และอีกครั้งที่บรรยากาศในห้องอันสลัวราง ข้างกายมีสาวสวยหน้าใสและไร้เดียงสาสุดๆ ผุดขึ้นมาลอยอยู่ตรงหน้า อะไรๆ ในร่างกายก็พลอยแตกตื่นแต่เช้าไปด้วย ให้โกรธตัวเองไม่น้อย ที่อยู่ใกล้กันเข้าอาทิตย์ที่สามแล้ว น้องชายเขายังไม่ชาชินอีก แถมหูยังแว่วเสียงหวานๆ กังวานก้องอีกต่างหาก
“พี่ภามจ๋า อื้อ! ซู๊ด! เอื้อยไม่ไหวแล้วค่ะ”
นอกจากจะครวญเสียงหวานๆ ออกมาให้เขาชื่นใจแล้ว สาวน้อยผู้ไร้เดียงสา ก็ยังใช้ส้นเท้านุ่มหยัดกับที่นอนเพื่อดันบั้นท้ายแน่นๆ ขึ้นรับกับลิ้นของเขาตามสัญชาตญาณหลายต่อหลายครั้ง ราวกับต้องการอะไรมาเติมเต็มก็ไม่ปาน
“พี่ภามจ๋า! อื้ห์ม”
ภาษากายที่สาวน้อยแอ่นขึ้นรับการรุกด้วยลิ้นนั้น บอกได้ว่ากำลังต้องการอะไร แต่เขาก็จะไม่ยอมให้ง่ายๆ ปลายนิ้วเรียวยาวของเขา เลยค่อยๆ เคลื่อนไปเยี่ยมเยือนเป็นครั้งแรก ส่วนปลายลิ้นนั้นก็ยังคงโลมไล้และเลียอยู่กับกลุ่มเกสรสวยไปด้วย
“โอ้ว! พี่ภามจ๋า ช่วยเอื้อยด้วย”
เขาได้ยินเสียงร้องด้วยความทุกข์ทรมาน ขณะกายเปลือยของสาวน้อยก็บิดไปมาสลับกับแอ่นรับลิ้นของเขาแล้วก็ปลื้มไม่น้อย เลยแกล้งส่งเสียงนุ่มๆ ไปหา
“ช่วยอะไรจ๊ะ”
“ไม่รู้ค่ะ! อื้ห์ม! เอื้อยไม่ไหวแล้ว เอื้อยทรมาน”
“ทนอีกนิดสิจ๊ะคนดีของพี่ พี่จะทำให้เอื้อยมีความสุขที่สุดจ้ะ”
แม้สาวน้อยจะเรียกร้องด้วยภาษากายหรืออ้อนวอนยังไง แต่ชายหนุ่มก็ยังใจเย็นอยู่ได้ ยังคงละเลงเพลงลิ้นที่เคยทำให้สาวใหญ่สาวน้อยแดดิ้นคาอกมาแล้วอีก แถมปลายลิ้นก็ยังขยับรัวเร็วทว่าไม่แรงและไม่ลึกอยู่กับอุโมงค์ฉ่ำชื่น สายธารใสก็ไหลรินออกไม่ขาด
“พี่ภามจ๋า! ช่วยเอื้อยด้วย! ซู๊ด! เอื้อยไม่ไหวแล้ว ซู๊ด!”
“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ ดิฉันไม่ทราบว่าท่านประธานอยู่ในห้อง เลยไม่ได้เคาะประตู”
อยู่ๆ คนที่ทำให้เขามีความสุขอย่างล้นเหลือเมื่อเก้าปีก่อนก็เปิดประตูพรวดเข้ามา นั่นทำให้อารมณ์หวามไหวของเขาถึงกับสะดุดหยุดนิ่ง ดีแค่ไหนแล้วที่เขาไม่เผลอทำอะไรกับตัวเองมากไปกว่านี้ ไม่งั้นได้จับแม่คุณมาเป็นเครื่องปลดปล่อยแน่
“ไม่เป็นไร ขอกาแฟเพียวๆ เลยแล้วกัน ไหนๆ ก็เข้ามาแล้วนี่”
เขาส่งเสียงห้วน เพราะกำลังโกรธตัวเองที่ไม่อาจจะสกัดกลั้นความคิดเก่าๆ ออกจากหัวหรือออกจากใจได้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าเคยทำได้แล้ว แต่เพียงแค่มาเจอคนในอดีตอีกครั้ง การควบคุมตัวเองก็เกิดขัดข้องหรือบกพร่องไปซะงั้น
“ค่ะ”
