“พี่โปรด…เราต้องแยกกันสักพักแล้วนะ”
“หมายความว่าไง?”
ในขณะที่พี่โปรดทำอาหารเช้าให้เราอยู่ เชก็พูดเรื่องสำคัญขึ้นมา หลังเขาเพิ่งนึกได้ว่าต้องบอกเรื่องนี้กับอีกคน แต่ไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยจบประโยคดี พี่โปรดก็ถามกลับมาทันควัน อีกฝ่ายไม่ถามเปล่าแต่ยังทิ้งตะหลิวที่กำลังผัดข้าวลงด้วย นั่นทำให้คนที่กำลังนั่งกินซีเรียลเล่นระหว่างรออาหารเช้า ถึงกับหลุดหัวเราะ เพราะไม่คิดว่าพี่โปรดจะมีปฏิกิริยาแรงขนาดนี้
“หัวเราะอะไรอะเช? พี่ไม่ขำนะ แยกกันสักพักของเช มันหมายความว่าไง” พี่โปรดหยุดทำอาหาร แล้วหันมาถามเชอย่างจริงจัง ดูทั้งตกใจและงุนงงในเวลาเดียวกัน
“พี่โปรดอย่าทำหน้าเครียดสิ เชก็แค่จะบอกว่าเชจะกลับบ้าน” เชรีบเฉลย ก่อนทุกอย่างจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ริมฝีปากของเขายังคงคลี่ยิ้มอยู่อย่างนั้น เพราะยังนึกขันกับท่าทีของพี่โปรด
“กลับบ้าน? กลับไปหาพ่อแม่น่ะเหรอ”
“อืม กลับไปหาพ่อแม่”
“พี่ก็นึกว่าเรื่องอะไร เมื่อกี้เราแกล้งพี่?”
“แกล้งอะไรกัน….เชยังไม่ทันได้พูดจบประโยคเลยอะ พี่โปรดก็ตีโพยตีพายไปก่อนแล้ว ทำไม? ใจเสียเลยล่ะสิ”
“โอ้โห ก็ดูเราพูด ใครจะไม่ใจเสียบ้าง” พี่โปรดพูดพร้อมถอนหายใจออกมา อีกฝ่ายส่ายหน้าให้เชอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปทำอาหารเช้าให้เราต่อ หลังข้าวที่กำลังผัดใกล้จะไหม้เต็มที
“แล้วนี่กลับนานแค่ไหน”
“ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ แต่น่าจะหลายวันอยู่ เพราะเชตั้งใจว่าจะไปเที่ยวบ้านเกิดไอ้ซันด้วย พี่โปรดไปด้วยกันไหม” เชเอ่ยชวน
เพราะปิดเทอมนี้ที่บ้านเชก็ไม่ได้มีแพลนว่าไปเที่ยวไหน กลับไปบ้าน เชก็คงใช้ชีวิตไม่ต่างจากตอนอยู่ที่หอ เขาจึงตัดสินใจไปเที่ยวบ้านเพื่อนดีกว่า เพราะฟังจากที่ไอ้ซันโทรมาโม้ก็น่าจะสนุกอยู่ไม่น้อย
“พี่โปรดไปเที่ยวบ้านไอ้ซันกัน น่าสนุก”
“พี่จะไปได้ไง ติดฝึกงาน” พี่โปรดว่า
“น่าเสียดายจัง…”
“ไว้พี่ฝึกงานเสร็จตอนไหน เดี๋ยวเราไปเที่ยวกัน”
