บทที่ 1 ถอนหมั้น50%
๑
ถอนหมั้น
น่าน...เมืองที่ผู้คนยกย่องว่าเป็นเมืองปลอดภัยติดอันดับโลก แต่ในเวลานี้หญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งกำลังอยู่เหนือน่านฟ้าของเมืองน่าน กำลังมองผ่านเมฆหมอกจาง ๆ ไปยังด้านล่าง ซึ่งเป็นภูเขาและเนินเขาสลับซับซ้อนด้วยใจระทึก เมื่อนึกถึงสิ่งที่เธอกำลังจะทำ หลังจากเหยียบผืนแผ่นดินแห่งนี้
ด้านนอกตรงหน้าของเธอเป็นปีกเครื่องบินขนาดใหญ่ ซึ่งบางส่วนกำลังยกขึ้นเพื่อต้านลมลดความเร็วของเครื่องลง เมื่อเสียงประกาศดังขึ้นว่า กำลังนำเครื่องลงจอด ณ สนามบินน่านนครในอีกไม่นานนี้
เอาน่า...ยายรัก ไหน ๆ ก็ตัดสินใจมาถึงที่นี่แล้วจะกังวลไปทำไมเล่า
หญิงสาวได้แต่เตือนตัวเองเอาไว้ พลางลูบนิ้วนางข้างซ้าย ซึ่งสวมแหวนทับทิมสีแดงจัดล้อมเพชรระยิบระยับบนเรือนแหวนทองลวดลายแบบโบราณ ซึ่งบิดาให้เธอสวมไว้ตั้งแต่เริ่มสาว โดยบอกว่าห้ามถอดออกเป็นอันขาด เนื่องจากเป็นแหวนหมั้นซึ่งเพื่อนรักของท่านได้มอบไว้ให้ โดยสัญญาว่าเมื่อลูกชายและลูกสาวเติบโตขึ้นจะให้แต่งงานกัน
มันเป็นเรื่องตลกที่สุดในชีวิต เมื่อได้ยินบิดาเล่าเรื่องคู่หมั้นตั้งแต่เธอยังแบเบาะให้ฟัง แต่เห็นว่าแหวนวงนี้สวยดี รวมทั้งไม่อยากขัดใจบิดาจึงใส่เรื่อยมา และคิดไว้เสมอว่า วันหนึ่งเธอจะต้องยกเลิกข้อตกลงที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายสัญญากันไว้
ทว่าเป็นเรื่องน่าโมโหเพราะในขณะที่เธอกำลังคิดว่า จะยกเลิกสัญญาอย่างไรเพื่อจะถนอมน้ำใจเพื่อนของบิดา แต่คู่หมั้นของเธอดันเป็นคนส่งอีเมลมาหาบิดาเธอ เพื่อยกเลิกการหมั้นหมายนั้นเสียเอง!
คนอย่างรสิตาไม่เคยถูกกระทำอย่างดูหมิ่นเช่นนี้มาก่อน!
