ข่าวร้าย
หน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เอกรินทร์วิ่งมาถึงในสภาพเหนื่อยจนยืนหอบจนตัวโยน เสื้อผ้ามอมแมม ตามแขนเต็มไปด้วยแผลถลอกและรอยช้ำ เพราะล้มระหว่างทางที่วิ่งมาโรงพยาบาลหลายต่อหลายครั้ง ชายหนุ่มกวาดสายตาไปรอบๆ เพื่อมองหาใครสักคนที่รู้จักอย่างร้อนใจ เมื่อเห็นสุธีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันยืนกระวนกระวายอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ก็รวบรวมแรกอีกเฮือกวิ่งตรงเข้าไปหา
“ไอ้ธี กานต์ละ กานต์เป็นยังไงบ้าง” เอกรินทร์ยิงคำถามใส่เพื่อนสนิทน้ำเสียงขาดๆ หายๆ เพราะความเหนื่อยหอบ “มันเกิดขึ้นได้ยังไง มัน มันไม่มีอะไรหนักหนาใช่ไหม กานต์ไม่เป็นอะไรมากใช่ไหม” ผู้ชายที่ใกล้จะหมดแรงยืนใช้สองมือจับบ่าของเพื่อนสนิทเพื่อประคองตัวเอง ที่กำลังรีบร้อนหายใจเอาอากาศเข้าปอด
“แกไปทำอะไรมา ทำไมสภาพถึงเป็นแบบนี้” หนุ่มผิวขาวท่าทางดูสำอาง ถามหลังจากมองไปตามแขนและใบหน้าของเอกรินทร์ที่เต็มไปด้วยรอยถลอกหลายแห่ง แม้จะเป็นเพียงรอยถลอก และรอยแดงเล็กๆ แต่ความที่ผิวขาวผ่องเพราะได้รับการเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอม รอยช้ำและรอยถลอกแค่นั้นก็มากพอที่จะเห็นได้อย่างเด่นชัด
“ฉันวิ่งมา รถมันติดมาก แล้วตกลงกานต์ แฮกๆ กานต์เป็นยังไงบ้าง” เอกรินทร์เร่งเอาคำตอบ
“อยู่ในห้องผ่าตัด ร่างกายได้รับการกระทบกระเทือนหลายแห่ง โดยเฉพาะที่ศีรษะ แต่ตอนที่มาถึงโรงพยาบาลกานต์ยังรู้สึกตัว เธอยังจะฝืนรอแกก่อนด้วยซ้ำ แต่หมอกลัวว่าถ้าช้าจะยิ่งเป็นอันตราย ฉันขอโทษ ฉันดูแลกานต์ไม่ดีเอง”
สุธีเล่าเหตุการณ์อย่างคร่าวๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แต่ก็ละเอียดมากพอที่จะทำให้ชายที่กำลังเร่งหายใจเพื่อบรรเทาอาการเหนื่อยหอบ เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในใจของสุธีตอนนี้คิดอยู่ว่าถ้าสิริกานต์เป็นอะไรไป เขาจะไม่ให้อภัยตัวเองไปชั่วชีวิต
เมื่อได้ยินว่าอาการของคนรักแย่มาก เหมือนถูกอะไรสักอย่างฟาดเข้าที่หัวอย่างแรง ปราศจากคำพูดใดๆ ร่างของเอกรินทร์ทรุดลงจนหัวเข่ากระแทกกับพื้นอย่างแรง แต่เขากลับไม่รู้สึกเจ็บ เหมือนว่าร่างกายชาไปหมด ราวกับว่าเรี่ยวแรงหายไปจนไม่มีเหลือ ในหัวหมุนคว้าง คิดอะไรไม่ออก
เวลานี้เอกรินทร์รู้สึกเหมือนมีใครมากระชากเอาหัวใจออกไปจากร่าง น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่ตั้งใจเมื่อเริ่มคิดไปว่าสิริกานต์อาจจะไม่รอด กานต์คงจะทรมานมาก ไม่ ไม่ กานต์ต้องไม่เป็นอะไร กานต์ คุณต้องไม่ทิ้งผม คุณต้องไม่ไปจากผม ผมไม่ยอม คำพูดมากมายผุดขึ้นในหัวของเอกรินทร์
“อย่าพึ่งคิดมากนะเพื่อน มันอาจไม่เลวร้ายอย่างที่คิด” สุธีพูดปลอบใจเพื่อน และเพื่อปลอบใจตัวเองด้วย เพราะเมื่อเห็นสภาพของเพื่อนเนื้อตัวมอมแมม ร้องไห้ฟูมฟายน้ำตานองหน้าอย่างไม่อายใคร จนไม่เหลือสภาพของหนุ่มหล่อที่บรรดาสาวไฮโซ ดารา นักร้อง ตลอดจนนางแบบทั้งหลายหมายปอง ก็ยิ่งรู้สึกผิด
สุธีเองก็เช่นกันที่อยากจะร้องไห้ แม้น้ำตาพร้อมจะไหลออกมาทุกเมื่อ แต่ต้องพยายามข่มน้ำตาเอาไว้เพราะไม่อยากให้เอกรินทร์รู้สึกแย่เพิ่มมากขึ้น ชายหนุ่มกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ในใจยังคงรู้สึกผิดที่ไม่สามารถดูแลสิริกานต์เอาไว้ได้ ตลอดเวลายังคงสรรหาคำมาต่อว่าตัวเองอยู่ในใจ
ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วคนที่ต้องบอกว่าเจ็บปวดมากที่สุดน่าจะเป็นสุธี เพราะภาพที่เห็นร่างของสิริกานต์กระแทกกับพื้นถนนก่อนที่ร่างจะลอยคว้างขึ้นไปในอากาศยังติดตาเขาอยู่จนถึงเดี๋ยวนี้
“ตาธี กานต์เป็นยังไงมั่งลูก” คุณหญิงวลัยลักษณ์ที่นั่งรถตามมาถึงทีหลังถามด้วยความเป็นห่วง และก็ต้องตกใจเมื่อเห็นสภาพของเอกรินทร์ “ตายแล้ว! ตาเอก ไปทำอะไรมาเนื้อตัวถึงตัวฟกช้ำดำเขียวไปหมด ไปให้หมอทำแผลก่อนนะ” พูดพลางจับตามเนื้อตัวเอกรินทร์สำรวจไปพลางด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
“ฉันก็คิดเหมือนคุณหญิงแม่นะ นายไปทำแผลก่อนดีกว่า คงอีกนานกว่ากานต์จะผ่าตัดเสร็จ”
“ไม่ ฉันจะรอกานต์ตรงนี้ ฉันจะไม่ไปไหน กานต์ กานต์เค้า” ชายหนุ่มน้ำเสียงสะอื้น น้ำตายังคงไหลไม่ขาดระยะ เพราะเป็นห่วงสิริกานต์คนรัก สภาพที่แย่มากๆ ของเอกรินทร์ตอนนี้ ยิ่งทำให้สุธีรู้สึกผิดเพิ่มขึ้นเป็นทบเท่าทวีคูณ
คุณหญิงมองเอกรินทร์แล้วน้ำตาคลอ สวดภาวนาในใจว่าขออย่าให้สิริกานต์เป็นอะไรมาก แค่มาประสบอุบัติเหตุในวันนี้ก็แย่มาพอแล้ว นี่ถ้าถึงกับต้องเสียชีวิต ก็เท่ากับว่าแทนที่เอกรินทร์จะบินกลับมาเพื่อฉลองวันเกิด แต่จะกลายเป็นบินกลับมาเพื่อรับรู้วาระสุดท้ายของคนรัก คุณหญิงคิดแล้วก็ใจหาย ยิ่งรู้สึกสงสารเอกรินทร์มากขึ้นไปอีก
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ที่สนามบินสุวรรณภูมิ หญิงสาวผมยาวใบหน้าสวยหวานในชุดเดรสสีขาว ที่ชายกระโปรงมีลวดลายดอกไม้สีชมพูประดับพอสวยงาม ความสวยของเธอทำให้หนุ่มๆ ในสนามบินทั้งน้อยใหญ่ที่เดินผ่านต่างก็หันมองด้วยความสนใจๆ และอยากทำความรู้จัก
ผิดกับหญิงสาวที่ไม่สนใจใครเลย เพราะเอาแต่ชะเง้อมองไปทางช่องผู้โดยสารขาเข้าเหมือนว่ากำลังรอคอยการมาของใครสักคน
“ใจเย็นๆ ก็ได้กานต์ คงอีกร่วมครึ่งชั่วโมงได้กว่าเจ้าเอกจะออกมา ไม่ต้องรีบชะเง้อจนคอยาวตั้งแต่ตอนนี้หรอกเดี๋ยวจะเมื่อยไปเสียก่อน” หนุ่มลูกครึ่งจีนหน้าตาอินเทรนด์ ยืนแซวอยู่ข้างๆ
แต่หญิงสาวก็ไม่สนใจคำแซวของเพื่อน ยังคงชะเง้อต่อเพราะเกือบสามเดือนแล้วที่เธอไม่เจอคนรัก แถมวันนี้ยังเป็นวันเกิดของเขาอีกด้วย
“ว่าแต่ธีเถอะ เตรียมของขวัญให้คุณเอกหรือยัง กานต์เห็นเอาแต่ทำงาน นี่ถ้าลืมละก็ โดนคุณเอกเล่นงานจะหาว่ากานต์ไม่เตือนไม่ได้นะ” หญิงสาวทวงของขวัญจากเพื่อนสนิทให้คนรัก เพราะที่เอกรินทร์บินกลับมาวันนี้ก็เพื่อฉลองวันเกิดของตนเองกับเธอ และคนในครอบครัว
“ไม่ต้องห่วงหรอก เจ้าตัวโทรมาทวงตั้งแต่อาทิตย์ก่อน แถมกำหนดมาเสร็จสรรพว่าอยากได้อะไร ว่าแต่ถ้าผมยังไม่ได้เตรียมของขวัญขึ้นมาจริงๆ กานต์มาเตือนตอนนี้จะได้ประโยชน์อะไรไหมล่ะ”
“แล้วนี่พี่นีเตรียมงานไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ กานต์จะอยู่ช่วยเตรียมเรื่องเซอร์ไพรส์ พี่นีก็ไล่ให้มารับคุณเอก”
“กานต์มารับน่ะถูกแล้ว ขืนไม่มาคนที่จะเซอร์ไพรส์คงเป็นเจ้าเอกมากกว่า แล้วก็ไม่ต้องห่วงเมื่อกี้พี่นีเพิ่งจะโทรมาบอกว่าเรียบร้อยหมดแล้ว ขาดก็แต่พระเอกของงานนี้เท่านั้น” หนุ่มสำอางปั้นยิ้มส่งให้หญิงสาวเมื่อพูดจบ
“อาจเป็น เพราะเรา ....”
เสียงเพลงโทรศัพท์ของสิริกานต์แจ้งว่ามีสายเข้า เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างช้าๆ แต่เมื่อเห็นชื่อนักสืบที่หน้าจอสมาร์ตโฟนเธอรีบกดรับอย่างร้อนใจ “ค่ะ! คุณนักสืบ นี่กานต์เองค่ะ มีอะไรคะ”