บทนำ
เสียงแตรศึกดังสนั่นกึกก้องทั่วท้องฟ้าสีคราม และเกาะลอยฟ้าท่ามกลางหมู่เมฆสีขาว เหล่านักรบผู้มีปีกสีขาวต่างสยายปีกออกกว้างพุ่งเข้าต้อนรับขับสู้กับเหล่าอสูรกายที่ร่างกายนั้นปกคลุมด้วยเมือกเหลวสีดำซึ่งปกคลุมปกป้องร่างจริงภายใต้เมือกนั้นจากศัสตราวุธศักดิ์สิทธิ์
เหล่านักรบซึ่งก็คือ ทหารเทพต่างเข้าสู้รบปรบมือกับพวกอสูรกายด้วยความเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกำลังรบของทั้งสองฝ่าย ศึกสงครามนี้เกิดขึ้นจากความไม่พอใจของกลุ่มทวยเทพดั่งเดิมซึ่งถูกริบรอนอำนาจ
พวกมันได้กระทำในสิ่งที่ไม่น่าให้อภัย เปิดประตูนำพาอริร้ายผู้เป็นศัตรูของเหล่าเทพเจ้า และทุกภพมิติที่มีสรรพชีวิตอาศัยอยู่ ใช่…พวกมันทั้งหลายต่างทรยศ และเข้าร่วมกับศัตรู แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด พวกมันทรยศต่อความเชื่อใจของพวกพ้องตัวเอง และผู้คนที่ศรัทธาในพวกมัน…
“ทุกคน! ประจัญบานนน!!!!”
‘‘‘‘‘เฮ! เฮ! เฮ! เฮ! เฮ! เฮ! เฮ! เฮ! เฮ! เฮ! เฮ! เฮ!’’’’’
เหล่าผู้ที่มีความกล้าหาญ และจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งยึดมั่นในความถูกต้อง และความเที่ยงธรรมอันนำมาซึ่งความเปลี่ยนอันยิ่งใหญ่ ‘วีรชน(Heroes)’ ทั้งหลายพุ่งกระโจนเข้าไปยังใจกลางของความสับสนอลหม่านอย่างไร้ซึ่งความลังเล
ศัสตราวุธซึ่งแตกต่าง เช่นเดียวกับชุดเกราะเต็มรูป พวกเขา และเธอทุกคนล้วนแล้วมาจากโลกที่แตกต่างกันไปนับหมื่น แสน ล้านซึ่งกระจายอยู่ทั่วทั้งห้วงมิติจักรวาล แต่พวกเขาทั้งหลายล้วนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนที่เหมือนกัน
นั่นคือ ‘ความกล้าที่จะเสียสละ’ พวกเขา และเธอทั้งหลายคือ ‘ผู้เสียสละ’ เพื่อช่วยเหลือทุกสรรพสิ่งให้รอดพ้นจากการถึงจุดแตกดับสลาย พวกเขา และเธอทั้งหลาย เป็นตัวตนอันสูงส่ง และเป็นตัวแปรสำคัญที่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งสามารถทำให้กระแสสงครามสามารถเปลี่ยนทิศทางได้ทันที…
เสียงกู่ร้องซึ่งเต็มเปรียบไปด้วยความกล้าหาญ เสียงคมอาวุธที่ปราศจากความลังเล พวกเขา และเธอทั้งหลายต่างถูกเรียกว่า ‘ผู้กล้า(Hero)’ ผู้ซึ่งยืนอยู่แนวหน้าสุด ณ ขอบเหวที่คั่นกลางระหว่างจุดจบ และจุดเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่
มหาสงครามนี้ ได้ถูกตัดสินแล้วว่าใครเป็นผู้ชนะ แต่ทว่าจุดประสงค์ของพวกมันทั้งหลายไม่ใช่การกวาดล้างทวยเทพ และเหล่าวีรชนทั่วทั้งมิติห้วงสวรรค์แห่งนี้ แต่เป็นเพียงคนเดียวผู้ริเริ่มระบบสภาสูงสวรรค์ และระบบ 'พระเจ้าสูงสุด'
อันมีแต่ผู้ที่ถูกเลือกจากเหล่าเทพเจ้าทุกองค์เท่านั้นที่ดำรงตำแหน่งนี้ได้ โดยอิงจากเสียงข้างมาก ซึ่งนั่นทำให้เหล่าเทพเจ้าดั้งเดิมสูญเสียอำนาจที่เคยมีมาเกือบทั้งหมด---ณ โถงใหญ่ในวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นสถานที่ประชุมสภาทวยเทพ
