกำลังสอง

chap-preview
อ่านตัวอย่างฟรี
ตอนที่ 1 คนแปลกหน้าที่รู้จัก?
1 คนแปลกหน้าที่รู้จัก? (หลายวันก่อน) “พ่อ! ผมไม่ไป ผมจะเรียนที่นี่” ผมแผดเสียงด้วยความไม่พอใจ ที่พ่อบังคับให้ผมย้ายมหาวิทยาลัย ในระหว่างกำลังเรียนปีหนึ่งมหาวิทยาลัยภายในจังหวัดได้เพียงเทอมเดียวเท่านั้น “ไม่ได้! แกต้องย้าย พ่อยื่นเรื่องถามไปทางมหาลัยใหม่ให้แล้ว” พ่อของผมยืนกอดอกพูดด้วยเสียงนิ่ง แต่ดุดันน่าเกรงขามตามประสากำนันของตำบลนี้ แล้วไงล่ะ เขามีสิทธิ์อะไรทำตามอำเภอใจกับชีวิตของผม เพราะแค่คำว่าพ่อเหรอวะ “ผมอยากเรียนที่นี่ ผมไม่อยากไป ทำไมพ่อไม่ถามความเห็นผมบ้าง” “ไม่จำเป็น ยังไงพ่อก็จะให้แกไปเรียนที่เมืองกรุง” “แม่งเอ้ย! พ่อเอาแต่ใจจังวะ ไม่เคยนึกถึงใจผมเลย ผมเป็นลูกพ่อรึเปล่า” ผมเริ่มโมโหกับความเอาแต่ใจของพ่อ “เพราะแกเป็นลูก พ่อถึงต้องคอยดูไม่ให้แกออกนอกลู่นอกทาง เตรียมเอกสารให้พร้อมรอเทียบโอนวิชา เทอมหน้าแกต้องย้ายไปเรียนมหาลัยใหม่ทันที” “พ่อ! แต่ว่า” “ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น ถ้าแกไม่ยอมย้ายไปเรียน ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพ่อ และอย่าหวังว่าจะได้อะไรจากพ่อทั้งนั้น” “...” บทสนทนาในวันนั้นจบลง ผมจำใจต้องยอมทำตามที่พ่อต้องการ และทำการติดต่อกับทางมหาวิทยาลัยเพื่อโอนย้ายหน่วยกิต ซึ่งมันก็ไม่สามารถที่จะโอนได้ทุกวิชาหรอกครับ ‘จากนี้ไป...ผมคงเหนื่อยน่าดูในการเรียนปีหนึ่ง กับมหาวิทยาลัยใหม่ และเพื่อนใหม่’ และแล้ววันที่ผมใกล้จะได้เข้าเมืองกรุงของคนอายุสิบเก้าปีก็มาถึง เอาจริงผมทำใจไม่ได้ครับที่ต้องจากบ้านเกิดที่ผมรักแบบนี้ ผมนั่งเหม่ออยู่บนบ้านไม้สักหลังใหญ่ ทอดสายตามองผ่านหน้าต่าง เห็นทุ่งนาเขียวขจีที่เคยวิ่งเล่นตั้งแต่เด็ก สุดลูกหูลูกตา ‘เฮ้อ…’ ผมถอนหายใจยาว ๆ ผมรู้แหละว่าที่พ่อเข้มงวดกับผมแบบนี้ เพราะท่านรักผม และแม่ก็พยายามอธิบายให้ผมเข้าใจพ่อ แต่ก็นะ บางครั้งผมก็อยากได้ด้านที่พ่อแสดงออกว่ารักผมบ้างเท่านั้นเอง “ไปก็ไป เมืองกรุงมันจะแค่ไหนกันเชียววะ” (เมืองกรุง สิบเอ็ดนาฬิกา) พ่อแม่ของผมมาส่งผมที่กรุงเทพฯ ซึ่งท่านได้ซื้อคอนโดที่พักใกล้มหาวิทยาลัยไว้ให้ผม กว่าจะได้ลากัน แม่ก็ร้องห่มร้องไห้ที่ต้องห่างจากผม ในขณะที่พ่อมีทีท่าเฉยเมย หน้านิ่ง ไม่ได้อาลัยอาวรณ์ที่ต้องห่างกับผมสักนิด ‘เหมือนท่านไม่รักผมเอาซะเลย น่าน้อยใจชะมัด’ หลังจากที่ผมยืนส่งพวกท่านขับรถออกไปจนลับตา ผมก็กลับเข้าห้องสี่เหลี่ยมที่แสนเงียบเหงา ทิ้งตัวลงนอนบนฟูกหนาด้วยความรู้สึกว่างเปล่า ก่อนจะพลิกตัวนอนหงายมองเพดานสีขาวคิดอะไรเรื่อยเปื่อย “เฮ้อ...