เหม่ยจวี๋
ภายในห้องเช่าราคาถูกหลังมหาวิทยาลัยรัฐบาลแห่งหนึ่ง บรรยากาศอึมครึมไรแสงสว่างจากเสาไฟฟ้าข้างถนนรอดผ่านได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ณ เวลาโดยประมาณเที่ยงคืนกว่าหญิงสาวตัวบางร่างเล็กกว่ามาตรฐานกำลังคู้ตัวนอนหดแขนหดขาอยู่ใต้ผ้าห่มน่วม
เธอรู้สึกไม่สบายเนื้อตัวนัก ความอึดอัดเหมือนมีของหนักกดทับปลุกเธอจากห้วงนิทรา ดวงตาเรียวแหลมค่อยๆ เปิดขึ้นเล็กน้อยช้าๆ เพื่อมองดูรอบๆ
ทันใดนั้นเองเจ้าของห้องเช่านั้นเห็นหญิงชราสวมชุดสีขาวมอซอผมเผ้ารุงรัง นั่งหันหลังอยู่ข้างๆ ตัวของเธอซึ่งหญิงสาวมั่นใจว่าไม่ใช่ญาติหรือคนรู้จักอย่างแน่นอน
“ป้า!...เข้ามาในห้องฉันทำไม”
“หึ! หึ! หึ!” คนถูกถามตอบกลับมาเป็นเพียงเสียงหัวเราะอันแหบแห้งและเย็นยะเยือกราวกับลมในฤดูหนาวแล้วก็ยังคงนั่งนิ่งหันหลังให้เด็กสาวอยู่อย่างนั้น
“อย่ามากวนฉันนะถ้าไม่อยากโดนดี” คนอ่อนกว่าไม่สน
เธอเหยียดกายคลายเมื่อยแล้วตวัดผ้าห่มคลุมตัวอีกครั้งและตะแคงตัวหันหนี พยายามไม่สนใจว่าหญิงชราชุดขาวผมยาวรุงรังนางนั้นต้องการอะไรแล้วข่มตานอน
พรุ่งนี้ เธอมีกิจธุระต้องตื่นแต่เช้าและอาจจะเจอสิ่งที่ไม่คาดสิ่งอีกมาก การเริ่มต้นชีวิตใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัยและอีกไม่นาน ‘เหม่ยจวี๋’ จะก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว
“วี๊ดดด....”
“โอ๊ยป้า!”
“วี๊ดดดด”
“รำคาญ”
กรี๊ดดดด
“อยากลองดีกับกูนักใช่มั้ยอีแก่ ได้เลย!!!”
Peep Peep Peep
‘เหม่ยจวี๋’ ตื่นขึ้นในเช้าวันถัดมาภายในห้องเช่าเล็กๆ หลังเดิม
ครั้งแรกที่ออกจากสถานสงเคราะห์บ้านเด็กกำพร้าและได้มาใช้ชีวิตตามลำพังข้างนอก
วันนี้เป็นวันกิจกรรมรับน้องที่ทางมหาวิทยาลัยจัดขึ้น โดยปกติพื้นฐานนิสัยของเหม่ยจวี๋เธอไม่เคยสนหรือใส่ใจกับเรื่องต่างๆ รอบตัวอยู่แล้วแต่จากประสบการณ์ในช่วงที่ตนมาเรียนปรับพื้นฐานเมื่อเดือนที่แล้ว การแบ่งแยกตัวเองออกจากสังคมไม่ใช่เรื่องดีเอาเสียเลยทั้งที่ตนก็เพิ่งออกมาเรียนรู้เผชิญโลกภายนอก การปรับตัวให้เข้ากับสิ่งรอบตัวเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่เหม่ยจวี๋ต้องทำให้ได้
เมื่อหญิงสาวหน้านิ่งเดินทางมาถึง ณ ลานกิจกรรมของมหาวิทยาลัย รุ่นพี่ตามคณะต่างๆ กำลังจัดซุ้มต้อนรับน้องปีหนึ่งกันอย่างครึกครื้น
สถาบันการศึกษาอันทรงเกียรติ เก่าแก่และมีประวัติมาอย่างยาวนานเต็มไปด้วยความทรงจำมากมาย
เหม่ยจวี๋กวาดตามองบรรดานักศึกษาเสื้อขาวจำนวนมากที่ต่างก็ทำกิจกรรมของตัวเองกันอยู่เพื่อหวังจะเจอเพื่อนร่วมคณะแต่สายตาของเธอก็ดันสะดุดเข้ากลุ่มควันจางๆ ที่โต๊ะม้านั่งถัดไปใกล้ๆ
จากกลุ่มควันสีอ่อนมันค่อยๆ ก่อตัวและเริ่มเห็นเป็นโครงสร้างของชายวัยกลางคน คนหนึ่ง เสื้อผ้าขาดเก่ามอมแมม ผมสีดอกอ้อกลางกบาลแลดูบางเป็นหย่อมๆ เจ้าของใบหน้าม่วงจนดำคล้ำผิดธรรมชาติและทันใดนั้นเองทั้งคู่สบสายตากันโดยบังเอิญอย่างมิได้นัดหมาย