เหล่าวีรชนทั้งหลายที่บุกมาถึงที่นี่ เพื่อช่วยองค์มหาเทวีผู้ดำรงตำแหน่งพระเจ้าสูงสุดองค์แรก แต่ทว่าเมื่อพวกเขาทั้งหลายผลักประตูบานใหญ่เข้าไปในโถงประชุม เหล่าวีรชนทั้งหลาย และเทพภักดีต่างพากันทรุดลงคุกเข่าต่อภาพที่พวกเขาได้
ศัสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ต่างตกเกลื่อนเต็มโถงวิหาร ศัสตราวุธศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้คือ ของเหล่าวีรชนทั้งหลายทั้งเขา และเธอ ที่ต่างรบจนตัวตายเพื่อปกป้องเพียงผู้เดียว ร่องรอยแห่งการต่อสู้นั้นมีให้เห็นอย่างชัดเจนไม่ว่าจะที่ผนัง หรือพื้นห้อง
และที่ด้านในสุดของโถงวิหารนั้น มีบุรุษผู้หนึ่งทรุดกอดร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งมีใบหน้างดงามผมยาวสีบลอนด์ทอง ผิวกายสีขาวนวลซึ่งในเวลานี้ซีดเผือก และค่อยๆ มลายแตกสลายกลายสภาพเป็นรองแสงสีทองอย่างช้าๆ
บุรุษผู้โอบกอดร่างของอิสตรีอยู่นั้น ทำได้แต่เพียงหลั่งน้ำตาอันมากล้นไปด้วยความเจ็บปวด สิ้นหวัง โกรธแค้นต่อทั้งโชคชะตากรรม และต่อตนเอง ซึ่งไม่สามารถปกป้องอิสตรีผู้เป็นที่รักไว้ได้---แม้พวกเขาทั้งหลายจะมีชัยเหนือเทพเจ้าผู้ทรยศ
และเหล่าอริร้ายทั้งปวง แต่ทว่าภายใต้ชัยชนะนั้น ความสูญเสียต่อฝ่ายตนนั้น ใหญ่หลวงเกินกว่าจะเรียกว่า ‘ชนะ’ ได้ และนั่นทำให้บุรุษผู้ได้รับขนานนามว่า 'นายเหนือหัวแห่งวีรชน(Lord Of Heroes)' เปลี่ยนไปตลอดกาล…
~ปัจจุบัน~
เวลาล่วงเลยมากว่าหลายหมื่น แสน และล้านปี นับตั้งแต่มหาสงครามในวันแห่งการสูญเสียนั้น สรวงสวรรค์ก็ยังคงอยู่อย่างสงบสุขเช่นเดียวกับเหล่าวีรชน และทวยเทพที่ยังคงดำรงซึ่งระบบสภาทวยเทพเอาไว้ นี่คือ ยุคสมัยใหม่ที่ปราศจากทวยเทพที่กระหายในอำนาจ
และหนึ่งในเกาะลอยฟ้านับพันที่บนนั้นมีทุ่งดอกไม้นานาพรรณซึ่งผลิบานสีสันสวยสดงดงามราวกับอยู่บนสวรรค์อย่างไงอย่างนั้น แต่ว่าท่ามกลางทุ่งดอกไม้งดงามนี้ เป็นสถานที่ตั้งอันเป็นที่พักอันสงบสุขของเหล่าผู้เสียสละ
บุรุษผู้มีเส้นผมสีดำทมิฬ และนัตย์ตาสีน้ำเงินคมเข้มก้าวเดินไปบนพื้นซึ่งถูกปูด้วยหินอ่อน ท่ามกลางสองฝั่งทางนั้นมีเหล่าศัสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าวีรชนผู้ล่วงลับปักอยู่แผ่นป้ายจารึกนามของพวกเขา และเธอเหล่านั้น…
หากครั้งที่ยังเป็นมนุษย์เมื่อสิ้นชีพก็จะเหลือร่างไว้ให้ทำพิธีเพื่อสดุดีแด่ความกล้าหาญอันเสียสละเพื่อส่วนรวม แต่ยามเมื่อกลายเป็นวิญญาณ หรือจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์นั้น ด้วยศัสตราวุธของศัตรูนั้นสามารถทำลายให้ดวงวิญญาณนั้นมลายแหลกสลายได้
นั่นทำให้เหล่าวีรชนทั้งเขา และเธอทั้งหลายเมื่อถึงคราสิ้นชีพด้วยน้ำมือของอริร้ายผู้นำของเหล่าอสูรกายกลืนกินห้วงมิตินั้น จิตวิญญาณ และจิตแห่งศัสตราวุธศักดิ์สิทธิ์จึงแหลกสลายไปด้วย เพราะจิตวิญญาณทั้งสองต่างเชื่อมถึงกัน…
