“อ๊า! พี่ภามจ๋า”
เจ้าของเสียงครวญอันหวานหูนั้นกำลังเลื่อนมือลงมาหาศีรษะของเขาที่มีผมยาวระดับใบหูเอาไว้ แล้วสอดไซ้ปลายนิ้วไปจนทั่วเพราะความเสียวสะท้าน ยิ่งได้ยินเสียงหวานๆ เท่าไหร่ เขายิ่งเร่งตวัดปลายลิ้นอันร้อนระอุขึ้นลง ซ้ายขวา สลับดูดดื่มอย่างเอร็ดอร่อยมากเท่านั้น
“ซู๊ด!”
นอกจากจะครวญเสียงหวานๆ ออกมาให้เขาชื่นใจแล้ว สาวน้อยผู้ไร้เดียงสา ก็ยังใช้ส้นเท้านุ่มหยัดกับที่นอนเพื่อดันบั้นท้ายแน่นๆ ขึ้นรับกับลิ้นเขาตามสัญชาตญาณหลายต่อหลายครั้ง ราวกับต้องการอะไรมาเติมเต็มก็ไม่ปาน
“พี่ภามจ๋า! อื้ห์ม”
ภาษากายที่สาวน้อยแอ่นขึ้นรับการรุกด้วยลิ้นนั้น บอกได้ว่ากำลังต้องการอะไร แต่เขาก็จะไม่ยอมให้ง่ายๆ ปลายนิ้วเรียวยาวของเขา เลยค่อยๆ เคลื่อนไปเยี่ยมเยือนเป็นครั้งแรก ส่วนปลายลิ้นนั้นก็ยังคงโลมไล้และเลียอยู่กับกลุ่มเกสรสวยไปด้วย
“โอ้ว! พี่ภามจ๋า ช่วยเอื้อยด้วย” เขาได้ยินเสียงเรียกร้องด้วยความทุกข์ทรมาน ขณะที่กายเปลือยของสาวน้อยก็บิดไปมาสลับกับแอ่นรับลิ้นของเขาแล้วก็ปลื้มไม่น้อย เลยแกล้งส่งเสียงนุ่มๆ ไปหา
“ช่วยอะไรจ๊ะ”
“ไม่รู้ค่ะ! อื้ห์ม! เอื้อยไม่ไหวแล้ว เอื้อยทรมาน”
“ทนอีกนิดสิจ๊ะคนดีของพี่ พี่จะทำให้เอื้อยมีความสุขที่สุดจ้ะ”
“พี่ภามจ๋า! ช่วยเอื้อยด้วย! ซู๊ด! เอื้อยไม่ไหวแล้ว ซู๊ด!”
“จ้ะๆ รออีกนิดนะคนดีของพี่”
เมื่อเห็นความหิวกระหายของสาวน้อยใต้ร่างสุกงอมเต็มที่แล้ว ชายหนุ่มก็รีบหยัดกายขึ้น กระนั้นก็ยังไม่วายส่งปลายนิ้วเข้าไปเคล้นคลึงตุ่มอ่อนไหวเพื่อเรียกความชุ่มชื้นให้หลั่งออกมามากกว่าเดิมก่อน
“โอ้ว! พี่ภามจ๋า”
เมื่อเห็นสาวน้อยบิดกายเร่าๆ บั้นท้ายก็แอ่นขึ้นร่อนไปมา ราวกับอยากวิ่งหาอะไรบางอย่างมาเติมเต็มให้อย่างทุกข์ทรมานแล้ว เขารีบประคองลำท่อนผงาดตั้งเต็มที่ไปหารอยแยก แล้วสอดแทรกเข้าไปช้าๆ เพื่อแหวกว่ายเยื่อบางเบาให้ผ่านเข้าไปด้านในก่อน
ก๊อกๆ ๆ ก๊อกๆ ๆ
คนนั่งอยู่กับเก้าอี้ราคาเรือนแสนและกำลังอยู่ในภวังค์หวานถึงกับสะดุ้ง มองไปที่ประตูก็เดาได้ไม่ยากว่าคงเป็นแม่คุณกระมัง ในใจก็คิดว่ามาทำงานเร็วเหมือนกัน นี่เพิ่งเจ็ดโมง แต่กลับต้องผิดหวัง เมื่อคนยืนอยู่ตรงหน้าคือหุ้นส่วนใหม่ที่กำลังยุ่งวุ่นวายกับกิจการของครอบครัวไม่แพ้กัน
“ทำไมท่านประธานมาแต่เช้าจังเลยครับ กลับก็ค่ำมืด จะลุยหนักไปถึงไหน ค่อยเป็นค่อยไปก็ได้นะครับ”
จิตตินันท์แซวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่ไม่ได้ก้าวเข้ามาในห้อง เพราะต้องรีบไปทำงานเช่นกัน
“แล้วแกมาทำไมแต่เช้าล่ะ กวาดออฟฟิศหรือไง” คนถูกก่อกวนแซวกลับ มือก็เปิดแล็ปท็อปไปด้วย
