หลังจากดินเนอร์วันเกิดของพี่วายุเสร็จแล้วเรากลับห้องกันในตอนสี่ทุ่ม ฉันได้แต่หวังว่าวันแห่งความรักปีนี้จะไม่กร่อยจนถึงวินาทีสุดท้ายของวัน ฉันอาจจะชวนพี่โซ่ดูหนังรักสักเรื่องก่อนนอน หรือไม่ก็ดูก่อนแล้วก็ทำอะไร ๆ แบบที่คนรักเขาทำกัน
“ฟางไปอาบน้ำก่อนพี่ไป” เขาบอกแล้วถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก ฉันยิ้มแล้วก็เดินเข้าไปอาบน้ำ กะว่าอาบเสร็จแล้วจะมาจุดเทียนหอม แต่งห้องแล้วก็ชวนพี่โซ่ดูหนังกัน
ตอนอาบน้ำเสร็จฉันเตรียมน้ำอุ่นเอาไว้ให้แฟนในอ่าง พี่โซ่เข้าไปต่อจากฉันแล้วฉันก็มาเตรียมห้องแล้วก็แอบใส่ชุดนอนสายเดี่ยวสีชมพูนู้ดเอาไว้ด้วย น้องอบอวนไปด้วยเทียนหอมอโรมา ไฟสีนวลตาชวนให้รู้สึกโรแมนติกขึ้นมา ไม่นานนักแฟนก็เดินออกมาจากห้องแต่งตัวด้วยชุดนอน
“มานอนสิคะ ดูหนังกัน” ฉันส่งสายตายั่วเขาเล็กน้อยพร้อมกับหนังในจอที่เป็นหนังออกแนวสิบแปดบวกหน่อย ๆ แต่พี่โซ่กลับส่งสายตาเรียบ ๆ มาให้พร้อมกับบอกว่า
“ฟางดูเลยพี่ต้องไปเคลียร์งานที่ค้างไว้ พรุ่งนี้พี่มีประชุมแต่ยังไม่ได้ดูงานที่ไวน์ส่งมาเลย” จิตใจฉันตอนนี้เหมือนลูกโป่งที่ลมรั่วออกไปจนหมดเลยนะ
“ค่ะ” ฉันตอบรับเพราะว่าไม่อยากจะงอแงพี่โซ่เดินมาหาฉันก่อนจะหอมหน้าผากหนึ่งที
“ฝันดีครับ” เขาพูดเท่านี้ก่อนจะเดินจากไป ฉันถอนหายใจออกมาเมื่อประตูห้องนอนปิดลง คว้ารีโมตมาปิดทีวีแล้วก็ปิดไฟที่เกิดเอาไว้ ภายในห้องที่มืดสนิทน้ำตาถูกไหลลงมาเงียบ ๆ อย่างห้ามไม่ฟัง
ปีนี้เป็นปีที่สามแล้วเราคบกัน ฉันมีแฟนในวันวาเลนไทน์มาสามปีแล้วเช่นกัน แต่ว่าก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันจะต่างจากตอนที่ไม่มีเท่าไหร่ แต่ก็นะฉันไม่ควรงอแงในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องแบบนี้หรอก เพราะว่าพี่โซ่ก็เป็นคนแบบนี้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วนี่นา
การเป็นแฟนกันไม่ได้หมายความว่าฉันจะไปเปลี่ยนตัวตนเขาให้มาเป็นแบบที่ชอบได้ ฉันควรรักเขาในแบบที่เขาเป็นเขา และฉันก็รักเขาแบบนี้มาตลอดเลยล่ะ
ฉันคิดว่าบนโลกใบนี้อาจจะไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียวที่เป็นแบบนี้ คงไม่ได้มีคู่รักคู่ของฉันคู่เดียวที่เป็นแบบนี้ด้วย ฉันไม่ควรเอาคู่ของตัวเองไปเปรียบเทียบกับคู่อื่นถ้าไม่จำเป็น
ในคืนนั้นฉันหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ แต่ตื่นเช้ามาเพราะว่าคุณแม่โทรมาบอกว่าจะให้ไปเยี่ยมคุณย่าเป็นเพื่อน คุณย่ามีโรคประจำตัวแล้วความดันขึ้นก็เลยนอนโรงพยาบาลสองวันแล้ว พอคุณแม่โทรมาแต่เช้าฉันก็เลยตัดสินใจตื่นมาทำอาหารเช้าไว้ให้แฟนซะเลย
