บทนำ
รัชศกที่สิบสี่แคว้นฉินวันที่สองเดือนหนึ่งปีเสอเหนียน สตรีคนหนึ่งยืนร้องไห้อยู่ลำพังท่ามกลางฝนฟ้าที่โหมกระหน่ำตกลงมาในหน้าหนาวทั้งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นได้ น้ำเสียงเย็นชาเสียดแทงใจทำให้หลินชิวเยว่ตาสว่างเสียที นางพยายามกะพริบไล่น้ำตาแล้วเดินกลับบ้านอย่างเชื่องช้า เนื้อตัวเปียกปอนทั้งหมดเหมือนลูกสุนัขหลงทาง หัวใจเจ็บปวดยากหาทางแก้ไข
ย้อนกลับไปเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ในจวนแม่ทัพ หลังจากเสร็จศึกทางใต้ที่อยู่ในเขตภูเขาสูงหยางลี่หมิงก็เดินทางกลับเมืองหลวงในทันที เขาใช้เวลาอยู่สามเดือนกว่าจะเดินทางมาถึงเพื่อให้ทันก่อนฤดูหนาวที่ใกล้มาเยี่ยมเยือน เมื่อกลับถึงจวนแม่ทัพเพียงสิบวันก็เพิ่งพบว่าตนนั้นเคยหมั้นหมายกับสตรีตระกูลหลินก่อนไปออกรบ ทว่าเขาจำไม่ได้และยังไม่คิดเรื่องแต่งงาน จึงออกอุบายกุเรื่องขึ้นว่าตนเองมีสตรีข้างกายคอยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ ถ้าหากหลินชิวเยว่ต้องการให้เขาแต่งงานด้วยก็ต้องให้ซูเจินแต่งงานด้วยเช่นเดียวกัน
“ถ้าเจ้าไม่ยอมให้ข้าแต่งซูเจินเข้าจวนพร้อมกัน ข้าก็จะขอสมรสพระราชทานจากฝ่าบาท” หยางลี่หมิงกลั้นใจไม่หันไปมองหน้าหลินชิวเยว่ เขายืนหันหลังโดยไม่มีท่าทางสะทกสะท้านใด ๆ แม้แต่ภาพเหมือนของนางก็ยังไม่เคยแม้แต่จะเปิดออกดูด้วยซ้ำไม่รู้ว่าเขาลืมไปหรือไม่ ชีวิตของบุรุษผู้นี้มีแต่ความเป็นความตายวนเวียนอยู่รอบตัวจึงไม่เคยคิดเรื่องมีครอบครัวหรือความรักเลยสักนิด นิสัยของเขาเย็นชาและเต็มไปด้วยแผนการมากมาย
‘ใจร้ายยิ่งนักหยางลี่หมิง แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นฉินมีสัญญาหมั้นหมายกับข้าอยู่แท้ ๆ แต่กลับขอร้องให้ข้ายอมแต่งงานพร้อมสตรีอื่นเข้าจวน สามปีที่รอคอยท่านช่างเป็นเรื่องน่าสมเพชยิ่งนัก’ หลินชิวเยว่คิดอยู่ในใจและมองแผ่นหลังบุรุษองอาจด้วยแววตาตัดพ้อ น้ำตามากมายบดบังดวงตาคู่งาม ไหลรินอาบแก้มโดยไม่อาจสะกดกลั้นความเสียใจไว้ได้
“ข้า หลินชิวเยว่ชีวิตนี้ไม่คิดใช้สามีร่วมกันกับผู้อื่น หากท่านแม่ทัพอยากแต่งงานกับนางมากนัก ข้าจะหลีกทางให้ก็ย่อมได้ แต่มีเงื่อนไข...” หลินชิวเยว่ นางเป็นคุณหนูรองตระกูลพ่อค้า แม้อำนาจมีไม่มากเท่าจวนแม่ทัพแต่นางไม่เคยอยู่ใต้ผู้อื่น