หญิงสาวกัดฟันกรอดเมื่อนึกขึ้นมาว่า การกระทำของผู้ชายที่ชื่อน่านนทีเป็นการตบหน้าเธอย่างร้ายกาจ จึงตัดสินใจเดินทางมาที่นี่ เพื่อจะมาดูหน้าผู้ชายคนนั้นว่าเขาเป็นคนอย่างไรกันแน่ ถึงได้กล้าหาญถอนหมั้นหญิงสาวที่คุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างรสิตา พลาพิทักษ์ ลูกสาวเจ้าสัวใหญ่ที่บรรดาลูกชายผู้มีอันจะกินในเมืองไทยมากมายพยายามจะเข้าหา ด้วยเธอมีการศึกษาที่เพียบพร้อม รูปร่างหน้าตาก็สวยงามและยังมีผลประโยชน์มากมายที่จะได้จากบิดาของเธอ แต่ผู้ชายคนนี้ กลับโยนสิทธิ์ที่ตนได้ครอบครองมาตั้งแต่ต้นนั้น ทิ้งไปเหมือนของไร้ค่า
รสิตายอมรับว่าการที่เธออยู่มาจนถึงอายุยี่สิบเก้าปีโดยไม่ได้แต่งงานนั่นเพราะว่า เธอพยายามยืดเวลาให้นานที่สุดเพื่อไม่ให้มีการแต่งงาน เริ่มตั้งแต่ตอนเรียนจบมหาวิทยาลัย เมื่อฝ่ายโน้นแจ้งมาว่าพร้อมจะแต่งงาน เธอก็ขอบิดาไปเรียนต่อต่างประเทศ จนกระทั่งจบปริญญาโทจากประเทศอเมริกา แล้วตัดสินใจทำงานที่โน่นต่ออีกห้าปีเพื่อหาประสบการณ์
จนกระทั่งเธอกลับมาเมื่อปีที่แล้ว บิดาของเธอก็บอกว่าฝ่ายคู่หมั้นของเธอโทร. มาถามเรื่องการหมั้นหมาย เธอจึงบอกบิดาไปว่าขอเวลาอีกหนึ่งปี แล้วเมื่อครบหนึ่งปีเขาก็ติดต่อมาอีกครั้ง แต่เธอบอกว่าเพิ่งเริ่มทำงานจึงขอเวลาอีกครั้ง ไม่คิดเลยว่าการขอเวลาในคราวนี้ บิดาของเธอจะได้รับอีเมลตอบกลับมาจากคู่หมั้นของเธอว่า…
เรียน ท่านเจ้าสัวสุทธิรักษ์
กระผมกราบขออภัยอย่างยิ่งที่ต้องส่งอีเมลมาหาท่านเจ้าสัวด้วยตัวเอง เนื่องจากเห็นว่าเจ้าพ่อติดต่อท่านเจ้าสัวไปหลายครั้งแล้ว เกี่ยวกับการแต่งงานตามที่ได้หมั้นหมายกันไว้ ซึ่งตลอดมากระผมคิดแต่เพียงว่า รอให้ทางท่านเจ้าสัวพร้อมจึงไม่อยากเร่งรัด แต่ตอนนี้เวลาล่วงมานานเกือบสามสิบปี จึงคิดว่าการรอคอยควรจะถึงเวลายุติลงได้แล้วเพื่อไม่ให้สัญญานั้นกลายเป็นภาระที่เราทั้งสองตระกูลจะต้องแบกรับไว้
ด้วยความเห็นใจยิ่งว่าจะทำให้คู่หมั้นของกระผมต้องลำบากใจ เนื่องจากเป็นการหมั้นหมายที่ไม่ได้เกิดจากความยินยอมพร้อมใจของเธอ จึงตัดสินใจให้อิสระกับน้องรัก เพื่อให้เธอได้มีโอกาสในการเลือกคู่ครองด้วยตัวเอง
โดยที่กระผมซึ่งเป็นฝ่ายขอยกเลิกการหมั้นหมายนี้ ยินยอมที่จะยกแหวนประจำตระกูลอนันธวงค์ ซึ่งสืบทอดกันมานับร้อยปีนี้ ให้ตกเป็นสมบัติของตระกูลพลาพิทักษ์ เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีงามที่เราเคยมีต่อกันอย่างยาวนานเอาไว้ให้ยั่งยืนสืบไป
ด้วยความเคารพยิ่ง
น่านนที อนันธวงค์
เมื่อคิดถึงอีเมลที่บิดาของเธอส่งต่อมาให้อ่าน หญิงสาวถึงกับกำมือแน่นก่อนจะสะดุ้งเมื่อรู้สึกเจ็บ เธอคลายมือออกแล้วมองรอยเล็บกลางฝ่ามือก่อนส่ายหน้าอย่างงุนงงว่าทำอะไรลงไป