และนั่นไม่ได้จำกัดแค่เหล่าวีรชน แต่ยังรวมถึงเหล่าทวยเทพอีกด้วย หากพวกเขา และเธอเพียงแค่ถูกสังหารด้วยน้ำมือของพวกเดียวกันเองอย่างมากก็แค่รอเวลาฟื้นฟูกลับมาอีกครั้ง นั่นทำให้เธอผู้นั้นถึงจากไปตลอดกาลอย่างไม่อาจหวนคืนกลับมา…
ฝีเท้านั้นหยุดลงหน้ารูปปั้นเทพีสาวนางหนึ่ง บุรุษยื่นมือข้างหนึ่งออกไปโดยที่อีกข้างประคองช่อดอกไม้สีขาวเอาไว้ มือซึ่งถูกปกปิดด้วยถุงมือหนังสีดำนั้นลูบปัดทำความสะอาดแผ่นจารึกนาม และคำกล่าวลาต่อเทพีสาวเอาไว้
‘พระองค์เปรียบเสมือนแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิดในยามค่ำคืนไร้หมู่ดาวค้ำฟ้า
ยามที่พระองค์นั้นได้จากไป นั่นทำให้หมู่เราทั้งหลายไร้ซึ่งแสงแห่งการชี้นำทาง
แต่ทว่าคำกล่าวของพระองค์นั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในหัวใจของหมู่เราทุกคน
พวกเราทั้งหลาย จักขอสืบต่อปณิธาน อันแรงกล้าตราบชั่วนิจนิรันดร์
แด่องค์มหาเทวีผู้ยิ่งใหญ่ ‘มาร์รูเซีย’ ผู้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง’
“พระองค์เจ้า วันนี้ก็ยังคงเป็นวันอันสงบสุขเช่นนะขอรับ…”
บุรุษนั้นกล่าวออกไปด้วยถ้อยคำสุภาพ และให้เกียรติเทพีสาวผู้ล่วงลับอย่างสูงสุดอย่างหาใครเทียบมิได้ ช่อดอกไม้ถูกวางลงตรงหน้าของแท่นจารึก พร้อมกับสายลมหอบใหญ่ที่พัดเอากลีบดอกไม้ในทุ่งเข้ามายังพื้นที่อันเปรียบเสมือนสุสานไร้ร่างนี้…
“…พระองค์เจ้าโรเอล การย่างกายเข้ามาก่อกวนผู้อื่นระหว่างกำลังอาลัยอาวรณ์ถือเป็นการไร้มารยาทอย่างนะขอรับ”
แม้คำกล่าวนั้นจะสุภาพ แต่นัตย์ตาสีน้ำเงินคมเข้มนั้นค่อนข้างจะไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด คำกล่าวของบุรุษผมสีดำทำเอาผู้มาใหม่นั้นต้องยกมือขึ้นราวกับจะขออภัย นัตย์ตาสีฟ้าสดใส และเส้นผมสีเงินสลับขาวชายหนุ่มผู้มาใหม่นั้นมีตำแหน่ง และศักดิ์ที่สูงได้รับการยอมรับจากเทพเจ้าทุกพระองค์
“เย็นไว้…เราไม่ใช่ศัตรูของเจ้านะ เซอซิล”ชายผู้ถูกเรียกว่า ‘พระองค์เจ้าโรเอล’ กล่าวพร้อมกับค่อยๆ เอามือลงช้าๆ…
“กระหม่อมรู้ขอรับ แต่พระองค์ได้ย่างกรายเข้ามารบกวนเวลาของกระหม่อม…”
“เราต้องขออภัยสำหรับเรื่องนั้น…แต่หากว่าไม่ใช่เพราะวิญญาณของเจ้ากำลังแหลกสลายจนถึงจุดวิกฤตเราคงไม่บุกรุกอุจอาจแบบนี้หรอก”คำพูดที่พระผู้เป็นเจ้าองค์ปัจจุบันกล่าวนั้นทำให้บุรุษผู้ที่เรียกว่า ‘เซอซิล’ แปลกใจเล็กน้อย…
“ผู้ใดรู้ถึงเรื่องนี้บ้างขอรับ?”ในน้ำเสียงที่ถามคำถามออกไปนั้น ไม่สามารถจะบ่งบอกความรู้สึกของฝ่ายผู้ถามได้เลยแม้แต่เพียงเล็กน้อย
“มีแค่เราสหาย…”
“…ถ้าเช่นนั้น พระองค์รู้แล้วจะทำอะไรรึขอรับ?”คำถามนั้นทำให้พระผู้เป็นเจ้าได้แต่ถอนหายใจ
“ก่อนจะตอบคำถามนั้น เจ้าคิดว่าเราจะทำอะไรล่ะ~?”
