สุดมึนงง
“หมอบลง ก้มหัวลงเดี๋ยวนี้” !
ปัง ปัง ปัง
เสียงคำสั่งอันหนักแน่นดังแข่งกับกระสุนที่ถูกยิงมาอย่างต่อเนื่อง
นันทิสา บอดี้การ์ดสาววัยยี่สิบเจ็ดที่สมัครเข้ารับการฝึกหน่วยรบพิเศษ ที่สามารถเสียชีวิตในระหว่างการฝึกได้ แต่เธอยอมที่จะเสี่ยงก็เพื่อเงิน
อาชีพนี้แล้ว หากเรียนจบหลักสูตร สามารถทำงานเป็นบอดี้การ์ดให้กับคนมีชื่อเสียง หรือคนที่มีอำนาจหน้าที่ระหว่างประเทศ เสี่ยง...แต่คุ้มกับเงินที่จะได้รับ
แม่ของนันทสาป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ที่หมอก็บอกให้ทำใจไม่รู้กี่ครั้งกี่หน เพราะร่างกายไม่สามารถจะทนกับยาต่อไปอีกได้แล้ว แต่..นันทิสาไม่สนใจ เธอขอเพียงให้แม่มีชีวิตรอด ต่อให้ต้องกรีดเลือดขายปอด เธอก็จะยอมทำ
ภาระกิจครั้งนี้สำคัญนัก คือการคุ้มกันให้กับนักการเมืองต่างประเทศที่มาเที่ยวพร้อมกับลูกสาว แต่เป็นที่รู้ดีว่านักการเมืองคนนี้เบื้องหลังคือธุระกิจสีเทา ข้อตกลงคือการจ่ายเงินสำหรับคุ้มกันหนึ่งล้าน หากเกิดเหตุการณ์ไม่ขาดคิด แต่สามารถควบคุมไว้ได้ จะจ่ายให้เพิ่มในราคาพิเศษ แต่หากมีการเสียสละในหน้าที่ แน่นอนว่าต้องได้มากกว่านั้นอีกเท่าตัว
นันทิสารับงานนี้ทันที เมื่อเงินเข้าบัญชี เธอโอนเงินให้กับผู้เป็นป้า พี่สาวของแม่เพียงคนเดียวที่ดีต่อเธอ และยังช่วยดูแลแม่ของเธอมาตลอดด้วย
ในขณะที่โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกำลังสั่น นันทิสาก็กำลังยิงสวนกับคนร้ายที่หวังจะเอาชีวิตนักการเมืองคนนี้พร้อมกับลูกสาวของเขา
“ทีมเอ เรียกทีมบี ทีมเอเรียกทีมบี รถมาหรือยัง ถึงไหนแล้ว”
“ทีมบีตอบ จะถึงจุดหมายภายในสามสิบวินาที”
สามสิบวินาที หายใจเข้าเพียงสองครั้งก็หมดไปแล้ว แต่ในสถานะการณ์เช่นนี้ นันทิสารู้สึกว่ามันยาวยานราวครึ่งชั่วโมง
ปัง ปัง ปัง!!!
เสียงกระสุนยังคงสาดมาไม่ยั้ง นันทิสากดหัวสองพ่อลูกลง แล้วออกคำสั่งให้พวกเขาเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเร็วรี่ เสียงปืนดังไล่หลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ นันทิสาหันกลับไปยิงตอบโต้ ก็เห็นเพื่อนร่วมทีมหลายคนนอนจมกองเลือดอยู่ตรงนั้น
“รถมาแล้ว รีบไปเร็วเข้า”
หญิงสาวดันสองพ่อลูกไปด้านหน้า เมื่อประตูรถเปิดออก ลูกสาวพุ่งขึ้นรถไปแล้ว เหลือผู้เป็นพ่อที่กำลังก้าวตามขึ้นไป พลันสายตาของหญิงสาวก้เหลือไปเห็นคนร้ายที่กำลังเล็กปืนมาจากด้านข้าง ด้วยสัญชาตญาณ เธอพุ่งตัวเข้าไปรับกระสุน เพราะคิดว่าตัวเองนั่นสวมเสื้อเกราะ แต่เพราะไม่รู้ชนิดของปืน แรงกระสุนพุงเข้าเสื้อเกราะอย่างแรง ทะลุออกไปทางด้านหลัง
“ทิสา”
เพื่อนร่วมทีมที่เป็นคนขับถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจ
“ไปซิ ไปเร็วเข้า ภาระกิจต้องมาก่อน”
หญิงสาวที่ล้มลงกับพื้น ก็ยังคงออกคำสั่งด้วยความหนักแน่น เพื่อนร่วมทีมจำต้องขับรถหนีออกไปอย่างรวดเร็ว