“พี่โปรดสัญญาแล้วนะ”
“เออ เชจิ้มรอประเทศเลย อยากไปประเทศไหนก็ดู ๆ ไว้แล้วกัน”
“พี่โปรดจะพาไปเที่ยวต่างประเทศเลยเหรอ รวยว่ะ”
“บ้านขายทอง ก็พอตัวอะนะ” ไม่มีการถ่อมตัวอะไรทั้งนั้น…เมื่อว่าจบพี่โปรดยืดอก ยืนหลังตรงอย่างภูมิใจ เท่านั้นไม่พอ อีกฝ่ายยังทำท่าเล่นหูเล่นตาใส่เชด้วย พอเขาเห็นแล้วก็อดหมั่นไส้ไม่ได้ ไม่รู้พี่โปรดจะลีลาเยอะไปไหน
“หมั่นไส้”
“ก็มาฟัดพี่ดิ ลงโทษพี่ดิ ไม่ได้ห้าม” พี่โปรดไม่ว่าเปล่า แต่ยังทำแก้มป่องแล้วเอียงหน้ามาทางเช หมายจะให้เขาลงโทษเจ้าตัว ทว่าเชกลับไม่ยอมเดินตามเกมนั้น เขารีบส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมเร่งเร้าให้คนขี้โม้รีบทำอาหารได้แล้ว ก่อนที่เชจะหิวจัดแล้วเปลี่ยนมากินคนทำอาหารแทน
“ได้ยินแบบนี้ พี่อยากโยนกระทะข้าวผัดทิ้งเลยอะ จะได้โดนเชกิน” พี่โปรดพูดพร้อมระบายยิ้มออกมา อีกฝ่ายหันมาสบตากับเชด้วยสายตาที่แพรวพราว ไม่ต่างจากตอนชวนคุยเรื่องถุงยางในครั้งนั้น
อีกสิ่งหนึ่งที่เชได้เรียนรู้จากการอยู่ร่วมกับพี่โปรดมาหลายสัปดาห์ คืออีกฝ่ายมักจะทำสายตาแพรวพราวแบบนี้ ทุกครั้งที่เรากำลังพูดเรื่องทะลึ่งหรือเรื่องสองแง่สองง่ามกันและเชก็จะต้องรีบเบรก ก่อนที่เขาถูกพี่โปรดแกล้งหนักกว่าเดิม
“พี่ไม่ทำแล้ว มา! เชมากินพี่”
“พี่โปรด อย่าจังไร รีบทำอาหารเดี๋ยวนี้ อย่ามาล้อเล่นกับคนหิว”
“โอ้โห เดี๋ยวนี้มันด่าเป็นว่ะ”
ในวันเสาร์ อาทิตย์จะเป็นช่วงที่เราได้ใช้เวลาร่วมกันมากที่สุด เราจะขลุกตัวอยู่ด้วยกันทั้งวัน พี่โปรดไม่ได้ออกไปฝึกงานในช่วงวันหยุด ส่วนเชก็ไม่ได้ไปไหนอยู่แล้ว เพราะกำลังอยู่ในช่วงปิดเทอม เราจึงอยู่กันแต่ในห้อง ดูหนัง ทำอาหาร อ่านหนังสือไปเรื่อยเปื่อย
“เช….เราลองกะวันคร่าว ๆ ให้พี่หน่อยดิ จะกลับมาตอนไหน พี่จะได้วางแพลนถูก เผื่อมีเวลาว่างไปไหนด้วยกัน” พี่โปรดเอ่ยขึ้น ขณะที่เรากำลังนอนอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นกันคนละเล่ม