ซูเจิน สตรีคนนั้นติดตามท่านแม่ทัพไปทำศึกสงคราม พวกเขาคงมีวันคืนที่ดีร่วมกันจนลืมไปว่ามีสัญญาหมั้นหมายกับนางอยู่ แม้ปวดใจแต่นางก็ละทิ้งได้ คนที่ไม่รักษาสัญญา
หยางลี่หมิงดีใจมากเพราะคิดว่าหลินชิวเยว่จะเป็นคนพูดง่าย “เช่นนั้นข้าจะคืนสินสอดให้เจ้าสามเท่าแลกกับการถอนหมั้นครั้งนี้”
“ไม่จำเป็นเจ้าค่ะ ข้าจะไม่รับการชดเชยใด ๆ เว้นท่านแม่ทัพอยากถอนหมั้นจริง ๆ ก็ทำเพียงเดินโขกศีรษะตั้งแต่จวนแม่ทัพไปบ้านตระกูลหลินเพื่อขอโทษ ข้าถึงจะยินยอม”
“นี่เจ้า! อย่าให้มันมากไปนัก” เป็นคนข้างกายแม่ทัพใหญ่ที่ทนฟังไม่ได้ ท่านแม่ทัพเป็นใครและตระกูลหลินเป็นใคร หยางลี่หมิงเกียรติยศสูงส่งไม่มีใครเทียบ มีความดีความชอบมากมายแม้แต่จักรพรรดิก็ยังต้องเกรงใจหลายส่วน ตระกูลหลินเป็นแค่ตระกูลพ่อค้าจะเทียบชั้นได้เช่นไร
แววตาหยางลี่หมิงเข้มขึ้นรู้สึกขุ่นเคืองใจที่ได้ฟังเงื่อนไขนั้น “เจ้าไม่ยอมถอนหมั้นด้วยดีสินะ” แม้จะพูดแบบนั้นแต่ก็ไม่ปรายตามองหน้าหลินชิวเยว่แม้แต่น้อย
“ถ้าหากท่านแม่ทัพอยากถอนหมั้นนัก ก็รอไปก่อนเถิดเจ้าค่ะ! หากท่านกล้าทำตามที่ข้าขอ เช่นนั้นข้าก็กล้าถอนหมั้นให้ท่านได้ไปแต่งงานกับนาง” หลินชิวเยว่เดินกระแทกเท้าออกจากจวนแม่ทัพไป ต่อหน้าต่อตา นางทำเป็นเข้มแข็งไปอย่างนั้นเอง ทั้งที่ความจริงแล้วทั้งเจ็บปวดแล้วก็ทรมานใจมาก ทว่าไม่อาจปล่อยมือไปอย่างง่ายดายนัก เพียงอยากทดสอบความรักที่แม่ทัพใหญ่มีต่อสตรีที่มีนามว่าซูเจิน หากเขากล้าลดเกียรติทำลายศักดิ์ศรีตัวเอง นางถึงกล้าละทิ้งความรักที่มีให้เขามายาวนานหลายปี
“ท่านแม่ทัพให้ตามไปหรือไม่ขอรับ ข้าจะรีบจับนางมาทรมานจนกว่าจะยอมถอนหมั้นเอง” ทหารข้างกายหยางลี่หมิงเป็นทหารเดนตาย แน่นอนว่ามีนิสัยอำมหิตและน่ากลัว
“ไม่ต้อง…ปล่อยนางไปก่อน” หยางลี่หมิงแหงนหน้าหันมองท้องฟ้าที่ทำท่าว่าฝนกำลังจะตกลงมา ทั้งที่ฤดูหนาวเริ่มเข้ามาแล้ว ทว่าหัวใจที่ด้านชาของเขากลับไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก
ทว่าเมื่อฝนลงเม็ดได้ไม่นานมากนักหยางลี่หมิงกลับเปลี่ยนใจรีบคว้าร่มกระดาษสีดำคันหนึ่งติดตัวไปด้วย ฝีเท้าของบุรุษองอาจมั่นคงแต่เมื่อเดินออกไปที่หน้าจวนแม่ทัพก็ไม่พบสตรีผู้นั้นแล้ว ก้มมองที่ถนนเห็นรอยรถม้าที่วิ่งแล่นตรงไปก็ส่ายหน้าให้กับความคิดของตัวเอง
“นางคงนั่งรถม้ากลับบ้านไปแล้วกระมัง” หยางลี่หมิงกางร่มเดินกลับเข้าไปในเรือนโดยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไปแล้ว