บทที่๑...แค่สบตาก็ถูกใจ (๑)
บทที่๑...แค่สบตาก็ถูกใจ
รองเท้าหนังขัดจนเงาก้าวไปตามทางเดินซึ่งเป็นทางไปสู่โรงแรมหรูประจำจังหวัด นครเฟื่องรัตน์ที่สร้างมาหลายสิบปีเป็นกิจการตกทอดจากรุ่นทวดมาสู่รุ่นเหลน ถึงจะมีโรงแรมมากมายผุดเป็นดอกเห็ดก็ไม่อาจสู้กับความเก่าแก่ของสถานที่แห่งนี้ได้ ภายนอกไม่ได้ดูเก่าสักนิดกลับให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้ามาในนครอันสวยงามของยุคสมัยก่อน
ด้านหน้าของโรงแรมถูกออกแบบให้มีความเป็นไทยไม่ว่าจะหลังคาทรงปั้นหยาหรือภาพเก่าที่ติดตามฝาผนังเพื่อต้อนรับแขกโดยเฉพาะ ถัดมาเป็นส่วนล็อบบี้ที่ลูกค้าสามารถนั่งพักได้ มีบริการเครื่องดื่มฟรีตั้งแต่เดินเข้ามา บรรยากาศไม่ได้มืดครึ้มแม้เฟอร์นิเจอร์ส่วนมากเป็นไม้ เพราะผนังเน้นโทนสีสว่างเป็นหลัก กลิ่นหอมมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าบ้านผีสิงอย่างที่หลายคนนำไปพูดต่อกัน
นอกจากโรงแรมยังมีห้างสรรพสินค้าที่เป็นอีกหนึ่งกิจการที่สร้างมาได้เกือบห้าสิบปี ยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่องแม้ว่าจะมีห้างใหญ่มาเปิดฝั่งตรงข้ามก็ตาม ห้างเฟื่องรัตน์ยังเป็นที่พูดถึงเสมอและคนนึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อมาเยือนที่จังหวัดแห่งนี้ นามสกุลเฟื่องรัตน์ภักดีที่แสนโด่งดังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการผลักดันสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายต่อหลายคน
สนับสนุนผู้ลงสมัครเลือกตั้งจนช่วงหนึ่งมีคนเข้าออกบ้านไม่ขาดสาย โดยหัวเรือหลักคือคุณอวัช เฟื่องรัตน์ภักดีที่รับช่วงต่อจากบิดาผู้ล่วงลับ แล้วตอนนี้ก็กำลังจะส่งต่องานทั้งหมดให้บุตรชายคนโตของตัวเองที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรีในสาขาวิชาบริหารจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของเมืองผู้ดี
ธนนท์ปภพ เฟื่องรัตน์ภักดี ผู้มีดวงตาเฉี่ยวคมแฝงความดุดันเอาไว้จนไม่ค่อยมีใครกล้าจะสบตาเท่าไหร่ เขาเติบโตกว่าวัยพอสมควร เริ่มเข้ามาศึกษางานตั้งแต่มัธยมศึกษาตอนต้นเสียด้วยซ้ำ จบมัธยมศึกษาตอนปลายก็บินไปเรียนต่อต่างประเทศทันที กลับมาช่วงวันหยุดเพื่อเรียนรู้งาน ซึ่งตอนนี้เรียนจบแล้วจึงได้เข้ามาทำงานเต็มตัว
เขาได้รับมอบหมายให้ดูแลโรงแรมที่ตอนนี้กำลังเฟื่องฟู มีนักท่องเที่ยวเข้ามาพักไม่ขาดสาย บางวันห้องพักก็เต็มแม้จะไม่ได้อยู่ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวก็ตาม ห้องอาหารก็มีคนนอกเข้ามารับประทานถึงไม่ได้เข้าพักก็ตามเพราะที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารอร่อย ต้องยกความดีความชอบให้มารดาที่ไปสรรหาพ่อครัวจนได้คนที่ทำให้ห้องอาหารกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง ถือว่าสร้างรายได้และชื่อเสียงให้โรงแรมอีกทางหนึ่ง