“ปล่อยให้กระหม่อมได้แหลกสลายไปทั้งกาย และวิญญาณจนมิเหลือแม้แต่เศษเสี้ยวให้กลับมาได้อีกน่ะขอรับ”คำตอบของวีรชนหนุ่ม(?) ทำเอาผู้เป็นพระเจ้าสูงสุดองค์ปัจจุบันได้แต่เอามือลูบหน้า
“ให้ตอบใหม่อีกที…”โรเอลนั้นทำใจเย็นสู้ให้โอกาสอีกฝ่ายตอบใหม่อีกครั้ง
“ปล่อยให้วิญญาณของกระหม่อม ถึงคราแหลกสลายหวนคืนสู่ความเปล่าอย่างสมบูรณ์ และมิอาจเข้าสู่วัฏจักรเวียนว่ายตายเกิดอีกเลย…”และคำตอบของเจ้าวีรชนหนุ่มที่ตอบกลับมาเป็นหนที่สอง ก็ทำเอาพระผู้เป็นเจ้าสูงสุดยกมือขึ้นขยี้เส้นผมสีเงินของตัวเองจนยุ่ง…
“ถามจริงเถอะ เจ้าคิดว่าเราจะปล่อยให้เจ้าฆ่าตัวตายเรอะ?”
“กระหม่อมมิได้ฆ่าตัวตาย แค่ถึงครากระหม่อมแล้วตามอายุขัยวิญญาณ”ทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อถึงเวลาก็ต้องจากไป ยกเว้นแต่เพียงเทพเจ้าที่อยู่ยงเกือบคงกระพันเท่านั้น
“อายุขัยบ้าอะไรล่ะ เจ้าเล่นไม่กินไม่ดื่ม อยู่มาได้จนถึงยุคสมัยนี้ก็เก่งแล้ว…”โรเอลก้าวเข้าพร้อมวางมือลงบนไหล่ทั้งสองข้างของวีรชนหนุ่ม
“สหาย! เจ้าต้องก้าวต่อไป! เราจะไม่บอกให้เจ้าลืมหญิงสาวผู้เป็นที่รัก! แต่เจ้าต้องก้าวต่อไป! เพื่อมีชีวิตอยู่ในส่วนของผู้ล่วงลับ!!!”โรเอลกล่าวพร้อมเขย่าร่างของวีรชนหนุ่ม
“ข้าแต่ฝ่าพระองค์เจ้า…หัวใจกระหม่อมนั้น มิอาจก้าวต่อไปไหวอีกแล้ว”วีรชนหนุ่มนำมือของผู้เป็นพระเจ้าสูงสุดออก พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเศร้าโศกหม่นหมองของผู้ที่ตรอมใจ และไม่ต้องการมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
“วันนี้เมื่อหลายชั่วกาลก่อน…กระหม่อมได้สูญเสียสตรีผู้เป็นที่รัก ผู้เป็นภรรยา และแม่ของลูกไป”โรเอลถึงกับชะงักวูบเมื่อได้ยินบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน
“เจ้าว่า แม่ของลูกงั้นรึ…?”