ทำไมวะ ต้องมาบงการชีวิตกันด้วย ทำไมถึงเลือกเส้นทางเดินของตัวเองไม่ได้ ท้อว่ะ” ผมยกมือก่ายหน้าผากตัวเอง พลางหลับตาเพื่อสงบจิตใจที่ฟุ้งซ่าน ก่อนจะเผลอไผลหลับไป (สามทุ่ม) นัยน์ตาของผมค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้น ก่อนจะลุกนั่งขยี้ตาเบา ๆ ‘จ๊อกก’ เสียงท้องร้องของผมดังลั่น “หิวว่ะ ทำไมแม่ไม่เรียกทานข้าววะ” ผมที่กำลังนึกถึงอาหารฝีมือคุณแม่ แต่แล้วก็ฉุกคิดขึ้นได้ “เออลืม...ตัวคนเดียวนี่หว่า เฮ้อ...” ผมเดินไปหยิบกระเป๋าสตางค์ในเป้ เมื่อเปิดดูก็พบว่ามีเงินแบงก์ร้อยอยู่หนึ่งใบ พร้อมกับเช็กเงินในแอปธนาคารด้วย “หนึ่งแสน! ส่งมาทำไมเยอะแยะวะ” ผมขมวดคิ้วมองยอดเงินในแอปซึ่งมันค่อนข้างเกินความจำเป็นจนน่าหงุดหงิด ผมรู้ว่าพ่อแม่ผมมีเงิน เพราะที่บ้านทำนาทำสวนเกือบร้อยไร่ แล้วพ่อก็ลงทุนธุรกิจในจังหวัดอีกหลายอย่าง ‘รวยแล้วไง แค่จะนั่งกินข้าวพร้อมหน้าสักมื้อยังยากเหอะ’ พอคิดแล้วผมก็หงุดหงิดเขวี้ยงมือถือลงเตียง หันไปหยิบกุญแจห้องกับเงินแบงก์ร้อยเท่านั้น ผมเดินไปยังริมแม่น้ำตรงข้ามคอนโดที่พักอยู่ แม่น้ำสายนี้ใหญ่มาก ดูท่าจะเป็นแม่น้ำสายหลักตัดผ่านใจกลางเมืองกรุง หากผมพิจารณาโดยรอบ ต้องยอมรับว่าแสงไฟยามค่ำคืนที่นี่สวยงามมาก ผู้คนสัญจรตามฟุตบาทมีมากหน้าหลายตารวมถึงทางเดินเลียบแม่น้ำก็เต็มไปด้วยผู้คนเช่นกัน ถ้าเป็นเวลานี้ในชนบทละก็ คนในหมู่บ้านคงทยอยปิดไฟเข้านอนกันแล้ว ผมพยายามเดินเลี่ยงไปในจุดริมแม่น้ำที่ห่างจากฝูงคน เพราะต้องการความเงียบสงบ อยากจะนั่งโง่ ๆ คิดอะไรเรื่อยเปื่อย เผื่อจะทำให้หัวของผมเลิกฟุ้งซ่านซะที “สิ่งที่เข้าใจเราได้ดีที่สุด คงเป็นอากาศก็ได้นะ เฮ้อ...” ผมแหงนมองท้องฟ้าพลางถอนหายใจแรง แต่เมื่อกลับมามองแม่น้ำสายหลักของเมืองตรงหน้า ผมถึงกับต้องขยี้ตาตัวเองไปหลายหน เพื่อยืนยันว่าตัวเองตาฝาดไปรึเปล่า แม้จะมองเห็นไม่ชัดนัก แต่ก็พอมองออกว่า มีชายสวมฮู้ดสีดำคนหนึ่งยืนอยู่ริมราวเหล็กข้างแม่น้ำบริเวณตรงหน้าผม แต่ที่ทำให้ผมตกใจคือ เขากำลังปีนขึ้นเหยียบราวเหล็กนั้น ‘เชี่ย! คนจะกระโดดน้ำตายทำไงดีวะ’ ในขณะที่ผมเลิ่กลั่กอยู่ เท้าอีกข้างของชายสวมฮู้ดดำก็ปีนขึ้นราวไปอีก “เฮ้! อย่าคิดสั้นนะ” ผมตะโกนดังลั่นแต่ชายสวมฮู้ดดำก็ไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมามอง วินาทีนั้นทำให้ผมตัดสินใจวิ่งไปคว้าร่างของเขาไว้ ‘อัก!’ ชายสูงโปร่งฮู้ดดำ ใบหน้าปกปิดด้วยแมสก์กับผม ล้มตึงไม่เป็นท่า “โอ๊ย! อัก! อะไรวะ กูไม่มีอะไรให้ขโมยนะเว้ย” “ผมไม่ได้เป็นขโมย” ผมรีบปล่อยมือจากเขาก่อนปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าตัวเอง “แล้วกระชากทำไมวะ” เขาขึ้นเสียงกับผม ให้ตายเถอะไม่น่าหลวมตัวไปช่วยเขาเลย “ก็คุณจะกระโดดน้ำตาย ผมก็ต้องกระชากคุณจากราวเหล็กนั่นดิ” “ผมเนี่ยนะ จะกระโดดน้ำตาย” เขาดึงแมสก์ออก แสงนีออนรายทางกระทบกับเขาจนเผยใบหน้าให้ผมเห็น ‘แม่งหน้าตาก็หล่อดีไม่น่ามาคิดสั้น’ “ใช่ หรือคุณจะปฏิเสธ” ผมเริ่มหงุดหงิดเท้าสะเอวพูด “ก็ต้องปฏิเสธอยู่แล้วดิวะ ก็ไม่ได้จะฆ่าตัวตายซะหน่อย” “เอ้า! ก็เห็นอยู่ว่าคุณปีนราวเหล็กพร้อมโดด” “ปีนแค่จะตะโกนระบายอะไรสักอย่างเองนะเว้ย” “...” คำตอบของเขาตรงหน้าทำผมเงียบสักพัก ก่อนจะถามย้ำอีกครั้ง “จริงเหรอ?” “ก็ใช่นะดิ คุณทำผมกางเกงขาดเลยนะ ให้ตายเถอะ” เขาก้มลงจับระหว่างเป้ากางเกง และมันก็จริงอย่างที่เขาบอก ตอนนี้เป้ากางเกงของเขาขาดไปแล้ว “ละ แล้วผมจะรู้ไหมว่าคุณยืนแบบนั้นไม่ได้จะฆ่าตัวตาย ต่อให้คนเป็นสิบมาเห็นแบบนี้ ร้อยทั้งร้อยก็คิดเหมือนผม” “เหอะ โอเค ๆ ผมก็มีส่วนผิดที่ทำให้คุณเข้าใจผิด” ในขณะที่เราทั้งคู่ต่างเงียบไป ‘จ๊อกกกก’ เสียงท้องร้องของเราสองคนประสานกันจนได้ยินชัด “(- -)” “(- -)” เราสองมองหน้ากันชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน “คุณ พอมีตังค์ให้ยืมสักร้อยไหม” ผมพยักหน้าเบา ๆ แล้วล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบแบงค์ร้อยใบเดียวในตัวให้เขาดู “ทั้งตัวมีแค่ร้อยเดียว” “เอาไงดีผมหิว ผมไม่ได้เอากระเป๋าสตางค์มาด้วยนะดิ ผมเก็บมันไว้ใต้รถ” เขาล้วงกระเป๋ากางเกงตัวเองที่มันโบ๋เบ๋ให้ผมดู “แล้วยังไง?” ผมเลิกคิ้วมอง “ฝั่งตรงข้ามมีมินิมาร์ท บะหมี่กึ่งคนละถ้วยเป็นไง” เขาชี้นิ้วไปยังมินิมาร์ทให้ผมมองตาม “ให้ผมไปซื้อ?” “ก็ตังค์คุณนี่ เดี๋ยวผมคืนตังค์ให้ทีหลัง” เขาหัวเราะเบา ๆ “ผมไม่กล้าจับตังค์คนอื่นหรอก คุณซื้อมานั่งกินด้วยกันตรงนี้ก็ได้ บรรยากาศน่านั่งจะตาย ดูแม่น้ำ ดูท้องฟ้ายามค่ำงี้” ผมเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “ก็ได้ เดี๋ยวผมมา” ผมเดินข้ามถนนใหญ่ไปมินิมาร์ทและมายืนหน้าเชลฟ์บะหมี่ถ้วยที่มีรสชาติให้เลือกมากมายเรียงรายอยู่ จู่ ๆ ผมก็มายืนคิด “นี่ฉันกำลังทำอะไรอยู่วะ” ผมพึมพำเบา ๆ “ซื้อให้คนแปลกหน้าเนี่ยนะ แล้วต้องเลือกรสอะไร ต้มยำหรือหมูสับ เอาเถอะรสต้มยำหมูสับละกัน” หลังจากกดน้ำร้อนและจ่ายเงินเสร็จ ผมก็เดินกลับข้ามมายังฝั่งริมแม่น้ำ เขานั่งบนพื้นหญ้า หันหน้าออกไปมองแม่น้ำด้วยความเหม่อลอย ผมเดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ แล้วยื่นบะหมี่ถ้วยหนึ่งให้ “ผมไม่รู้ว่าคุณชอบรสไหน เลยเอารสต้มยำหมูสับมาหวังว่าคุณจะกินได้นะ” ผมนั่งลงข้าง