มันรู้ว่าเธอมองเห็นเขา เหม่ยจวี๋เองก็หาได้กลัวเกรงกับสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น เธอจึงจ้องมองเขม็งเข้าไปในดวงตากลมลึกจนเกือบโบ๋
‘อย่ามายุ่งกับฉัน’ การสื่อสารโดยไม่ขยับปาก เหม่ยจวี๋ส่งกระแสจิตไปยังกลุ่มก้อนพลังงานนั้นในเชิญออกคำสั่ง
‘ช่วยลุงด้วย’
ลุงแก่ผมสีดอกอ้อนั้นพานักศึกษาสาวผู้มีฌานวิเศษกลับไปดูช่วงสุดท้ายในชีวิตของตน
ในอดีตที่ไม่สามารถระบุปีพ.ศ.ได้เขาเคยเป็นภารโรงและเสียชีวิตจากเด็กนักศึกษา (เวร) ในตอนนั้น
ณ วันเกิดเหตุ ลุงแกกำลังยืนกวาดใบไม้อยู่หน้าลานกิจกรรมแห่งนี้ตามกิจวัตรและพบเข้ากับเงินจำนวนหนึ่งที่มากพอให้แกอยากยึดเงินนี้ไว้
มันมีค่ามากกว่าเงินเดือนภารโรงหลายสิบเดือนรวมกันนักแต่เมื่อสติยั้งคิดของคนหาเช้ากินค่ำชักหน้าไม่ถึงหลัง
เงินนี้น่าจะเป็นของนักศึกษาคนใดคนหนึ่งเตรียมมาเพื่อจ่ายค่าเล่าเรียน มันมีคุณค่ามากกว่าที่แกจะเห็นแก่ตัวยึดไว้ซะเอง ฉะนั้นจึงคิดว่าจะนำเงินนี้ไปประกาศหาเจ้าของ
“เฮ้ยลุง! เอาเงินมาจากไหนวะ”
นักศึกษาหัวโจกเห็นภารโรงถือเงินก้อนโตจึงออกอุบายล่อลวงโดยวิธีต่างๆ แต่ไม่สำเร็จ
พวกมันลากลุงภารโรงขึ้นไปบนอาคารที่ ณ ตอนนั้นอาจารย์หรือนักศึกษาคนอื่นๆ หลงเหลืออยู่อีกแล้ว
“อย่าทำแบบนี้เลยพ่อหนุ่ม”
“งั้นก็เอาเงินนี้มาแล้วก็หุบปากซะ”
“อย่าทำแบบนี้เลย”
ผลัวะ!
วัยรุ่นขึ้นชื่อว่ากำลังอยู่ในคึกคะนอง เลือดร้อนและใช้อารมณ์มากกว่าสติสัมปชัญญะอย่างสุดโต่ง
แล้วถ้าหากมีพวกมีพ้องเป็นตัวยุยงด้วยแล้วก็ยิ่งเหมือนแรงเสริมให้ทำอะไรไปโดยไม่คิดไตร่ตรองถึงผลได้ผลเสียที่จะตามมาต่อจากนั้น
เหล่าบรรดานักเลงในคราบนักศึกษารุมสกรัมคนแก่ไร้ทางต่อกรเสียจนน่วมเพื่อเงินก้อนนั้น
“ลุงกลัวแล้วปล่อยลุงไปเถอะนะ”
“ถ้าปล่อยแล้วลุงจะสงบปากสงบคำทำไม่รู้ไม่ชี้หรือเปล่าฮึ”
“ลุง...”
“ไอ้แก่เอ๊ย! งั้นคืนนี้มึงจะนอนในห้องนี้แหละ”
ปัง!
ฮาๆๆๆ
เสียงเฮเสียงฮาคึกคักและเสียงฝ่าเท้าของบรรดาเด็กนักศึกษากำลังเดินห่างออกไปไกลเรื่อยๆ
คนแก่ร่างกายบอบช้ำพยายามคลานมาที่ประตูทั้งเขย่าสุดแรงและตะโกนสุดเสียงเพื่อร้องขอให้ใครสักคนช่วยเหลือแต่ในเวลาพลบค่ำแบบนี้ เสียงร้องโหยหวนลอยไปกับลมจนกระทั่งเงียบลงไปเองในคืนอันมืดมิด
เช้าวันต่อมาเหล่านักเรียนนักเลงรีบขึ้นอาคารเรียนมาเพื่อปล่อยลุงภารโรงแต่!...ก็ไม่ทันการณ์ซะแล้ว
คนแก่เป็นโรคหอบเรื้อรังขาดใจตายอย่างอนาถและเดียวดายภายในห้องนั้น
คนผิดกลัวความผิดจึงคิดอำพรางศพโดยการนำร่างไร้วิญญาณไปโยนทิ้งที่บ่อขุดหลังมหาวิทยาลัย
และเพื่อรักษาภาพลักษณ์อันดีงามของสถานศึกษาให้ทรงเกียรติต่อไป ผู้มีอำนาจจึงลงความเห็นว่าลูกจ้างชั่วคราวนายนั้นช่างโชคร้ายนัก ประสบอุบัติเหตุจมน้ำตายขณะปฏิบัติหน้าที่ภารโรง