“มันเป็นช่วงยุคสมัยแห่งความวุ่นวาย…พวกเราสองคนจึงมีความเห็นว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร เพราะหากมีคนรู้ อนาคตคงมิเป็นแบบทุกวันนี้”การก่อตั้งระบบสภาทวยเทพอาจล้มเหลว พวกเทพเจ้าผู้ทรยศคงเป็นผงาดขึ้นมาเป็นใหญ่แทนเป็นแน่…
“เจ้าจะบอกว่าพระนางตั้งครรภ์…ด้วยรึ”คำตอบของคำถามมีเพียงการพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร
“งั้นรึ เป็นเรื่องที่หนักหนาจริงๆ…”สูญเสียทั้งสตรีผู้เป็นที่รัก และลูกที่ยังไม่ได้ลืมตาขึ้นมาดูโลกที่พ่อแม่ได้ร่วมมือกันสร้างขึ้น…โรเอลได้แต่หลับตาลงเพื่อสะกดอารมณ์ของตัวเองเอาไว้
“เราไม่อาจบอกได้…ว่า เข้าใจความรู้สึกของเจ้า แต่ไม่ว่ายังไงเราก็ไม่อาจปล่อยให้เจ้าตายได้อย่างเด็ดขาด”แม้จะเป็นเรื่องยากที่จะก้าวต่อไป หลังจากต้องพบกับเรื่องเลวร้ายขนาดนี้มา…แต่ในฐานะพระเจ้าสูงสุด และเพื่อน คงไม่อาจปล่อยให้คนตรงหน้าตายได้อย่างเด็ดขาด
“ยังไง…พระองค์ก็ไม่ยอมปล่อยให้กระหม่อมพักสินะขอรับ?”วีรชนหนุ่มเอ่ยถามพร้อมใช้นัตย์ตาสีน้ำเงินคมเข้มจับจ้องไปยังนัตย์ตาสีฟ้าสดใสของพระผู้เป็นเจ้าสูงสุดองค์ปัจจุบัน
“ถ้าหากการพักของเจ้าคือ ความตาย…ใช่ ไม่ว่ายังไงเราก็จะหยุดเจ้า”
เมื่อสายตาของทั้งวีรชนหนุ่ม และผู้เป็นพระเจ้าผสานกัน เกิดสายลมหอบใหญ่พัดกระจายออกรอบตัวของพวกเขา พร้อมกับเกิดบรรยากาศอันหนักอึ้งขึ้นมาระหว่างทั้งสองฝ่าย มันเป็นบรรยากาศอันน่าอึดอัด กลืนไม่เข้า…คายไม่ออก
ก่อนศัสตราวุธจากปรากฏขึ้นมือขวาของทั้งสองฝ่าย และผู้ที่บุกเข้าไปก่อนคือ ฝ่ายวีรชนหนุ่มซึ่งใช้ดาบมือเดียวเล่มยาวซึ่งปกคลุมด้วยออร่าสีดำรัตติกาล และมีสายฟ้าสีอเมทิตส์แล่นผ่าน ดาบนั้นตวัดฟันเข้าใส่บุรุษผู้เป็นพระเจ้าสูงสุดอย่างไร้ซึ่งความลังเล
พระเจ้าหนุ่มยกดาบมือเดียวเล่มยาวซึ่งปกคลุมด้วยออร่าสีขาวสว่างเจิดจ้า และมีกระแสอัสนีบาทสีเงินแล่นผ่านปกคลุมใบดาบ เช่นเดียวกันกับวีรชนหนุ่มดาบนั้นถูกตวัดออกไปเพื่อรับการโจมตีอันไร้ความลังเลนั้นอย่างเต็มกำลัง…
จนเกิดระบิดเสียงดังกัมปนาท และสายลมหอบใหญ่กรรโชกอันแรงเสียจนเหล่าศัสตราวุธที่เปรียบป้ายหลุมศพนั้นสั่นไหว ทั้งสองฝ่ายต่างถอยห่างเว้นระยะออกจากกัน ก่อนจะพุ่งเข้าปะทะกันอีกครั้งด้วยการเคลื่อนไหวที่ไม่มีใครมองตามได้ทัน
ดาบของทั้งสองต่างปะทะกันอย่างรุนแรง และหลายสิบกระบวนดาบในเวลาเพียงแค่หนึ่งลมหายใจ การโจมตีนั้นเล็งวนไปตามเข็มนาฬิกาตั้งแต่หัวไหล่ไล่ลงไปยังข้อต่อข้อศอกสู่มือจนวันไปอีกข้าง และแทงเข้าที่ลำตัว…
ทั้งสองฝ่ายต่างผลัดกันสู้ต่างผลัดกันรับอย่างสูสี ทุกครั้งที่ปะดาบกัน โรเอลก็ซึมซับอารมณ์ความรู้สึกที่วีรชนหนุ่มตรงหน้าเก็บไว้เข้ามา ความรู้สึกนั้นมีทั้งความโศกเศร้า ความเจ็บปวดรวดร้าว และความโกรธเกรี้ยว…ต่อตัวเอง