ๆ เขา ก่อนจะยื่นบะหมี่ถ้วยให้ เขาหันมามองแล้วยิ้มกว้างให้ผม “ได้ ๆ ขอบใจมาก ผมกินได้หมดแหละ ตอนนี้ผมหิวมากไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เที่ยงล่ะ” พอเขารับบะหมี่ถ้วยไป เขาก็กินมันราวกับอดอยากปากแห้ง แทบจะซู้ดบะหมี่ทั้งถ้วย ส่วนผมเองก็ตั้งหน้ากินด้วยเช่นกัน “ว่าแต่ คุณมาทำอะไรแถวนี้” ผมหันไปถามเขา “แค่หงุดหงิดบางเรื่องนิดหน่อย อยากระบายแต่ก็บอกใครไม่ได้ เฮ้อ...เรื่องไร้สาระน่ะ อย่าใส่ใจเลย” เขาพูดเสียงเบา “ถ้ามันไร้สาระจริง ๆ คุณคงไม่รู้สึกแบบนี้หรอก” เขายกยิ้มมุมปาก หันหน้ามาทางผม “แล้วคุณล่ะ ดึกดื่นมาทำอะไรที่นี่ ไม่กลัวเหรอ” เขาหันมาถามผมบ้าง “ผมแค่รู้สึกอึดอัด เซ็ง ๆ นิดหน่อยน่ะ เพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ เดินมาเรื่อย ๆ ไม่รู้จะไปไหน ก็เลยมาโผล่ตรงนี้แหละ” ผมพูดพลางทอดสายตามองไปยังแม่น้ำบ้างเหมือนกัน “หืม ชีวิตไม่ได้ดั่งใจสินะ” เขาหันมาเลิกคิ้วมองผม ผมหัวเราะในลำคอเบาๆ “คล้ายกับคุณเลย” “งั้น” เขาหยิบถ้วยบะหมี่ขึ้นมา “เรามาฉลองให้กับชีวิตที่ไม่ได้ดั่งใจของพวกเราสองคนดีกว่า” “ยังไง?” ผมขมวดคิ้วมองไปทางเขา “ชนถ้วยบะหมี่ไง” เขายกถ้วยมาตรงหน้าผมพร้อมรอยยิ้ม “เอิ่ม...ชนก็ชน” ผมหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะยกถ้วยบะหมี่ชนกับเขา ‘Rrrrrrr’ เสียงมือถือของเขาดังขึ้น และเขาก็รับสายทันที “ว่าไงพี่ซา” (...) “เออรู้แล้ว เดี๋ยวผมกลับแล้วครับ” (...) “พี่ไม่ต้องเร่ง” (...) “ขู่อีกละ ผมจะรีบกลับแค่นี้นะ” เขาวางสายไปก่อนจะทำหน้าไม่สบอารมณ์ “คุณมีธุระด่วนเหรอ?” ผมถาม “โดนเรียกกลับน่ะ คงต้องไปละ ขอบคุณสำหรับมาม่านะ” เขาลุกขึ้น ปัดฝุ่นกางเกงก่อนจะก้มมองหน้าผม “ไว้เจอกันใหม่” เขายกยิ้มมุมปากก่อนจะเดินจากไป ผมมองเขาเดินไปจนลับตา ก่อนจะก้มกินบะหมี่ในถ้วยต่อจนหมด “เฮ้อ...อิ่มจังว่ะ” ผมพึมพำวางถ้วยบะหมี่ พลางแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว แต่แล้วก็ฉุกใจคิดได้ “เดี๋ยวนะ!” “เขายังไม่ได้คืนเงินเลย” “กูโดนละ เข้าเมืองกรุงวันแรก ก็งานเข้าเลย” “แดกมาม่ากูฟรี (- -)”

editor-pick
Dreame - ขวัญใจบรรณาธิการ

bc

ไฟผลาญ

read
1K
bc

ขยับเพื่อนเลื่อนเป็นรัก

read
1K
bc

Light in the Dark เปลี่ยนร้ายให้เป็นรัก

read
1K
bc

ผมรักนายmy bad boy (Mpreg)

read
3.3K
bc

ตราบมนตรา

read
1.1K
bc

ตรวนใจนายหัว

read
1.5K
bc

หนุ่มร้อนรัก

read
2.1K

สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป

download_iosApp Store
google icon
Google Play
Facebook