บทนำ
คนตระกูล 'หลิน' รุ่นสู่รุ่นสืบทอดตำแหน่งกุนซือแห่งราชวงศ์ไม่ขาดสาย จนกระทั่งมาถึงรุ่นที่ 7 บุตรีที่ภาคภูมิ 'หลินหวูซิน' นามหวูซิน แปลว่า ไร้ใจ นอกจากนามของนางแล้ว นิสัยยังไร้ใจสมชื่อ...
เชื่อหรือไม่โชคชะตามักจะพลิกผันเล่นตลกเสมอ
ใครจะคาดคิดว่าวันหนึ่งความจงรักภักดีจะย้อนกลับมาทำร้าย ความรักถูกเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังและเกียรติยศกลับกลายมาเป็นความอัปยศ
ท่ามกลางดินแดนทะเลทรายร้อนระอุ ร่างผอมบางรวนเรเดินซัดเซมาถึงชายแดนใต้ล้มลงสู่ผืนธรณี ดวงตาอันแสนอ่อนล้ามองออกไปเบื้องหน้าหวังเพียงใครสักคนหยิบยื่นมือช่วยนางออกจากขุมนรกนี้
เพราะชายที่รักมั่วเมาในกามโลกีย์ จึงถูกนางจิ้งจอกโสมมมล่อลวง สุดท้ายตระกูลล่มสลาย ถูกเนรเทศออกจากแคว้น หลงเหลือไว้เพียงความเเค้นชั่วกัปชั่วกัลป์....
ชายร่างหนาในชุดเกราะดำทมิฬมองร่างผอมแห้งกร้านกำลังคลานอยู่บนผืนทรายอย่างน่าเวทนา ริมฝีปากแห้งผากพยายามจะเปล่งเสียงออกมาแทบจะขาดใจ แม้สภาพน่าเวทนาฉะนี้ แต่ทำไมเขาจะจำไม่ได้ว่านางคือใคร
กุนซือหญิงหนึ่งเดียวในสามจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ซึ่งสามารถวางกลยุทธ์โดยใช้ทหารเพียง 3000 นายปิดล้อมทหารกว่า 300,000 นายเพียงแค่พลิกฝ่ามือก็ทำให้กองทัพแตกพ่ายได้ภายในพริบตา ชั่วชีวิตนี้เขาเคยเจออยู่ผู้เดียว นางคือ 'หลินหวูซิน' กุนซือหญิงที่ฉลาดที่สุด หลังจากพ่ายศึกคราวนั้นทราบภายหลังมาว่านางได้รับการแต่งตั้งเป็นฮองเฮา ไฉนเลยครานี้ถึงได้กลายมาเป็นเช่นนี้ได้
"หลินหวูซิน พวกเขาทำกับเจ้าถึงเพียงนี้เลยหรือ?" ชายหนุ่มขบกรามแน่นด้วยความโมโห แม้ว่าเขาจะเห็นนางเป็นศัตรูคู่อาฆาต แต่เพราะความเก่งกาจถึงได้ชื่นชมและเคารพนับถือ เขาเคยได้ยินมาว่าพวกอัจฉริยะมักจะตายไว แต่เขาคงทานทนไม่ได้หากเป็นนาง
"องค์ชายอย่าทรงกริ้ว อย่างไรนางก็ถูกทิ้งไว้ที่ชายแดนแล้ว ไม่สู้ดึงนางมาเป็นพวก" องค์รักษ์หนุ่มเสนอความคิดเห็น
"ถึงเจ้าไม่พูดเปิ่นหวางก็จะทำเช่นนั้น พวกแคว้นเฉิง! ไร้มนุษยธรรมสิ้นดี" ขณะกำลังเยื้องยาตรเข้าไปช่วยนาง ปรากฎว่ามีทหารไร้นามกลุ่มหนึ่งออกมาจากพงหญ้า กระบี่คมหมายจะบั่นคอคนที่นอนพับแทบไร้สติอยู่บนพื้นทะเลทราย
ชิ้ง
เขามาได้ทันการ ดึงกระบี่หนักปัดป่ายดาบพวกทหารไร้นามทันท่วงที สายตาอาฆาตมาดร้ายมองไปยังพวกทหารตรงหน้า
"พวกเจ้ากลับไป อย่าได้มายุ่มย่ามกับนางอีก" เสียงตวาดลั่นก้องกังวาลทรงอำนาจ แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหารรุนแรง
"มิได้องค์ชาย พวกเราได้รับเสาวนีย์มาจากฮองเฮาให้สังหารนางเสีย วันหน้านางอาจกลายมาเป็นภัยต่อราชวงศ์ หวังว่าองค์ชายจะทรงเข้าพระทัย อีกทั้งต้าเยี่ยและเมืองเฉิงต่างเป็น เฮือก!!" ไม่ทันได้เอ่ยจบประโยค คอของมันก็ลอยลิ่วออกจากบ่าด้วยคมกระบี่หนัก ตอนนั้นเพราะเห็นแก่หน้านางเขาจึงยอมสงบศึกกับแคว้นเฉิง เมืองเล็ก ๆ ที่ริอาจวางกล้ามใหญ่โตคิดว่าตัวเองเป็นที่หนึ่งในใต้หล้า ซึ่งแท้ที่จริงแล้วพวกเขาก็แค่มดปลวกคิดจะงัดข้อกับช้างสาร หากภูมิศาสตร์ไม่เอื้ออำนวยแคว้นนี้คงจะราบเป็นหน้ากลองไปนานแล้ว ไหนจะตระกูลหลินที่เก่งการทหารชื่อเสียงโด่งดังทั่วยุทธภพ แต่ช่างหน้าเสียดายที่พวกเขาเลือกเชื่อใจผิดคนเสียแล้ว