เช่นเดียวกันกับฝ่ายเซอซิล ทุกครั้งที่คมดาบของเขาปะทะเข้ากับคมดาบของพระผู้เป็นเจ้าสูงสุดองค์ปัจจุบัน เขาก็รับรู้ได้ถึงเจตนาอันบริสุทธิ์ใจของคนตรงหน้า ซึ่งมันทำให้เขานั้นรู้สึกขอบคุณจากใจ แต่ไม่ว่ายังไงเขาไม่อาจยอมได้…
นั่นทำให้พวกเขาทั้งสองคน ทั้งวีรชนหนุ่ม และองค์พระผู้เป็นเจ้าสูงสุดต่างรู้ว่า การดวลกันด้วยกระบวนดาบมิอาจตัดสินเรื่องราวในครั้งนี้ นั่นทำให้พวกเขาตัดสินใจ ตัดสินทุกอย่างในการโจมตีเพียงครั้งเดียวที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้
ทั้งสองฝ่ายทิ้งระยะห่างจากกันอีกครั้ง พร้อมกับชูดในมือขวาของตัวขึ้น ดาบในมือของพระเจ้าสูงสุดเกิดระอองแสงสว่างจำนวนมากขึ้นรอบตัว และไปรวมที่ใบดาบ เช่นเดียวกับฝ่ายวีรชนหนุ่มซึ่งเป็นระอองแสงสีดำทมึน
เมื่อถึงจุดหนึ่ง สายตาของสองบรรจบกันอีกครั้ง ต่างฝ่ายต่างพุ่งเข้าหากันพร้อมกับแทงดับในมือขวาของตนออกไป เมื่อปลายดาบทั้งสองปะทะกัน จึงเกิดระเบิดอย่างรุนแรงสายฟ้าที่เคยพาดผ่านมลายสลายทิ้งไว้ก็แต่เพียงเสียงระเบิดกัมปนาท
ท่ามกลางฝุ่นซี่งตลบอบอ่วนเหลือแค่เพียงผู้ที่ยืนอยู่ นั่นคือ บุรุษผู้เป็นถึงพระเจ้าสูงสุดองค์ปัจจุบัน นั่น ณ ตอนนี้ผู้ชนะการด่วนได้ถูกตัดสินแล้วผู้ชนะการตรวจได้ถูกตัดสินแล้ว---กลับสู่ความเป็นจริง ต่างฝ่ายตาหลับตาลง และลืมตาขึ้นอีกครั้งเพื่อรับรู้ถึงผลลัพธ์
“ดูเหมือน…กระผมจะแพ้แล้ว”วีรชนหนุ่มเอ่ยขณะที่บนใบหน้านั้นอาบไปด้วยเหงื่อ
“ยอมรับความพ่ายแพ้ง่ายเกินคาดแฮะ…”นึกว่าจะดื้อดึงกว่านี้ซะอีก
“เมื่อแพ้ ก็ต้องยอมรับว่า แพ้”หากดึงดัน หรือดื้อดึงต่อ มันมีแต่จะทำให้สูญเสียซึ่งเกียรติ และศักดิ์ศรี อีกอย่างนึง…แพ้แล้วไม่ยอมรับตัวว่าแพ้ มันก็เป็นได้แค่คนน่าสมเพช
“แปลว่าเจ้าจะทำตามผู้ชนะสินะ~?”
“ด้วยเกียรติ และความภาคภูมิใจในฐานะวีรชน กระผมนั้นเคารพในกฎแห่งการประลอง”วีรชนหนุ่มกล่าวพร้อมนำมือขวาไปแนบที่อกซ้าย และก้มศีรษะลง
“แต่กระหม่อมไม่อาจสวามิภักดิ์ถวายความภักดีแก่พระองค์ได้…ผู้เดียวที่กระหม่อมน้อมถวายความภักดีให้ มีเพียง ‘องค์มหาเทวีมาร์รูเซีย’ เท่านั้น”เซอซิลกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พร้อมเงยหน้าขึ้น
“เราก็ไม่ได้ต้องการให้เจ้าถวายความภักดีให้อยู่แล้ว…เราแค่ต้องการให้เจ้าก้าวต่อไป เลิกคิดที่จะตายจากสู่ความเปล่าเสีย!”นั่นแหละคือ วัตถุประสงค์หลัก เพราะทางนี้เองก็มีกองสิบสองวีรชนซึ่งเป็นผู้ตั้งบังคับบัญชาโดยตรงอยู่แล้ว
“หากนั้นคือ บัญชาของผู้ชนะ กระหม่อมก็ขอรับเอาไว้”แม้จะรู้สึกเสียอย่างสุดซึ้งที่มิอาจกลับสู่ความว่างเปล่าได้ก็ตาม…