“จะให้เชกะวันคร่าว ๆ เหรอ อืม….อาจจะสองอาทิตย์มั้งครับ นับจากวันพรุ่งนี้ แล้วนี่เชไปนอนบ้านสองสามวันก็จะแวะไปต่างจังหวัดต่อเลยนะ คงไม่ได้แวะมาหออีก”
“อ้าว…ถ้าแบบนั้น พี่คิดถึงเชแย่ดิ” พี่โปรดว่า อีกฝ่ายวางหนังสือการ์ตูนลงแล้วขยับเข้ามาใกล้เช พี่โปรดซุกหน้าฝังลงกับกลุ่มผมที่เชเพิ่งสระไปหมาด ๆ แล้วพูดเสียงอู้อี้อย่างสุดจะอ้อน
“ไม่ได้เจอหน้ากันหลายวัน พี่คิดถึงเราแน่ ๆ” พี่โปรดพูดเสียงอ่อนพร้อมตวัดแขนมากอดเชไว้อย่างหลวม ๆ ถึงจะดูงอแง แต่ก็ไม่ได้เรียกร้องให้กลับมาเร็วกว่านั้น ฝั่งเชพอเจอพี่โปรดในโหมดอ้อนเข้าหน่อย เขาก็ถึงกับหลุดยิ้มออกมา ทั้งเอ็นดูและขำไปพร้อม ๆ กัน
“ห่างกันซะบ้าง ตัวติดกันทุกวันพี่โปรดไม่เบื่อเชหรือไง” เชถาม
“ไม่เบื่อ”
“เชก็เหมือนกัน”
พอมีเหตุการณ์ที่เราต้องห่างกันบ้าง เชถึงตระหนักได้ว่าก่อนหน้านี้เขากับพี่โปรด…เราตัวติดกันมากเกินไป
คืนแรกของการกลับมานอนที่บ้าน เชประสบปัญหากับการนอนไม่หลับ เขาไม่สามารถข่มตาหลับได้ บ้านที่เคยอยู่มาตั้งแต่เกิด ห้องนอนที่เคยเป็นดั่งสวรรค์ของเขา ตอนนี้กลับไม่ได้ตอบโจทย์อย่างที่ควรจะเป็น
หลายครั้งที่เชถอนหายใจออกมาอย่างไร้เหตุผล ในหัวของเขาเอาแต่คิดว่าถ้าเอาพี่โปรดมานอนด้วยได้ก็คงดี เพราะอย่างน้อย ๆ คืนนี้เชก็จะได้นอนอยู่ในอ้อมกอดของพี่โปรดจนกว่าเขาจะหลับ…
[ที่นั่นเป็นไงบ้าง]
“พี่โปรดพูดเหมือนเชย้ายมาอยู่ต่างประเทศเลยอะ ก็อยู่ในประเทศเดียวกันปะวะ แค่อยู่คนละจังหวัด”
[เดี๋ยวนี้กวนเก่งนะ]
“ฮ่า ๆ โอเค ๆ ตอนนี้บ้านไอ้ซันกำลังสั่นอะ สั่นจริง ๆ นะพี่โปรด”
[ทำไมล่ะ?]
“ก็คืนนี้ในจังหวัดเขาจัดประกวดกองเชียร์กัน แล้วตอนนี้เขากำลังวอร์มพวกเครื่องเสียงกันอยู่อะ ถ้าพี่โปรดไม่เชื่อ ก็ลองฟังเสียงดู”
[…..]
“ได้ยินเสียงดนตรีปะ เนี่ย…หัวใจเชกำลังเต้นตามจังหวะเพลงเลย”
[เสียงดังจริงด้วยว่ะ เรารักษาหูตัวเองด้วยนะ อันไหนเซฟตัวเองได้ก็ทำ]
“ครับ ว่าแต่ตอนนี้พี่โปรดกินข้าวยัง”
[ยังเลย พี่ว่าจะไปกินเคเอฟซีกับเพื่อน อยากกินโดนัทกุ้งพอดี เชล่ะกินข้าวยัง?]