ปกติฉันจะตื่นพร้อม ๆ กันกับพี่โซ่ตื่น ถ้าเขาอาบน้ำฉันจะเตรียมอาหารไว้ให้ บางทีก็ทำเอง บางทีก็สั่งเอา เพราะฉันอยากให้แฟนฉันได้รับอาหารดี ๆ ทุกเช้าน่ะ
ติ๊ง ๆ ๆ ๆ! ระหว่างที่กำลังหั่นแซนด์วิชอยู่นั้นกริ่งที่ห้องก็ดังขึ้นมา ฉันละมือจากอาหารก่อนจะล้างมือแล้วเดินมาที่ประตูห้อง หน้าจอด้านหน้าบอกว่ามีพนักงานส่งขอมาซึ่งพอเปิดไปดูฉันก็กลั้นยิ้มแทบไม่อยู่เมื่อพบว่าไรเดอร์ส่งของนั้นถือช่อดอกทิวลิปช่อใหญ่อยู่หน้าประตู
“ของมาส่งให้คุณศิรภพ เจตสิริลักษณ์ครับ” พนักงานบอกชื่อแฟนของฉันมา
“อาบน้ำอยู่ค่ะ เดี๋ยวฉันรับแทนเอง” พนักงานส่งช่อดอกไม้มาให้ฉันก่อนจะยื่นหน้าจอมือถือให้เซ็นรับสินค้าก่อนจะจากไป ฉันยิ้มจนหน้าบานพลางกอดช่อดอกไม้เดินเข้ามาในห้อง
ฉันชอบดอกทิวลิปมากเลย ชอบทุกสีแต่สีโปรดมาก ๆ ก็คือสีชมพูซึ่งอยู่ในช่อนี้เลยล่ะ ฉันเชยชมมันและหัวใจก็เหมือนลูกโป่งที่ถูกสูบลมกลับเข้าไปใหม่ กำลังจะเดินไปหามือถือมาถ่ายรูปเก็บเอาไว้แต่จังหวะที่กำลังจะก้มลงดอมดมช่อดอกไม้ช่อใหญ่พี่โซ่ก็เรียก
“ฟาง ทำอะไรน่ะ” เขารีบสาวเท้าเดินมาหา
“ฟางก็แค่ดูดอกไม้ที่มาส่งค่ะ” เขาหน้าตึงจนฉันรู้สึกแปลก ๆ “ขอบคุณ...”
“ดอกไม้นี้ของพาร์ตเนอร์พี่ที่จะไปประชุมกับเขาตอนสิบโมงนี้” คราวนี้หัวใจฉันไม่ได้เหมือนลูกโป่งที่ลมค่อย ๆ รั่วแล้ว แต่หากเป็นลูกโป่งที่ถูกเจาะจนแตกภายในเสี้ยววินาที “อย่าเล่นสิ เดี๋ยวมันจะช้ำเอา”
“ขอโทษค่ะ ฟางไม่รู้” ฉันตอบเสียงเบาแล้วส่งดอกไม้คืนไปให้ พี่โซ่รับมันไปและเอาไปวางไว้ที่โซฟา ความน้อยอกน้อยใจโถมเข้ามาอีกครั้งแต่ฉันก็ยังเข้มแข็ง มันไม่ใช่ความผิดของเขานี่นา ฉันผิดเองที่ไม่ถามก่อน “พี่โซ่แต่งตัวเร็วฟางทำข้าวเช้าจะเสร็จแล้ว”
ว่าจบฉันก็หันหลังเข้าไปในครัวเพื่อจัดการอาหารให้กับแฟน นอกจากแซนด์วิชแล้วยังมีน้ำผลไม้สกัดเย็นที่ฉันเตรียมไว้ให้ด้วย ฉันเรียนรู้มาจากคุณแม่ที่มักจะเตรียมอาหารให้คุณพ่อทานเองในทุกเช้าแม้ว่าบ้านเราจะล้อมไปด้วยแม่บ้านและคนรับใช้ รวมถึงคุณแม่ถูกเลี้ยงมาอย่างไข่ในหินก็ตาม
แม่ฉันทำอาหารไม่เป็นในตอนแรก แต่ค่อย ๆ เรียนรู้ไปจนตอนนี้ทำอาหารอร่อยมาก แม่ทำอาหารให้คุณพ่อ ให้ฉันและน้องชายมาเสมอเพราะแม่บอกว่าอยากจะให้คนที่รักรู้ถึงความใส่ใจที่ส่งผ่านอาหาร
“วันนี้ฟางจะไปเยี่ยมคุณย่ากับคุณแม่นะคะ” ระหว่างทานมื้อเช้าฉันเริ่มต้นคุยกับแฟน
“คุณย่ายังไม่ออกโรงพยาบาลใช่ไหม”
