บทที่1 งานเลี้ยงรุ่น
นิยามของความรักที่ดีคืออะไร?
บางคนก็ว่าต้องมาถูกที่ถูกเวลา
บางคนก็ว่าต้องมาอย่างถูกต้องเหมาะสม
ทั้งที่จริงแล้วอาจเพียงแค่ถูกตาต้องใจกันเท่านั้น
เหมือนกับฉันที่ยังมีเขาอยู่เต็มหัวใจทั้งที่เวลาก็ผ่านไปนานขนาดนี้...
หญิงสาวในชุดราตรีผ่าหลังสีดำประกายประดุจดวงดาวส่องสะท้อนในกระจกเจ้าตัวหมุนตัวอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้ออกไปเจอผู้คน วันนี้เธอต้องไปงานเลี้ยงรุ่นที่บอกปัดมาตลอดแต่พอได้รู้ว่าเขาคนนั้นที่เฝ้ารอจะมาก็ไม่รอช้าที่จะรื้อชุดออกงานมาซักรีดเตรียมพร้อม เธอจะไม่ยอมปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไปเป็นครั้งที่ 4 แน่นอน
ใช่ ฟังไม่ผิดหรอก เธอพลาดโอกาสที่จะได้รักกับ “ไอศูรย์” เพื่อนหนุ่มสุภาพบุรุษยิ่งกว่าผู้ชายคนไหนที่เคยพบเจอถึง 3 ครั้ง 3 ครา
ครั้งที่ 1 ตอนเรียนมัธยมเขาชอบฉันแต่ฉันไม่ชอบเขา
ครั้งที่ 2 ตอนเรียนมหา’ลัย ฉันดันไปหลงรักเขาทั้งที่เขาถอดใจไปแล้ว
และครั้งที่ 3 เมื่อเขาพลาดมีลูกและแต่งงานกับคนอื่น...
ส่วนตอนนี้ก็คงเป็นโอกาสที่ 4 เพราะเขากำลังจะหย่ากับภรรยาในเร็ววันนี้
กรุ๊งกริ๊ง – กริก
“ฮัลโหลดรินทร์ออกมาหรือยังแวะรับเราที่บ้านหน่อยได้ไหม”
เสียงสมจี๊ดเพื่อนสนิทของฉันดังออกมาจากปลายสาย เธอเป็นครูสอนเด็กนักเรียนในโรงเรียนระแวกเดียวกับฉัน เธอเป็นอีกคนหนึ่งที่รู้ความลับของฉัน
“ได้สิส้ม ว่าแต่ส้มแต่งตัวเสร็จหรือยังหรือเพิ่งกลับมาจากโรงเรียน”
“เราแต่งตัวเรียบร้อยแล้วสิ วันนี้วันเสาร์นะโรงเรียนหยุดจ้ะ”
“โทษทีเราตื่นเต้นไปหน่อยน่ะ ลืมซะได้ว่าส้มไม่มีสอนเสาร์อาทิตย์”
“จ้า ๆ ว่าแต่ชุดที่ใส่ไปดรินทร์ใส่ชุดนั้นแน่เหรอ”
ส้มถามเพราะจำได้ว่ารูปชุดราตรีสีดำนั้นค่อนข้างที่จะแหวกหลังแหวกข้างล่างนิดหน่อย รู้สึกเป็นห่วงเพื่อนสาวกลัวเจ้าหล่อนจะไม่กล้าเดินเข้างาน
“แน่สิ ได้กลับไปเจอศูรย์สักทีเราก็อยากดูดีที่สุด”
“แต่เห็นว่างานนี้ไอศูรย์น่าจะมากับไอรดาและน้องเดซี่นะ”
ไอรดา คือภรรยาของไอศูรย์
และ
น้องเดซี่ คือลูกสาวคนเดียวของเขา
“ไหนตรีบอกว่าไอศูรย์กับไอรดากำลังจะหย่ากันไง”
“ใช่ พวกนางกำลังจะหย่ากันแต่ดรินทร์ก็รู้ว่าไอศูรย์เป็นถึงนักธุรกิจเจ้าของอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ยังไงก็ต้องรักษาภาพลักษณ์แฟมิลี่แมนไว้”
“ส้ม เธอว่าฉันจะเข้าไปแทนที่ไอลดาได้ไหม...”