ตระกูลย่อยยับ...คนถูกไล่ล่าต้องหนีหัวซุกหัวซุน
ในเมื่อเมืองเฉิงไม่ต้องการหลินหวูซิน เขาก็จะรับไว้เอง ต่อจากนี้ไปไม่มีความจำเป็นต้องรักษามิตรภาพกลวง ๆ กับเมืองเฉิงอีก
"เค่อซุน สังหารพวกมันให้หมด อย่าให้มันเสนอหน้าไปฟ้องใครได้แล้วหลังจากนี้ก็เตรียมตัวจัดกองกำลังให้พร้อมรบอยู่เสมอ เร็ว ๆ นี้อาจมีงานใหญ่"
"รับบัญชาขอรับ" องค์รักษ์หนุ่มจัดการเหล่าทหารไร้นามพวกนั้นด้วยดาบเดียว โลหิตสีแดงฉานย้อมเข้ากับทะเลทราย ร่างไร้วิญญาณถูกทรายกลบฝังด้วยวิชากลืนกิน
เมื่อจัดการทางด้านนั้นเสร็จแล้ว ชายหนุ่มจึงอุ้มร่างผอมแห้งกร้านกลับไปด้วยกัน ยามนางหลับไหลเวลานี้ช่างดูอ่อนล้าไม่เหมือนกับกุนซือหญิงในอดีตที่เขารู้จัก ตอนนั้นนางทั้งห้าวหาญ เด็ดเดี่ยว แม้จะอยู่เบื้องบนหอคอยสูงคอยสั่งการ รู้ทั้งรู้ว่านางเป็นภัย แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่เขาจะสั่งให้พลธนูยิง
เหตุนั้นก็เพราะ...นางได้เข้ามาอยู่ในใจเขานานแล้ว
"กลับบ้านกัน เปิ่นหวางจะไม่ยอมให้ใครทำร้ายเจ้าอีก"
ราวกับได้ยินเสียงคนคุ้นเคยหลินหวูซินค่อยขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้า หากว่านางตาฝาดไปหรือไม่ที่ดันเห็นคนอุ้มเป็นศัตรูคู่รบซึ่งเคยประมือกันมาหลายต่อหลายครั้ง
ไม่ นางอาจตาฝาด คนคนนั้นจะรับนางไว้ในอ้อมแขนหรือ?
"ท่านหรือ...องค์ชาย" มือบอบบางสั่นเทิ้มรุนแรงพยายามสัมผัสดวงหน้าคนที่รับน้ำหนักกันอยู่ ผิวสากไร้ซึ้งหนวดเครา ริมฝีปากไม่เล็กไม่ใหญ่ กับจมูกโด่งปลายชี้ออกแนวรั้น
ไม่ผิดแน่
ยืนยันความคุ้นชินอีกครั้งด้วยการไล้ไปยังแนวสันกรามข้างขวาสุดปลายนั้นจะมีรอยปานรูปดอกซิ่งอยู่
"อืม ท่านนี้เอง" คล้ายเป็นความสบายใจ หลินหวูซินปิดตาสนิททิ้งตัวได้อย่างเชื่อใจ
ในสนามรบพวกเราสู้กันมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ล้วนเป็นการสู้ที่ยุติธรรม ดังนั้นต่อให้อีกฝ่ายเป็นคนต่างแคว้น นายพลต่างฝ่ายฉันใดก็ยังน่าเชื่อใจกว่าพวกหน้าเนื้อใจเสือในแคว้นเดียวกัน มันไม่ง่ายที่จะหนีการตามล่าระหว่างทางมาได้ คงต้องลองเชื่อใจเขาดูสักครั้ง
ริมฝีปากจิ้มลิ้มเตรียมจะอ้าพูดประโยคยาว ๆ ออกมา เช่น ขอให้เขาช่วยและแก้แค้นให้ ทว่าเขากลับแตะริมฝีปากห้ามนางเสียอย่างนั้น
"เจ้าไม่จำเป็นต้องพูดอะไร ไว้หายเมื่อไหร่ค่อยบอกว่าต้องการอะไร ตอนนี้เจ้าแค่ต้องนอนนิ่ง ๆ ในอ้อมอกข้าเข้าใจหรือไม่" ถึงสติสัมปัญชัญญะจะไม่ครบถ้วนดี รู้สึกมึนเบลออยู่บ้าง กระนั้นก็เข้าใจความที่บอกทุกอย่าง ใบหน้าน้อยพยักขึ้นลงเชื่องช้าเป็นการยืนยัน ก่อนที่จะทิ้งตัวพักไว้ในอ้อมอกแข็งแกร่งสมชายชาติทหารอย่างสบายใจ
"เค่อซุนกลับจวน" คำสั่งคงซึ่งกำลังดุดันเหมือนอย่างเคย เค่อซุนรู้ทันทีว่าองค์ชายกำลังหงุดหงิดมากเพียงใด ขณะเดียวกันก็ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้เห็นองค์ชายเป็นห่วงสตรีนางไหนมากขนาดนี้นอกจากมารดาและพระขนิษฐาที่แสนจะหวงแหน
ความผูกพันระหว่างชายหญิงกระทั่งเป็นศัตรูคู่รบกันมานานเพียงนี้ ช่างหยั่งลึกถึงยากเกินความเข้าใจไปแล้ว