“กำลังจะลงกินครับ แต่อยากคุยกับพี่โปรดก่อน มื้อนี้แม่ซันทำแกงเห็ดเผาะด้วยนะ ทำหม้อใหญ่เลย พี่โปรดเคยกินไหม เห็ดเผาะ หน้าตาเหมือนหินแต่กินได้อะ”
[ไม่เคยกิน แต่เคยได้ยินชื่ออยู่นะ]
“พี่โปรดพลาดล่ะ เพราะมันอร่อยมาก”
[งั้นก็ซื้อเอามาฝากพี่ดิ]
“กำลังคิดอยู่เลย ถ้าเชไม่ลืมก่อนนะ เพราะนี่ก็อยากซื้อไปฝากพ่อแม่ด้วยเหมือนกัน” เชว่า
[เฮ้อ….คิดถึงเชว่ะ เราไม่ได้เจอกันแค่อาทิตย์เดียวเอง แต่ทำไมพี่รู้สึกว่ามันนานจังวะ] จู่ ๆ พี่โปรดก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมา ถึงแม้เราจะไม่ได้คุยแบบเปิดกล้องกัน แต่เชก็พอเดาได้ว่าตอนนี้พี่โปรดคงกำลังกำลังทำหน้าหงอยอยู่แน่ ๆ
“คิดถึงเหมือนกัน” เชพูดเสียงแผ่ว เขารู้สึกอย่างที่พูดจริง ๆ
[พี่ก็เพิ่งรู้ว่าเราสองคนตัวติดกันขนาดนี้ สองวันแรกที่เชไม่อยู่ พี่ต้องกลับไปนอนคอนโด พี่เกือบตายนะรู้ไหม มองอะไรก็นึกถึงหน้าเชตลอดเลย…คิดถึงกลิ่นเรา อยากนอนกอดอีก]
“พี่โปรดเว่อร์อะ” เชว่า ถึงปากจะบอกไปอย่างนั้น แต่ก็อดยิ้มไม่ได้ แต่ก่อนเคยเขินพี่โปรดยังไง แต่ตอนนี้เชก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่
[จริง ๆ นะ….บางครั้งพี่ก็ยังถามตัวเองเลยว่าติดเชหนักขนาดนี้ ตั้งแต่ตอนไหน]
“….เดี๋ยวเชจะรีบกลับ ช่วงนี้พี่โปรดก็นอนกอดหมอนข้างไปก่อน โอเคไหม?” เชให้สัญญากับคนปลายสาย
[อือ เชเที่ยวให้สนุกเถอะ ดูแลตัวเองให้ดี ๆ พี่รอได้ แต่รีบหน่อยก็ดี]
“ฮ่า ๆ โอเคครับ เดี๋ยวเชจะลงไปกินข้าวแล้วนะ ลงไปช้าเดี๋ยวเสียมารยาท”
[ครับ แล้วเจอกัน]
นี่นับว่าเป็นครั้งที่สองแล้วที่เชได้มาบ้านเพื่อน มันห่างจากครั้งแรกประมาณหนึ่งปีและครั้งนั้นเชกับซันก็แค่แวะมานอนค้างเฉย ๆ เพราะยโสธรเป็นทางผ่านไปอีกจังหวัดพอดี
ยโสธรบ้านเกิดของไอ้ซัน เป็นจังหวัดเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ในแถบภาคอีสาน ช่วงที่เชมาอากาศของที่นี่มักเย็นเล็กน้อยในช่วงเช้าตรู่ เวลาที่เขาตื่นนอนแล้วเดินออกไปรับลมที่ริมระเบียงก็มักจะเห็นหมอกบาง ๆ ปกคลุมไปทั่ว
กิจวัตรของเชตอนอยู่ที่นี่ไม่ค่อยต่างจากตอนอยู่บ้านเขาเท่าไรนัก เพราะเชมักจะตื่นก่อนเพื่อน เขาจึงรับหน้าที่ออกไปจ่ายตลาดเป็นเพื่อนแม่ไอ้ซันเสมอ เชชอบเดินตลาดตอนเช้า เพราะเขาจะได้รู้ว่าคนที่นี่นิยมบริโภคอะไรกันบ้าง
“วันนี้แม่ซื้ออะไรกลับมาบ้างวะ” ไอ้ซันเอ่ยถามเช เมื่อเขาเพิ่งกลับมาจากตลาด