น้ำเสียงสั่นไหวราวกับไม่มั่นใจกับดวงตาคู่สวยที่สั่นระริกไม่มั่นใจเลยว่าตัวเองจะทนไหวยามเห็นพวกเขาควงแขนเข้ามาในงานสามพ่อแม่ลูก
รู้ดีอยู่แก่ใจว่าตัวเองเป็นคนอื่น
รู้ดีอยู่แก่ใจว่าคงแทนที่ใครไม่ได้
รู้ดีอยู่แก่ใจว่าเขาคงไม่ได้รักกัน
แต่แล้วยังไง การรอคอยอันยาวนานที่ทำได้เพียงเฝ้ามองคนที่รักไปกับคนอื่นมันทุกข์ทรมานพอแล้ว ครั้งนี้เธอแค่อยากฟังเสียงหัวใจตัวเอง ไม่อยากเสียใจกับอะไรอีก
✿✿✿
โรงแรม The secretly peach
โคมไฟสีเหลืองนวลประดับประดาอย่างธรรมดาเข้ากับบรรยากาศลมพัดเอื่อยเฉื่อยเสียงเพลงแจ๊สดังละล่องคลอขับบรรยากาศให้ยิ่งมีความโรแมนติกผู้คนมากหน้าหลายตาเริ่มหลั่งไหลเข้ามาโดยแต่ละคนสวมชุดมาในธีมเดียวกันคือชุดทิวาราตรีเน้นสีดำและทองเพื่อความเรียบหรูให้เหมาะกับกิจกรรมสวมหน้ากากเต้นรำยามค่ำคืนที่จะถึงนี้
“น่าอิจฉาคนอื่นจังเลยเนอะดรินทร์ ใคร ๆ ก็ต่างมีคู่ควงกันทั้งนั้นสงสัยเราต้องควงกันเองแล้วละมั้ง”
ส้มพเยิดหน้าไปทางคู่ชายหญิงที่ควงแขนมาด้วยกัน บางคนพวกเธอก็คุ้นหน้าแต่เพราะไม่ได้เจอกันนานเลยจำไม่ได้ว่าใครชื่ออะไรรู้แค่กับคนที่สนิทกันจริง ๆ
“อืม ถ้าไอศูรย์มาดูแลฉันแบบนี้บ้างคงดี...”
ดรินทร์พูดเสียงแผ่วเบา
ทว่า
จู่ ๆ แรงกดทับหนักจากลำแขนของใครบางคนกดทับไหล่เธออย่างจังไม่ใช่ฝีมือใครที่ไหนแต่เป็น ‘ตรี’ เพื่อนหนุ่มคนสนิทในกลุ่มซึ่งตอนนี้เพิ่งได้เลื่อนขั้นเป็นคนคุยของส้มมาหมาด ๆ
“สาว ๆ ซุบซิบอะไรกันผมขอรู้ด้วยสิ”
ส้มหันไปค้อนขวับกับความยียวนกวนอวัยวะเบื้องล่างก่อนจะใช้มือหยิกที่ข้างแก้มซาลาเปาอย่างคนเจ้าเนื้อด้วยความหมั่นไส้
“ตกใจหมดเลยตรี!”