“สวัสดีครับคุณหนึ่ง” ชายวัยกลางคนที่สวมชุดพนักงานต้อนรับเดินเข้ามาไหว้เขาอย่างนอบน้อมพร้อมเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยความเคารพ ทำให้ร่างสูงต้องรีบรับไหว้แล้วบอกอย่างรวดเร็ว ยังไม่ชินกับการถูกคนอายุมากกว่ายกมือไหว้สักที
“ไม่ต้องไหว้ก็ได้ครับ ผมเพิ่งเรียนจบเอง อาทำงานนานกว่าผมซะอีก” ถึงหน้าตาจะคมดุจนพนักงานที่เดินผ่านนึกกลัว แต่เขาก็ยังมีความนอบน้อมมากกว่าที่คิดเอาไว้
“ได้ยังไงล่ะครับ คุณหนึ่งเป็นเจ้านาย...” คนอายุมากกว่ายังไม่ยอม
เพราะชายตรงหน้าเป็นถึงลูกชายเจ้าของโรงแรมที่อีกไม่นานต้องได้ขึ้นนั่งตำแหน่งประธานบริหาร ควบคุมกิจการทุกอย่างของเฟื่องรัตน์ภักดีอย่างแน่นอน ขนาดเพิ่งเรียนจบไม่นานยังมีออร่าของผู้นำ เชื่อว่าอีกสี่ถึงห้าปีเขาจะสามารถควบคุมกิจการทั้งหมดได้โดยไม่มีใครกังขาอย่างแน่นอน
พนักงานเดินผ่านต่างยกมือไหว้เขาทั้งนั้นถึงชายหนุ่มจะอายุน้อยกว่าก็ตาม เขาเพิ่งไปเดินตรวจตราที่ห้างสรรพสินค้าเสร็จจึงได้มาโรงแรม คิดจะขึ้นไปข้างบนเพื่อตรวจเอกสารสักหน่อยก่อนคิดจะกลับบ้านพร้อมมารดา แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้คงไม่จำเป็นจะต้องขึ้นห้องทำงานเพราะสายตาเหลือบไปเห็นท่านกำลังคุยกับคนสนิทอยู่ตรงมุมบันไดขึ้นไปยังห้องจัดเลี้ยงพอดี
“เอาไว้ผมทำงานสักสิบปีค่อยไหว้ก็ได้ครับ” เขาหันมาสบตากับคู่สนทนาแล้วยิ้มเล็กน้อยให้อีกฝ่าย
“ครับ” เดินแยกออกมาขณะที่ค้อมศีรษะให้แก่คนอายุมากกว่า มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยยามก้าวเท้าเข้าไปใกล้มารดาผู้ตัวเล็กเพียงอก
ขณะที่เขาเติบโตขึ้นก็ดูเหมือนว่าท่านจะเด็กลงสวนกับอายุจริง คุณมาลาตี เฟื่องรัตน์ภักดีผู้ที่เลี้ยงดูลูกทั้งสี่ด้วยความรักไม่ต่างหาก แต่เพราะลูกสามคนเป็นผู้ชายทำให้มีบางอย่างที่ไม่เข้าใจคำสอนของแม่บ้าง กระนั้นก็ไม่เป็นปัญหาทุกคนพร้อมเชื่อฟังท่าน จะมีคนดื้อหน่อยก็คือน้องชายคนสุดท้ายอย่างมนัสกร เฟื่องรัตน์ภักดี ส่วนลูกรักของแม่ก็คือติณณภพ เฟื่องรัตน์ภักดีที่ชอบทำอาหารเข้าครัวกับท่านเสมอ
เสียดายที่น้องชายสองคนไปเรียนมหาวิทยาลัยทั้งคู่ คนที่สองไปเรียนไกลถึงต่างประเทศ ส่วนคนที่สามอยู่เมืองหลวงไม่ค่อยกลับบ้านเท่าไหร่ จึงเหลือเพียงลูกชายคนเดียวอย่างเขาที่อยู่กับพ่อแม่
ยังมีน้องสาวคนเล็กที่ตอนนี้ไปอยู่กับคุณยายไกลถึงเชียงใหม่ หทัยวาริน เฟื่องรัตน์ภักดีเด็กจอมแก่นที่กลายเป็นสาวน้อยเรียบร้อยอยู่ในโอวาทเพราะคุณยายถูกคุณยายจับมาอบรมจนสลัดคราบความซนไปจนหมดสิ้น