“กูเห็นเขาแวะซื้อไก่ย่างน้ำปลามาให้มึงอยู่ ไม่ต้องห่วง”
“โอเค”
พอไอ้ซันรู้ว่าตัวเองได้สิ่งที่ต้องการแล้ว มันก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรต่อ ปล่อยให้เชนำพวกของสดที่เพิ่งซื้อมาจากตลาดเอาไปแช่ตู้เย็นแต่โดยดี
บ้านของไอ้ซันมีสมาชิกทั้งหมดสี่คน มีพ่อ แม่ ตัวไอ้ซันเองและน้องชายชื่อซายน์ที่กำลังอยู่ในช่วงวัยกำลังโต เชเคยเจอหน้าซายน์มาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อตอนที่เขามาบ้านเพื่อนครั้งแรก ตอนเจอกันเสียงซายน์ยังไม่ทันได้แตกหนุ่มเลย แต่มาคราวนี้นอกจากเสียงจะแตกหนุ่มแล้ว ส่วนสูงของน้องชายเพื่อนก็นำหน้าเชไปหลายเซนฯ
“น้องตื่นยัง” เชถามเพื่อน เมื่อเขานึกขึ้นได้ว่าเช้าวันนี้ ยังไม่ทันได้เห็นหน้าซายน์เลย
“ยัง เมื่อคืนมันอยู่ดึก ปล่อยให้มันนอนไปก่อน อาหารใกล้เสร็จค่อยเรียกมันลงมากิน”
“อ๋อ ตามใจ” เชพยักหน้ารับ เพราะได้มีโอกาสมานอนค้างบ้านเพื่อนหลายคืน เชจึงได้สังเกตเห็นว่านอกจากไอ้ซันจะเป็นเพื่อนที่ดีแล้ว ในบทบาทของพี่ชาย มันก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน
ซายน์อายุน้อยกว่าพวกเขาประมาณสองปี หากจำไม่ผิดตอนนี้อีกฝ่ายน่าจะอยู่ชั้นม.หกเตรียมจะสอบเข้ามหา’ลัยแล้ว
ถึงเราจะเพิ่งมาอยู่ด้วยกันแค่ไม่กี่วัน แต่เชก็สัมผัสได้ว่าพี่น้องคู่นี้มีบางอย่างที่คล้ายกันมาก ๆ ภายนอกอาจดูเป็นคนแข็งกระด้างกันทั้งคู่ ชอบรังแกกันให้แม่ดูจนเป็นนิสัย เหมือนจะตีกันตลอดเวลา แต่ก็ดูรักใคร่กันดี ทั้งสองไม่ยอมแสดงความรักของตัวเองออกมาตรง ๆ แต่กลับแสดงออกโดยการหาเรื่องเถียงกันแทน
ไอ้ซันอาจไม่ได้ดูแล ประคบประหงมน้องชายออกนอกหน้านอกตา แต่ก็มีหลายครั้งที่เชสังเกตเห็นว่าเพื่อนของเขาก็คอยแอบสปอยล์ซายน์อยู่ห่าง ๆ
หลังจากช่วยคุณน้านำข้าวของบางส่วนที่เพิ่งไปจ่ายตลาดมาเข้าตู้เย็นเสร็จ เชก็เดินเข้าครัวไปช่วยคุณน้าเตรียมอาหารเช้าต่อ ถึงเขาจะทำอาหารไม่เก่ง แต่ก็ยังอยากเป็นลูกมือ ช่วยหยิบนั่นจับนี่อยู่ดี
ตั้งแต่มานี่พ่อแม่ไอ้ซันเลี้ยงดูเชดีมาก ประหนึ่งเป็นลูกชายคนที่สามของบ้าน คุณน้ามักจะเตรียมโอวัลตินร้อนและปาท่องโก๋ไว้รอเพวกเขาตั้งแต่เช้ามืด พอเชตื่นขึ้นหลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ เขาและแม่เพื่อนก็จะออกไปจ่ายตลาดด้วยกัน หลังกลับมาจากข้างนอก แม่ไอ้ซันก็จะมาเตรียมอาหารเช้าให้ลูกและสามีต่อ