“โอย ๆ ๆ เธอส้มหยิกแรงผมเจ็บนะ”
“ส้มแล้วพวกมัดเพชรแซมล่ะ ไม่ได้มาด้วยกันเหรอ”
“มัดมันขับรถสิบล้อมาอ่ะดิเพชรกับแซมเลยไปช่วยโบก”
“บังมัดนี่ไม่เคยทำอะไรพอดีเลยจริง ๆ ถ้าบอกกันว่าไม่มีรถฉันกับดรินทร์จะได้แวะไปรับ”
“ถามดรินทร์เขาหรือยังว่าอยากไปไหม ฮ่า ๆ”
นั่นป่ะไร แหย่ส้มเข้าอีกรอบคราวนี้จากหยิกแก้มก็เลื่อนมาหยิกปากแล้วดึงซะยืดก่อนปล่อยออก สายตาคาดโทษนั่นทำให้ตรีไม่กล้าพูดอะไรต่อไปอีกสักพัก
สามหนุ่มสามมุมซึ่งในอดีตเคยเป็นกลุ่มชายหน้าตาดีที่มีมีสาวกรี๊ดมากอันดับหนึ่งในโรงเรียนเดินเรียงแถวหน้ากระดานกันมาสามคนโดยสวมชุดทักซิโด้ไล่เชดแดงดำขาวตามสไตล์
คนแรก ‘มัด’ มาในชุดทักซิโด้สีแดงเข้มเลือดหมูกับกางเกงขาวดำลายตารางหมากรุกทรงผมถูกเซ็ตขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าดิบเถื่อนและหนวดเคล้าเล็กน้อยเข้ากับผิวเข้มตามฉบับหนุ่มชาวไทยมุสลิม
คนถัดไป ‘เพชร’ หรือ ‘ใจเพชร’ มาในชุดทักซิโด้สีดำกับกางเกงโจงกระเบนสีน้ำตาลไหม้ใบหน้าหล่อเหลาถูกปรุงแต่งด้วยแป้งพับและลิปสติกสีหวานเบา ๆ ทรงผมถูกปาดข้างอย่างเรียบร้อยยิ่งทำให้ใบหน้าหวานละมุนละไมตามฉบับหนุ่มลิเกตัวยง
และคนสุดท้ายที่ดูปกติที่สุด “แซม” มาในชุดทักซิโด้สีขาวมีดอกกุหลาบเล็ก ๆ เหน็บอยู่ตรงปกเสื้อ ทรงผมก็ถูกปาดเจลเก็บไว้ด้านข้างแบบเนี้ยบสะท้อนความเจ้าระเบียบออกมาอย่างชัดเจนตามฉบับหนุ่มลูกครึ่งเพอร์เฟคชันนิสต์
“สามคนนั้นจะเดินเต๊ะกันอีกนานไหมนึกว่าเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้”
ส้มส่ายหัวให้กับสามหนุ่มสามมุมจะว่าหล่อก็คงหล่อตามฉบับคนมีอายุหน่อยนั่นแหละ พวกเราทั้งหมดหกคนอายุเท่ากันหมดปีนี้ก็ย่างเข้า 27 แล้วแต่ที่แต่งงานออกไปก่อนก็มีแค่มัดเท่านั้น
“ชินได้แล้วเธอ พวกมันก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วหนิ”
ตรีอดนึกถึงสมัยเรียนไปไม่ได้ขาดแค่ไอศูรย์ ถ้าสี่คนนั้นอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันล่ะก็จะต้องมีเสียงสาว ๆ กรี๊ดกับเรื่องไม่ดีสักอย่างที่จะเกิดขึ้นถึงอย่างนั้นพวกมันก็ฮอตมากในหมู่เพื่อนนักเรียนชั้นเดียวกัน
“ไงพวก” มัดเดินเข้ามาถึงก็โบกมือทักทาย
“เออ เลิกทำทรงแล้วรีบไปหาโต๊ะนั่งกัน” ตรีเอ่ยพลางหัวเราะขำขันเบา ๆ
“ดรินทร์เธอยังสวยเหมือนเดิมเลยสนใจไปเป็นนางเอกของเราไหม”
ระหว่างที่กำลังลงทะเบียนเข้างานใจเพชรกระซิบถามเสียงแผ่วเบาสำหรับเขาดรินทร์เป็นผู้หญิงที่สวยน่ารักมาตั้งนานแล้วแม้จะไม่ใช่แบบพิมพ์นิยมที่ทุกคนชอบแต่เมื่ออยู่ท่ามกลางความมืดมิดและความเงียบงันดรินทร์ก็เหมือนกับดาวที่เปร่งแสงประกายสว่างออกมาจากความมืดนั้น ทว่าสายตาของดรินทร์กลับไม่เคยมองไปที่ทางไหนเลยนอกจาก...
“เฮ้ย ไอศูรย์!”
เสียงของมัดที่ดังขึ้นกะทันหันพร้อมกับใบหน้าจิ้มลิ้มมองไปทางต้นเสียงโดยอัตโนมัติยืนยันแล้วว่าไม่ว่าจะเป็นวันนี้วันหน้าหรือวันไหน ๆ สายตาของดรินทร์ก็ไม่เคยวอกแวกไปจากคนเคยคุ้น
“ไว้เจอกันในงานนะ”
ชายหนุ่มในชุดสูทโบกไม้โบกมือให้กลุ่มเพื่อนสนิทแล้วสับขายาวพาลูกสาวคนสวยเข้าไปในงานโดยที่ไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งจดจ้องเขาเดินผ่านไปละห้อยเพียงใด