“ค่ะ ความดันยังสูงอยู่หมอกลัวคุณย่าหน้ามืดอีก” ฉันตอบแล้วกัดแซนด์วิชหนึ่งคำ “เสร็จแล้ววันนี้ฟางว่าจะนอนบ้าน คุณแม่บอกว่าฝุ่นไม่กลับไปนอนบ้านหลายวันแล้ว”
“คุณพ่อกับคุณแม่คงเหงา” พี่โซ่พูดแล้วก็กัดแซนวิชคำสุดท้าย
“ที่รักอยากให้ฟางนอนบ้านไหม ถ้าไม่ฟางกลับมาได้นะคุณแม่ไม่ว่าหรอก”
“ไม่เป็นไรหรอก ฟางนอนเถอะวันนี้พี่อาจจะไม่กลับ” มันเป็นแบบนี้อีกแล้วสินะ เดี๋ยวนี้แฟนฉันมักจะนอนที่ออฟฟิศประจำเลยเพราะเขาทำห้องเอาไว้เผื่อทำงานดึก “ใกล้เตรียมตรวจสภาพโรงกลั่นแล้วพี่คงทำงานหนัก พี่ไม่อยู่ฟางก็จะเหงา”
“งั้นฟางนอนบ้านหนึ่งวันนะคะ” ฉันยิ้มให้แฟน
“นอนหลาย ๆ วันก็ได้เผื่อพี่จะไปโรงงาน”
“แต่ฟางคิดถึงพี่นี่” ฉันรู้ตัวว่ากำลังเริ่มงอแงอยู่ “พี่โซ่ไม่คิดถึงฟางเหรอ”
“คิดถึงสิ แต่พี่ต้องทำงานไง” เขายื่นมือมาวางบนหัวฉัน “เข้าใจไหมครับ”
“ค่ะ” ฉันตอบรับสั้น ๆ แล้วฝืนกัดแซนด์วิชเข้าปากส่วนแฟนก็ยิ้มนิดหน่อย
เดี๋ยวพี่ให้ไวน์ส่งของเยี่ยมไปไว้ที่บ้านคุณแม่ฟางนะ ฟางจะได้เอาไปเยี่ยมคุณย่า ฉันรับคำกับแฟนก่อนจะส่งเขาไปทำงาน พอพี่โซ่จากไปฉันก็อาบน้ำแต่งตัวแล้วเข้ามาที่บ้าน
ฉันเรียนจบแล้วล่ะ แบบว่าฉันใช้เวลาเรียนประมาณสามปีครึ่งน่ะะ พึ่งจบมาเมื่อปลายปีที่แล้ว ช่วงนี้อยู่ในช่วง Grab year และตัดสินใจอยู่ว่าจะทำอะไร พ่อกับแม่บอกว่าให้เวลาไปคิดว่าจะเรียนต่อเลยหรือจะพักก่อนน่ะนะ ถ้าพักพ่อก็อยากจะให้ฉันลองไปช่วยงานหรือไม่ก็ลองไปเที่ยวเปิดโลกดูไรงี้
เมื่อก่อนตอนยังไม่มีแฟนฉันติดเที่ยว ไปต่างประเทศบ่อยตั้งแต่ช่วงมอปลายแล้ว แต่พอมีแฟนฉันก็ไม่ค่อยได้ไปไหนบ่อยหรอก ส่วนใหญ่ที่ไปก็ไปแต่กับครอบครัวแล้วน่ะ
“จ๊ะเอ๋ ทำอะไรอยู่คะสุดหล่อ” ฉันกอดเข้าที่เอวของคุณพ่อเมื่อเดินเข้ามาในบ้านแล้วเห็นคุณพ่อพอดี “ฟางนึกว่าคุณพ่อจะไปทำงานแล้วซะอีก”
“วันนี้ไม่มีอะไรสำคัญค่ะ” พ่อบอกกับฉันแล้วหอมหัวฉันไปที “กลับบ้านได้แล้วเหรอเนี้ย”
“ก็คุณจีน่าบอกว่าวันนี้จะให้ไปเยี่ยมคุณย่าเป็นเพื่อนค่ะ” คุณจีน่าคือคุณแม่ของฉันเองแหละ แม่ฉันน่ะเป็นน้องสาวของเจ้าพ่อกาสิโนลาสเวกัสและมาเก๊า เป็นเจ้าของธุรกิจเยอะมาก ๆ ส่วนพ่อฉันก็เป็นเจ้าของกิจการโลจิสติกส์ทางเรือที่ได้รับมรดกมาจากคุณปู่
“คุณแม่หนูดูป้าติ๊ตุ๋นโสมไปฝากคุณย่าอยู่ค่ะ” คุณพ่อตอบฉันมา “นี่พ่อพึ่งเห็นของเข้ามาส่งเมื่อกี้บอกว่ามาจากแฟนของหนูฝากไปให้คุณย่า”
“ใช่ค่ะ พี่โซ่ติดงานเลยมาด้วยไม่ได้” ฉันพูดไปเพื่อให้คุณพ่อรู้ว่าแฟนฉันก็อยากจะมาเยี่ยมคุณย่าเหมือนกันน่ะนะ พ่อเพียงส่งยิ้มให้ฉันเป็นการรับรู้เท่านั้น