“ใจเย็นก่อน เราจะให้เจ้าลงไปเกิดใหม่ด้วย”พอได้ยินแบบนั้น ดวงตาของฝ่ายวีรชนหนุ่มเบิกกว้างก่อนจะกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว…
“เพื่อ…?”เซอซิลถึงกับเลิกสุภาพ และถามเหตุผลอย่างห้วนๆ ไปเลย
“ถามได้ วิญญาณเจ้ามันมืดมนโทรมอย่างกับศพ เราก็ให้เจ้าไปเกิดใหม่จะได้ฟื้นฟูสภาพจิตใจกับวิญญาณยังไงเล่า!”อ่อนแอลงขนาดที่แพ้กันในการต่อสู้ภายในจิตใจ ขืนปล่อยมีหวังโดนลูกหลงพวกบ้าพลังตายก่อนแหง…
“วิญญาณมืดมนอย่างกับศพ…?”มันคือ วิญญาณแบบไหน อยู่มาเป็นพันล้านปีเพิ่งเคยได้ยินก็ครั้งนี้แหละ เซอซิลเจ้าตัวไม่ได้สนใจถึงเหตุผลของฝ่ายพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย…
“ก็ใช่น่ะสิ เพราะงั้นเจ้าจงลงไปเกิดใหม่เพื่อฟื้นฟูเยียวยาหัวใจตัวเองซะ…จะได้เลิกเป็นศพ”
“จำเป็นต้องเกิดใหม่ด้วยรึ…”เอาคนอายุมากกว่าโลกบางใบไปเกิดใหม่เป็นทารกน้อยเนี่ยนะ
“จำเป็น เพราะวิญญาณเจ้ามันล่อแล่เต็มแก่แล้วยังไงล่ะ อีกอย่าง…หัวใจอันบอบช้ำสุดแสนตรอมใจของเจ้าจะได้รับการเยียวยาจากอ้อมอกมารดาด้วยยังไงล่ะ~!”
“อ้อมอกมารดา…ไม่ได้ กระหม่อมจะนอกใจรูเซียไม่ได้”แม้เธอผู้นั้นจะล่วงลับไปก่อน แต่ตัวเขาจะใช้โอกาสนั้นไปซุกอกสตรีอื่นไม่ได้…
“ให้แม่กอดไม่นับว่านอกใจนะสหาย! เจ้าจะบ้าหรือไง!?”
“แม่ก็เป็นผู้หญิง กอดผู้หญิงคนอื่นนอกจากภรรยาตัวเอง นับว่า…นอกใจ”และพอนอกใจแล้วถูกจำได้ ครอบครัวก็จะแตกแยกทันที…
“…งั้นถ้าเจ้ามีลูกสาว ก็กอดลูกสาวไม่ได้สิ”พระเจ้าหนุ่มลองกล่าวยันเชิงศีลธรรมอันเพี้ยนๆ ของเจ้าวีรชนหนุ่มผู้เป็นสหายดู…
“อืม…กอดผู้หญิงคนอื่น ไม่นอกใจรึ?”
“ไม่นอกเลย! ในบางวัฒนธรรมการกอดคือ การทักทายนะ!”อะไรทำให้คิดว่าเป็นการนอกใจกัน! หรือว่าองค์มหาเทวีปลูกฝังความเข้าใจผิดๆ ไว้ เจ้าวีรชนตรงหน้านี้เลยมีวิถีชีวิตปลีกวิเวกยิ่งกว่าฤาษี!
“งั้นรึ…จะไม่โดนโกรธแน่นะ”
“ใครจะโกรธเจ้ากัน! คิดว่าผู้หญิงจะไร้เหตุผลขนาดนั้นหรือไง!”อีกอย่างท่านผู้นั้นล่วงลับไปนานแล้วจะโกรธได้ไง! ถึงอยากจะพูดอย่างหลัง แต่ก็ทำไม่ได้แหละนะ…
“ก็จริง…”เซอซิลเริ่มคล้อยตามเล็กน้อย นั่นทำให้โรเอลคิดว่านี่แหละโอกาส!
“เพราะงั้น! พอเจ้าเกิดใหม่ก็ลองไปหาสาวน้อยน่ารักน่ารักมาน้วยกอดดูนะ! จะสร้างฮาเร็มเลยก็ได้!”มากคนรักจะได้มีคนช่วยเยียวยาหัวใจหลายคนยังไงล่ะ!
“สะ-สาวน้อย ฮะ-ฮาเร็ม…?”นั่นมันเข้าข่ายนอกใจแล้วนะ
“ถ้าเจ้าสามารถรักผู้หญิงทุกคนได้อย่างเท่าเทียมโดยที่ไม่เอนเอียงไปที่ใครคนใดคนหนึ่งมากจนเกินไปแล้วล่ะก็…เจ้าก็จะเป็นแบบเรา!”โรเอลยืนอกอย่างภาคภูมิใจ เพราะตัวเองนั้นมีภรรยาถึง 50 คน! และมีลูกสาวลูกชายรวมกันถึง 72 คนอีกต่างหาก!