การได้มาเที่ยวบ้านเพื่อนครั้งนี้ เชรู้สึกเลยว่าเขากินบ่อยมาก กินเกือบตลอดเวลา ปากไม่ค่อยจะว่าง เพราะอาหารที่นี่ดูน่าอร่อยไปเสียหมด จนเขาเริ่มกังวลว่ากว่าจะกลับกรุงเทพ น้ำหนักคงขึ้นไปหลายกิโล
“พี่เช เดี๋ยวซานย์จะออกไปร้านสะดวกซื้อ จะเอาไรเปล่า” ซายน์เอ่ยถาม หลังจากที่เพิ่งเรากินข้าวเช้ากันเสร็จ ซึ่งวันนี้แม่เพื่อนได้ทำข้าวต้มหมูสูตรพิเศษให้กิน
“อืม….ไม่เอาไรหรอก ขอบใจนะ” เชทำท่าคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะปฏิเสธน้องชายเพื่อนไป
เมื่อกินข้าวเช้ากันเสร็จ เชก็พาตัวเองมานั่งรับลมเล่นที่ริมระเบียงบ้านต่อ ซึ่งตอนนี้ระเบียงบ้านเพื่อนก็กลายเป็นสถานที่โปรดของเขาเสียไปแล้ว ใจจริงเชอยากจะทักแช็ตไปหาพี่โปรด แต่พอตระหนักได้ว่าเวลานี้อีกฝ่ายคงกำลังฝึกงานอยู่ เชจึงเปลี่ยนแผนทำอย่างอื่นแทน เพราะไม่อยากจะไปรบกวนคนทางนั้น
“เช...วันนี้ตอนเย็น ๆ ญาติจะมารวมตัวกันที่บ้านกู คนเยอะหน่อยนะมึง เขาไม่ได้มาค้างคืนกันหรอก แค่มากินข้าวกันเฉย ๆ” ขณะที่เชกำลังนั่งเล่นอยู่นั้น ไอ้ซันก็เดินเข้ามาหา มันนั่งลงข้างกันพร้อมแจ้งข่าวว่าวันนี้มีอะไรบ้าง
“อือ สบายมาก” เชพยักหน้ารับ แล้วเอ่ยถามต่อ “ว่าแต่ว่างานบุญบั้งไฟเนี่ย เขาจัดกี่วันวะ?”
“ถ้าหลัก ๆ ในเมืองก็แค่สามวันอหละ วันแรกก็คือเมื่อคืนที่มีเวที ประกวดกองเชียร์เสียงดัง ๆ กันอะ วันที่สองคือวันนี้ วันนี้จะเป็นพวกขบวนแห่ มีนางรำ มีนางป้าย เดี๋ยวสักพักตอนบ่ายเราค่อยเดินไปดูก็ได้ ส่วนวันสุดท้ายคือวันจุดบั้งไฟอะ แต่กูคงไม่ได้พาไปนะ แดดมันร้อนแต่ถ้ามึงอยากไปถ่ายรูป เดี๋ยวกูให้น้องพาไป”
“อ๋อ โอเค….แต่เมื่อคืนเขาเปิดเพลงเสียงดังจริงนะมึง กูกำลังคุยกับพี่โปรดอยู่ เขาถึงขั้นออกปากให้กูดูแลหูตัวเองอะ” เชพูดพร้อมหัวเราะ
เมื่อคืนเขานึกว่าตัวเองจะนอนไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ความเพลียก็ทำให้ผล็อยหลับไปอยู่ดี นั่นถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะถ้าเมื่อคืนนี้เชนอนไม่หลับ จากที่เพลียอยู่แล้วคงได้เพลียมากกว่าเดิม
“ไม่ใช่แค่มึงหรอกที่รู้สึกว่ามันเสียงดัง เพราะกูก็นอนไม่ได้เหมือนกัน แต่พอคิดว่ามันไม่ได้จัดแบบนี้ทุกวันอะ เลยยอม ๆ ไป จะไปโวยวายใส่เขาก็ใช่เรื่อง”
“นั่นสิเนอะ จ้างเครื่องเสียงมาขนาดนี้คงแพงน่าดู”
“ก็หลายหมื่นอยู่แหละ แล้วนี่มึงอยากไปไหนไหม มาเที่ยวบ้านกูทั้งที เดี๋ยวพาแว้นเอง” ไอ้ซันเอ่ยถามพร้อมยักคิ้วใส่เชหนึ่งหน
“มึงแว้น กูต้องเป็นสก็อยใช่ปะ”