เลขาได้ยินเสียงห้วนๆ ของท่านประธานที่ยืนเอาไหล่พิงหน้าต่างอยู่ก็งงไม่น้อย นี่วันจันทร์แถมยังเช้าแท้ๆ ทำไมอารมณ์บูดเข้าให้แล้ว สงสัยวันทั้งวันต้องวิ่งวุ่นแหงๆ แต่ก็ไม่อยากคิดอะไรมาก เลยรีบไปเตรียมชงกาแฟมาให้ตามคำสั่ง
“สวัสดีครับคุณเอื้อย มาแต่เช้าจังเลยนะครับ” ก็พอดีกับสามทหารเสือของเขาเข้ามาแล้วทักทาย
“สวัสดีค่ะ ทำไมพากันมาเร็วจังเลยคะ ไม่ได้นัดประชุมอะไรนี่คะ”
คนเป็นเลขากลัวตกข่าว เพราะจำได้ว่าเย็นวันศุกร์ตอนสองทุ่มที่สามทหารเสือเข้ามาคุยงานด้วยกัน เจ้านายไม่ได้บอกอะไรเลย
“คุณเอื้อยน่ะท่านรองคงไม่ได้นัดครับ แต่เราสามคนท่านระบุว่าให้มาประชุมลับแต่เช้า”
พาทีเอ่ยเสียงนุ่ม แถมเรียกชื่อสั้นๆ เหมือนวารีกับปุ้ยเรียกให้ได้ยินเมื่อวันศุกร์แล้ว จะได้คุ้นเคยกันและทำงานเข้าขากันง่ายขึ้น
“ห้องไหนคะ เอื้อยจะไปเตรียมให้” รภัสรดาเองก็รู้สึกไม่เกรงสักเท่าไหร่ เวลาพาทีเรียกแบบนี้
“ไม่ต้องหรอกครับ ท่านรองให้เราไปหาในห้อง” ภัทรเองก็เรียกเหมือนกัน
“โอเคค่ะ รับกาแฟมั้ยคะ เอื้อยกำลังจะยกไปให้ท่านประธานพอดีค่ะ”
“ด้วยความยินดีครับ ขอบคุณครับคุณเอื้อย”
สุวัชส่งยิ้มบางๆ ให้ ก่อนจะเดินไปเคาะห้องเจ้านาย รภัสรดารีบเดินหิ้วถุงของว่างที่ฝากเพื่อนสาวเดซี่ซื้อมาให้ตั้งแต่เมื่อวานเย็นตรงเข้าห้องครัว ซึ่งจะต้องผ่านหน้าห้องทำงานของจิตตินันท์ก่อนเสมอ
“พี่รีคะ เอื้อยซื้อขนมมาฝากบอสนะคะ เผื่อพี่กับปุ้ยด้วย เดี๋ยวเอาไว้ในครัวให้นะคะ” เห็นวารีเพิ่งมาถึง
“จ้า เดี๋ยวพี่เมคอัพเสร็จแล้วจะรีบไปกิน”
และกำลังแต่งหน้าอย่างเร่งรีบอยู่ ก็หัวเราะชอบใจ ก่อนจะเดินผ่านไปจัดกาแฟกับครัวซองค์โบโลน่าหมูสี่ชุด ส่วนของตัวเองรอให้รสลิน ผู้ช่วยมาถึงก่อน จะได้กินด้วยกัน ซึ่งอันที่จริงหน้าที่ยกกาแฟไปให้ท่านประธานนั้น รสลินก็ต้องทำ แต่วันนี้คงเข้าช้า บวกกับตัวเองเพิ่งถูกสั่งตรงๆ มาเลยต้องรีบจัดการให้ก่อน ระหว่างยกถาดมานั้น อดีตประธานก็เดินเข้าออฟฟิศมาพอดี
“อรุณสวัสดิ์ค่ะบอส”
รภัสรดาทักทายด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ถ้ามือว่างก็คงได้ยกไหว้ แต่คนถูกเรียกว่าบอสก็ไม่ได้ถือสาใดๆ
“สวัสดีครับคุณเอื้อย ผมฝากบอกท่านประธานของคุณเอื้อยด้วยนะครับ ว่าบ่ายสองผมเข้าประชุมด้วยได้ เพราะเคลียร์คิวได้เรียบร้อยแล้วครับ”
“ค่ะบอส”
รับคำแล้วก็เดินตรงไปวางของไว้ที่โต๊ะ ถึงได้เคาะประตูแล้วยกถาดเข้าไป เห็นหน้าท่านประธานยังบึ้งไม่หายก็รีบยกทุกอย่างให้แต่ละคน
“ขอบคุณครับคุณเอื้อย” ภัทรเอ่ยเสียงนุ่ม
“น่ากินจังเลยครับคุณเอื้อย” พาทีมองครัวซองค์แล้วก็ท้องร้อง เพราะรีบมาเลยไม่มีเวลาได้กินอะไร