“เอ่อ! งั้นไปละ ยุ่งฉิบหาย บ่ายนี้ต้องไปประชุมที่โน่นนะ ห้ามเรียก”
จตุรภัทรพยักหน้าให้อย่างเข้าใจ แล้วประตูห้องก็ปิดลง เขามีโอกาสได้อยู่ลำพังอีกครั้ง ทว่าภวังค์หวานเมื่อครู่หายไปจนหมดสิ้นแล้ว เลยก้มหน้าทำงานอย่างคนอารมณ์ดีนิดๆ
ผิดกับเลขาหน้าสวยใสคนละเรื่อง เพราะตั้งใจว่าจะตื่นแต่เช้าแล้วรีบไปทำงานตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ เพื่อเป็นการไถ่โทษที่เมื่อวานบังอาจแข็งข้อกับท่าน แต่เมื่อคืนลืมตัว สังสรรค์กับเพื่อนสาว ราวตีสามถึงได้แยกย้าย ผลก็คือตื่นสายโด่งเด่ง แต่คำว่าสายก็คือหกโมงครึ่งแค่นั้น และไม่มีใครอยู่ในบ้านแล้ว
เลยรีบลากสังขารไปอาบน้ำแต่งตัว รีบหอบกระเป๋าขึ้นรถแบบหน้าสด ๆ แล้วอาศัยช่วงรถติดไฟแดงแปลงโฉมให้หน้าสวยเด้งได้ก่อนถึงประตูบริษัทในเวลาเจ็ดโมงสิบห้า และไม่ลืมที่จะโทรฝากรสลินให้ช่วยสอยเสบียงมาให้ท่านอยู่ดี
“ท่านประธานมาแล้วเหรอคะพี่สมคิด”
อันที่จริงก็ถามไปอย่างนั้น ในเมื่อเห็นรถและคนขับแล้ว แปลว่าเจ้าของต้องอยู่ชั้นแปดแล้ว สมคิดที่ในมือมีแก้วกาแฟกับขนมปังจากร้านสะดวกซื้อนั่งอยู่ในรถตอบด้วยน้ำเสียงนุ่ม
“ครับ ตั้งแต่หกโมงครึ่งครับ”
ในใจนั้นก็สงสารเลขาสาวไม่น้อยที่ต้องแหกขี้ตามาทำงานเช้าๆ ทุกวัน เพียงแค่มีเจ้านายบ้างาน
“จะมาทำไมแต่เช้านักนะ”
บ่นน้อยๆ แล้วก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้าประตูไป ในใจก็เดาได้ไม่ยากว่าท่านคงนั่งหน้าบูดรอกาแฟเพียวๆ อยู่อย่างไม่ต้องสงสัย พอไปถึงโต๊ะแล้วเห็นถุงก็สงสัยหนักเข้าไปอีก เปิดดูถึงได้รู้ว่าข้างในมีเค้กใบเตยที่ตัวเองโปรดปราน ไม่รู้ว่ามาอยู่นี่ได้ยังไง จะว่ามีใครเซอร์ไพรส์วันเกิดก็ยังไม่ถึง
แถมยังไม่มีใครมาทำงานเลย นอกจากบอสที่มองไปก็เห็นว่านั่งอยู่แล้ว เพราะห้องเป็นกระจกครึ่งหนึ่งกับพาทิชันครึ่งหนึ่ง ส่วนห้องท่านนั้นทึบเพราะเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง ไม่โปรดให้ใครมองไปเวลาทำงาน ยังไม่ทันจะได้เดาต่อ เสียงเรียกผ่านอินเตอร์คอมก็ดังมา ราวกับมีตาทิพย์ยังไงยังงั้น พอกดรับก็มีเสียงห้วนๆ ดังขึ้น
“คะท่านประธาน”
“ผมรอกาแฟเพียวๆ กับเค้กหนึ่งชิ้นอยู่นะ หรือจะเหมาหมดทั้งสองปอนด์”
แล้วก็ตัดสายฉึบไป เลขาหน้าใสเลยจำต้องรีบหอบกล่องเค้กเดินเข้าครัวแล้วจัดการตามคำขอของท่าน แถมน้ำส้มคั้นสดๆ ให้อีกหนึ่งแก้ว อันที่จริงก็ยังทำหน้าไม่ค่อยถูกสักเท่าไหร่ เพราะเมื่อวานแผลงฤทธิ์ไว้เยอะ ดีหน่อยที่ท่านเอาแต่ก้มหน้าอยู่กับเอกสาร เลยรีบวางทุกอย่างลง แล้วรีบออกไป