“เออ อยากเป็นไรก็เป็นเถอะ”
“เค ๆ แต่ตอนนี้กูยังคิดไรไม่ออกอะ เดี๋ยวถ้าอยากไปไหน ไว้จะบอกแล้วกันนะเจ้าถิ่น”
“ได้ ๆ แล้ววันนี้มึงนอนกลางวันสักงีบก็ได้นะ จะออกไปดูขบวนแห่ตอนไหน เดี๋ยวกูไปปลุกเอง”
“ได้เลยเพื่อน”
การมาเที่ยวบ้านไอ้ซันคือการพักผ่อนที่แท้จริง เพราะเกือบตลอดทั้งวัน ถ้าเชไม่กินข้าว เขาก็จะนอน ถ้าไม่นอนเขาก็ออกไปเที่ยว วันนี้ก็เช่นกัน...เนื่องจากอากาศที่กำลังดี เชนอนเล่นเกมในโทรศัพท์ได้แป๊บเดียว เขาก็เผลอหลับไปอีกระลอก รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่น้องซายน์มาปลุกเขา ชวนไปดูขบวนแห่ด้วยกัน
“อย่าลืมใส่หมวกนะพี่เช ข้างนอกแดดมันร้อน” ซายน์กำชับ หลังเรากำลังเดินออกจากบ้านด้วยกัน
“พี่ไม่ได้เอาหมวกมาว่ะ”
“งั้นยืมของซายน์ก่อนก็ได้ รอก่อนนะ” น้องไอ้ซันว่า ก่อนจะวิ่งกลับเข้าไปในบ้าน เพื่อไปหยิบหมวกมาให้เช
“ขอบคุณมากนะ” เขาเอ่ยขอบคุณน้องชายเพื่อน หลังอีกฝ่ายยื่นหมวกมาให้
คนมายืนดูขบวนแห่บั้งไฟเยอะกว่าที่เชคิดไว้อยู่มากโข แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะปัญหาที่แท้จริงของเชในตอนนี้คือสภาพอากาศต่างหาก…
บ้านไอ้ซันจัดว่าอยู่ในทำเลที่ดี พวกเขาไม่ต้องนั่งรถเพื่อไปดูขบวนแห่ที่ว่าให้เหนื่อยเล่น เพียงแค่เดินออกไปหน้าปากซอยก็จะเจอถนนเส้นหลักที่ใช้เดินขบวนแห่แล้ว
ตอนแรกเชก็ว่าวันนี้อากาศดี ท้องฟ้าแจ่มใส แต่ไม่รู้ทำไมพอบ่ายคล้อยมา ท้องฟ้ากลับเริ่มแปรปรวน เดี๋ยวก็ร้อนเดี๋ยวก็ฝนตกจนเขาก็เริ่มกลัวว่าหากอยู่ข้างนอกนานกว่านี้ตัวเองจะป่วยเอา
“ทำไมแก้มพี่เชแดง” ซายน์ที่ยืนดูขบวนแห่อยู่ข้าง ๆ กัน กระซิบข้างหู
“แกก็ดูแดดดิ จะไม่ให้แก้มพี่แดงได้ไง” เชพูดพร้อมหัวเราะออกมาเบา ๆ
“อ้าว…เวลาโดนแดด แก้มพี่เชจะแดงเหรอ”
“ใช่ เป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว”
“ซายน์เพิ่งเคยเห็นคนโดนแดดแล้วแก้มแดง”
“…..”
“น่ารัก”
“หืม? ใครเขาใช้คำนี้ชมผู้ชายกัน” เชเอ่ยพร้อมขมวดคิ้ว แต่ยังไม่ทันที่ซายน์จะได้อธิบายอะไร ไอ้ซันก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน ดูเหมือนเจ้าถิ่นจะเป็นคนแรกที่ไม่ไหวกับสภาพอากาศแบบนี้
“กลับกันเถอะมึง กูว่ากูไม่ไหวว่ะ” ไอ้ซันว่าพร้อมส่ายหน้า ยอมแพ้ให้กับสภาพอากาศ “หรือมึงอยากจะดูต่อ ให้ไอ้ซายน์อยู่เป็นเพื่อนได้นะ แต่กูจะเข้าบ้านละ”
“งั้นเราเข้าบ้านพร้อมกันก็ได้ กูถ่ายรูปเก็บไว้เยอะแล้วล่ะ”