“ด้วยความเคารพ…แบบพระองค์ก็มากไปขอรับ”ทางนี้เป็นวีรชนนะ ไม่ใช่เทพเจ้าการที่จะรับมืออิสตรีได้มากมายด้วยตัวคนเดียวมันเป็นไปไม่ได้…รึเปล่าหวา
“มากที่ไหน!…แต่ก็แล้วแต่เจ้า เราแค่จะบอกว่า ถ้าเจ้าทำได้ เจ้าจะมีความสุขมาก”แต่อาจจะเหนื่อยซีดหน่อยในชั่วแรกๆ แต่หลังจากนั้นก็จะไม่รู้สึกอะไรอีกเลย
“ความสุขรึขอรับ…กระหม่อมจะมีได้รึ”
“ขึ้นอยู่กับเจ้า เพราะเจ้าคือคนที่ต้องลงไปเกิดใหม่”ถึงทางนี้จะเคยเป็นมนุษย์มาก่อนเหมือนกันก็เถอะนะ ว่าไปแล้วก็รู้สึกคิดถึงอยู่หน่อยๆ แฮะ…
“ไม่เกิดใหม่ไม่ได้สินะขอรับ…?”
“ยังไงก็ไม่ได้ เพราะเจ้ามันขาดความรักความอบอุ่นมานานเกินไป วิญญาณเจ้ามันเลยเสื่อมโทรมมืดมนอย่างกับศพยังไงเล่า”วิญญาณวีรชนน่ะเปราะบางจะตายไปหากเทียบกับเทพเจ้าแล้วน่ะนะ
“…พระองค์เจ้า สภาพวิญญาณกระหม่อมมันแย่ขนาดนั้นเชียว”ก็ส่องกระจกทุกวัน นอกจากผิวที่ซีดลงนิดหน่อยแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติไม่ใช่รึ
“แย่สิ ไม่เชื่อลองมองหน้าตัวเองผ่านเงาสะท้อนกระจกเทพเจ้าดู”พระเจ้าหนุ่มยื่นกระจกไปให้วีรชนหนุ่มส่องหน้าตัวเอง และยังไม่ทันที่เจ้าตัวจะเห็นสภาพตัวเองในกระจก…
*เพล้ง~!*
“อ๊ะ กระจกแตกแล้วล่ะขอรับ”
“พูดเป็นเล่น!?”โรเอลถึงกับคว้ากระจกคืน ซึ่งปรากฏว่าแตกจริง ส่วนที่เป็นกระจกสะท้อนแตกละเอียดขนาดที่ว่าไม่เหลือแม้แต่เศษเลย!
“ประตูแห่งการเกิดใหม่(Door Of Rebirth)!”
องค์พระผู้เป็นเจ้าสูงสุดสะบัดมือออกไปยังทิศทางหนึ่ง พร้อมกับประตูสีขาวบานหนึ่งปรากฎขึ้นมาจากความว่างเปล่า และเปิดออกรอให้มีผู้ก้าวเข้าไป ข้างในประตูนั้นเป็นสีงสีขาวนวลที่บอกไม่ได้ว่าอีกฝั่งมีอะไรรออยู่ เพียงต้องก้าวเข้าไปแล้วเท่านั้นถึงจะรู้…
“รีบไปเถอะ หากช้าไปกว่านี้เจ้าหายไปตลอดกาลแน่”โรเอลกล่าวพร้อมดันหลังของวีรชนหนุ่มไปที่ประตูบานสีขาวซึ่งเปิดพร้อมรออยู่แล้ว
“ดะ-เดี๋ยว แล้วใค-!/ เดี๋ยวดูแลทำความสะอาดให้รีบไปเถอะน่า!”
เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายได้ดึงเชิงได้อีก โรเอลจัดการผลักวีรชนหนุ่มเข้าไปในแสงสีขาวนั่นพร้อมกับปิดประตูลง และล็อกกลอนแน่น ป้องกันเผื่ออีกฝ่ายจะใช้ลูกฮึดกลับมาได้---ในวันนั้น ณ โลกใบหนึ่งอันสุดแสนจะสงบสุข ชีวิตใหม่ของใครบางคนก็ได้กำเนิดขึ้นอย่างที่เจ้าตัวเองยังไม่ทันได้ตั้งตัว…