พ่อฉันรู้ดีว่าฉันรักแฟนมากขนาดไหน การแก้ต่างแทนแฟนนั้นฉันมักจะทำมันประจำจนเคยชิน พ่อฉันไม่ได้อคติกับแฟนของฉันนะ แต่ฉันก็แค่พูดไปก่อนเท่านั้นเอง
ครอบครัวฉันและครอบครัวแฟนเราเข้าขากันดีมาก พ่อฉันกับพ่อพี่โซ่อายุไล่ ๆ กัน อยู่ในแวดวงธุรกิจเหมือน ๆ กันและคอยพึ่งพาอาศัยเรื่องงานกัน พ่อของพี่โซ่ใช้บริการขนส่งไม้กับทางเรือของพ่อ และพ่อก็ช่วยเรื่องสัมปทานค้าไม้แก่อพ่อพี่โซ่ด้วย
ความสัมพันธ์ของเราน่ะราบรื่นมากจริง ๆ สำหรับผู้ใหญ่ และพวกท่านก็คาดหวังว่าความสัมพันธ์ของเราจะจริงจังมากขึ้น และฉันเองก็หวังแบบนั้นเหมือนกัน
“ข้าวฟาง” ฉันเหลือบตาไปมองคุณแม่ที่นั่งอยู่ข้างกันในรถตู้ระหว่างทางไปโรงพยาบาล
“ขา” ฉันขานรับเมื่อเห็นว่าแม่นั้นมองอยู่
อ้อ ขออธิบายก่อนนะว่าฉันน่ะชื่อข้าวฟาง ไม่ใช่ข้าวฟ่างนะ แต่ที่มาก็มาจากคำเดียวกันนั่นแหละ ตอนแรกคุณพ่ออยากให้ฉันชื่อข้าวฟ่างแต่คุณย่าที่ค่อนข้างเป็นสายมูบอกว่าชื่อฉันมีไม้เอกไม่ดีก็เลยเปลี่ยนจากข้าวฟ่าง มาเป็นข้าวฟางน่ะ เพราะงั้นคนมักจะเรียกชื่อฉันผิดว่าข้าวฟ่างประจำเลย
แต่ฉันน่ะชื่อข้าวฟาง แล้วก็มักจะแทนตัวสั้น ๆ ว่าฟาง น่ะนะ
“หนูตัดสินใจหรือยังคะว่าอยากจะทำอะไร” ฉันยักไหล่เล็กน้อยเมื่อถูกถาม “แม่ไม่ได้อยากจะเร่งลูกนะคะ แต่ว่าถ้าหนูอยากเรียกต่อหนูลองยื่นไว้ก่อนไหม ถ้าหนูไม่อยากเรียนมหาลัยเก่าแม่ ลองไปเรียนที่แคนาดาได้นะ ยังไงแม่ก็จะยกบ้านที่นั่นให้หนูอยู่แล้ว”
“ฟางอยากอยู่ที่ไทยค่ะ” ฉันพูดเสียงเบา และตอนนั้นแม่ก็หรี่ตามอง
“ไม่อยากห่างจากเจ้าโซ่มากเลยสินะ” คุณจีน่าพูดด้วยน้ำเสียงเหน็บ ๆ “แม่น่ะไม่ได้รังเกียจโซ่เลยฟาง แม่ชอบด้วยซ้ำที่ฟางคบกับโซ่ แต่ฟางลองเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ไปที่ใหม่ ๆ หรือยัง”
“.......” ฉันยังเงียบและไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
“ฟางไปลองเจอสังคมใหม่ ๆ ไปเรียน ไปเที่ยวแบบที่ฟางเคยอยากไปตอนจบมอปลายสิคะ” แม่จับมือฉันแล้วส่งสายตาห่วงใยมาให้
“แต่ฟางกลัวว่าความห่างกันมันจะทำให้พี่โซ่กับฟางรักกันน้อยลง” ฉันบอกสิ่งที่กังวลในใจออกไป หลายครั้งที่ฉันจินตนาการถึงช่วงเวลาที่ต้องห่างกันกับแฟนฉันมักจะปวดใจเสมอ แม้ว่าช่วงเวลาเหล่านั้นจะยังไม่เคยเกิดขึ้นก็ตาม แค่คิดว่าจะไม่ได้เจอเขาบ่อย ๆ ฉันก็หงอยแล้ว
“แม่เชื่อว่าถ้าลูกกับโซ่รักกันมากพอทุกอย่างจะยังเหมือนเดิม คนเราจะต้องรู้จักลองผิดลองถูกเพื่อเป็นคนที่ดีขึ้นนะลูก” และคำพูดของแม่มันก็มีเหตุผลเหมือนกัน