“เป็นยังไงบ้าง ทำงานวันแรกเหนื่อยหรือเปล่าล่ะเรา” เดินมาหยุดยืนข้างท่านทำให้คุณมาลาตีต้องหันมองลูกคนโตที่ไม่รู้ว่าเติบโตมากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ท่านพยักหน้าให้ผู้ช่วยเพื่อจะได้จัดการตามที่ตกลงกันไว้
งานโรงแรมเหมือนจะลงตัวแล้วแต่ก็ยังมีปัญหายิบย่อย ซึ่งบิดาของเขาดูแลเป็นหลักแต่เพราะช่วงนี้ท่านกำลังมุ่งหน้ากับธุรกิจใหม่คือสวนสนุกและสวนน้ำจึงปล่อยให้ลูกชายจัดการโรงแรมและห้างสรรพสินค้า โดยมีคนเป็นแม่คอยช่วยเหลือเพราะผ่านงานมาก่อนแล้ว
“เหนื่อยอะไรกันครับ งานแค่นี้ผมทำได้สบายอยู่แล้ว อีกอย่างคุณพ่อก็สอนงานผมตั้งแต่ผมอายุสิบห้าแล้วนะครับ” สองมือล้วงกระเป๋าพลางยิ้มเนือย ความจริงก็เหนื่อยกับงานเอกสารพอสมควร อีกอย่างก็เพิ่งกลับมาถึงไทยไม่นานยังไม่ค่อยได้พักผ่อนก็ต้องมาลุยงาน
เมื่อวานเพื่อนเพิ่งเลี้ยงต้อนรับยังไม่ค่อยสร่างเมายังต้องตื่นมาทำงาน ถึงเขาอยากพักแต่ก็เลือกมาทำงานตามความรับผิดชอบของตัวเอง ยังดีที่มีคนสนิทคอยให้ความช่วยเหลือ เจตน์ วิเศษการณ์เป็นคนที่ทำงานกับเขามาหลายปี อีกฝ่ายอายุมากกว่าตนเกือบสิบปีแต่เลือกจะเชื่อฟังคำสั่งของหนุ่มรุ่นน้องที่มีสถานะเป็นเจ้านายของตัวเอง
“เห็นลูกมีความสุขแม่ก็ดีใจ...” ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงเอื้อมไปลูบกลุ่มผมสั้น แต่ตอนนี้ลูกชายสูงเกินไปจนขี้เกียจเขย่งปลายเท้าเพื่อลูบผม จึงมองด้วยสายตาชื่นชมแทน
“หนึ่ง แม่ไม่ได้บังคับเรื่องงานใช่ไหม หนึ่งมีความฝันหรืออยากทำอย่างอื่นหรือเปล่า” เห็นร่องรอยความเหนื่อยในดวงตาคมจึงได้ถาม ตั้งแต่เด็กจนโตเหมือนว่าลูกชายคนโตจะเก็บความรู้สึกเอาไว้มิดชิด ไม่บอกถึงความต้องการนอกจากทำตามคำสั่งของบิดาอย่างเดียว
เห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ จึงใช้โอกาสนี้ถามอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ เขาได้ยินอย่างนั้นก็ส่ายหน้าแล้วแต้มยิ้มที่มุมปาก
“ไม่ครับ ผมเต็มใจ”
ท่านได้ยินอย่างนั้นก็ค่อยโล่งใจกับคำตอบ จากนั้นจึงสบโอกาสชวนลูกชายเข้าไปในงานเลี้ยงของคนรู้จัก ควงแขนหนาพร้อมบังคับให้อีกฝ่ายเดินขึ้นบันไดไปยังห้องรับรองชั้นสองที่มีขนาดค่อนข้างต่างกันตามเรทราคา มีการจองใช้ห้องตลอดทั้งเดือนแทบไม่ได้ว่างเว้น
“คุณแม่จะไปไหนเหรอครับ” ถึงจะเดินตามแล้วยื่นแขนให้ท่านควงแต่ก็ไม่วายเอ่ยถาม ทราบดีว่าจุดหมายน่าจะเป็นห้องจัดเลี้ยงแต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดคุณมาลาตีจะต้องพาเขาไปด้วย สิ่งที่ชายหนุ่มอยากทำตอนนี้คือขึ้นไปห้องทำงานแล้วตรวจเอกสารก่อนกลับไปนอนมากกว่า
เขาเกือบจะยืนไม่ไหวอยู่แล้ว...
ไม่น่าดื่มเยอะเลย...