คิดแล้วก็อยากเห็นหน้าผู้ชายคนนั้นให้ชัด ๆ นัก ว่าจะดูดีขนาดไหนกันเชียว ถึงได้ส่งอีเมลมาถอนหมั้นเธอได้อย่างไม่แยแส เธอเคยเห็นน่านนทีคราวหนึ่งในช่วงที่เขาเพิ่งจบ ป.6 คราวนั้นบิดาของเขามาเยี่ยมเยียนบิดาของเธอที่กรุงเทพฯ
เธอจำได้ดีว่าเขาเป็นรุ่นพี่ผู้ชายที่ตัวเตี้ยผิวขาว ในเวลานั้นเธอยังเรียนอยู่ ป.3 ซึ่งรูปร่างของเธอแทบจะสูงกว่าเขาเสียอีก แต่หลังจากที่โตขึ้นมาเธอก็ไม่ได้เจอกับเขาอีก แถมรูปถ่ายที่บิดาให้ดูนั้นก็เป็นช่วงเขาเข้าสู่วัยรุ่น รูปร่างผอมอุ้มลูกบาสเกตบอล เธอยังหัวเราะว่าท่าทางของเขาแทบจะอุ้มลูกบอลนั่นไม่ไหวด้วยซ้ำ
แต่หลังจากนั้นเธอก็ไม่เห็นรูปถ่ายของเขาอีก ไม่ว่าจะค้นหาทางโซเชียลเน็ตเวิร์กหรือในเว็บไซต์ใด ๆ ก็ไม่สามารถค้นพบว่า หลังจากโตขึ้นแล้วหน้าตาของเขาเป็นอย่างไร แล้วที่สำคัญ...ผู้ชายคนนั้นถือดีอย่างไรถึงได้ถอนหมั้นเธอ คนอย่างรสิตาไม่เคยมีใครทำให้เสียหน้าได้เช่นนี้มาก่อน
นายน่านนทีเราต้องได้เห็นดีกันแน่ๆ!
แล้วความคิดที่กำลังฟุ้งกระจายพลันสะดุดลง เพราะแรงสั่นสะเทือนเมื่อล้อเครื่องบินแตะกับพื้นแล้วไถลไปบนรันเวย์ พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการเตือนเรื่องยังไม่ควรใช้โทรศัพท์มือถือจนกว่าจะถึงอาคารผู้โดยสารหรือเรื่องที่ยังไม่ควรปลดเข็มขัดนิรภัย จนกว่าเครื่องบินจะจอดนิ่งสนิทเสียก่อน แต่เธอไม่ได้สนใจอะไรมันนัก หญิงสาวหันมองคนข้าง ๆ ซึ่งเธอไม่ได้ให้ความสนใจมาก่อน เห็นชายวัยกลางคนร่างผอม และเด็กผู้ชายตัวเตี้ยผิวขาววัยราวสิบขวบแทน ซึ่งเด็กคนนั้นทำให้เธอนึกถึงอดีตคู่หมั้นอีกจนได้ เพราะท่าทางช่างเหมือนกันเหลือเกิน
หญิงสาวขยับลุกเมื่อคนข้างนอกออกไปหยิบกระเป๋า ซึ่งวางไว้บนช่องเก็บสัมภาระที่อยู่เหนือที่นั่ง ในขณะที่คนจำนวนมากเบียดเสียดกันเพื่อจะหยิบกระเป๋าของตนเอง เธอจึงหยุดรอให้คนที่นั่งด้านนอกหยิบเสร็จก่อนจึงค่อยออกมา แล้วเอื้อมขึ้นไปหยิบกระเป๋าของตนเองบ้าง
“โอ๊ย” เสียงชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังเดินมาร้องขึ้น เมื่อข้อศอกของเธอกระแทกศีรษะเขาอย่างจังตอนที่เขย่งขึ้นไปดึงกระเป๋าลงมา หญิงสาวหันขวับมามองหน้าตื่น
“ขอโทษนะคะ คุณเจ็บมากไหมคะ” ถามทั้งที่รู้ว่าเขาคงเจ็บทีเดียวเพราะข้อศอกของเธอยังรู้สึกเจ็บ
“ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร” ชายร่างสูงผิวขาวในชุดสูทสีดำตอบ เขาชะงักแล้วมองหน้าเธอซ้ำด้วยแววตาแปลก ๆ ก่อนที่จะเดินตามนักเดินทางคนอื่นลงจากเครื่องบินโดยที่เธอเดินตามไปข้างหลัง