ใครก็รู้ดีว่า งานแบบนี้ ก็เหมือนกับการสมัครใจไปตายนั่นแหละ อยู่ที่ว่า...ดวงใครจะถึงคาดเมื่อไหร่เท่านั้นเอง
นันทิสานอนหมอบอยู่กับพื้น เสียงปืนสงบลงเมื่อเป้าหมายออกไปจากพื้นที่ ทำให้คนร้ายสลายตัวออกไป เสียงสั่นของโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋าทำให้นันทิสารู้สึก เธอหยิบมันขึ้นมาดู ก่อนจะเห็นชื่อที่แสดงอยู่หน้าจอเป็นคำว่าป้า
“สา ฮือออ สา ทำใจดีๆ นะลูก แม่...แม่ของเราเขา...เขา...เขาจากเราไปแล้ว”
หยดน้ำตาไหลรินออกมาจากหางตา นันทิสาชาหนึบไปทั้งตัวและหัวใจ ไร้ความรู้สึกต่อความเจ็บปวด เธอปล่อยโทรศัพท์ในมือลง แต่ยังคงได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของผู้เป็นป้าแว่วมาในสาย สายตาเหม่อมองคนไปบนเพดานของโรงจอดรถ
“แม่รอสาด้วยนะคะ สากำลังจะไปแล้ว”
ดวงตากลมโตสองข้างพลันหลับลง หัวใจที่เคยทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงก็หยุดเต้น พร้อมกับลมหายใจที่แน่นิ่งไป
“องค์หญิง ฮืออออออ องค์หญิงเพคะ หม่อมฉันเตือนแล้วก็ไม่ฟัง ว่าไม่ให้แต่งกับแม่ทัพหยาง ฮืออออ องค์หญิง”
เสียงร้องไห้ด้านข้าง เรียกสติของนันทิสาให้กลับมา ดวงตากลมค่อยกระพริบปรับกับแสงที่ได้รับ สิ่งแรกที่เห็นคือคานไม้ที่ประดับด้วยผ้าม่านสีแดงสด
ความเจ็บจุกที่หน้าอกแล่นผ่านเข้ามาจนต้องสะดุ้ง ก่อนจะได้ยินเสียงดีอกดีใจ
“อะอะองค์หญิง ฮือออ องค์หญิงได้สติแล้วหรือเพคะ”
นันทิสาพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง ความสับสนแทรกผ่านเข้ามาในความรู้สึก หญิงสาวตรงหน้าเดาว่าอายุคงไม่เกินสิบแปดกำลังปาดน้ำตาด้วยใบหน้าดีใจ
“เธอเป็นใคร”
คำถามนี้ ทำให้เหรินชิง ถึงกับตาโตด้วยความตกใจ
“หมอ ท่านหมอ คุณหนู คุณหนูฟื้นแล้ว” !!
นันทิสามองหญิงสาวที่อายุน้อยกว่ามาก วิ่งออกไปจากห้อง ปากก็ร้องตะโกนเรียกท่านหมอไปด้วย
มือข้างหนึ่งกุมเอาไว้ที่หน้าอกเพราะความรู้สึกเจ็บ สายตาก็สำรวจพื้นที่โดยรอบ มันช่างเป็นสถานที่ที่ดูแปลกตา
ที่ที่เธออยู่ควรจะเป็นโรงจอดรถของโรงแรมแห่งหนึ่ง และควรจะต้องมีสพของเพื่อนที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่ไม่ห่างกัน น่าแปลกที่มันไม่ใช่
ห้องที่เธออยู่ตอนนี้เป้นห้องที่ทำจากไม้มีลวดลายงดงาม ประดับไปด้วยม่านแดงที่ถูกผูกเป็นโบว์ โคมไฟสีแดง และเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ตอนนี้ก้เป็นสีแดงด้วย
“เอ๊ะ...สีแดงงั้นเหรอ”
นอกจากต้องตกใจกับชุดที่เธอสวมใส่อยู่ นันทิสาถึงกับอุทานออกไม่ออก ร่างกายที่เคยผอมเพรียวกลายเป็นอ้วนฉุ เรียวขาที่เคยภูมิใจใหญ่พอๆ กับเสาของห้องนี้
“นี่มันอะไรกัน” !!
นันทิสาหยิกตัวเองอยู่หลายหนจนแขนแดงช้ำ มันยิ่งตอกย้ำว่าเธอไม่ได้ฝันไป ทั้งที่ควรจะตายไปแล้ว แต่กลับมาโผล่ในที่ที่ไม่รู้จักเสียได้