ตอนที่ 1 ประเทศอลาสตอร์
การสอบเทอมสุดท้ายปีสี่ได้สิ้นสุดลง ฉันเดินออกจากห้องสอบเป็นคนแรกพลันรู้สึกใจหายที่เพียงพริบตาเดียวก็จบการศึกษาจากมหาลัยแห่งนี้แล้ว วันเวลาผ่านไปรวดเร็วจนหน้ากลัว หลังจากเรียนจบก็ไม่รู้ว่าควรจะเรียนต่อหรือทำงานดีรอยต่อระหว่างการจบการศึกษาชวนให้เคว้งคว้างเหลือเกิน ไม่นานนักเพื่อนสนิทตัวดีทั้งสี่หน่อก็ถยอยออกมาจากห้องสอบ ดูจากสีหน้ามึนๆของพวกเธอแล้ว ไม่รู้ว่าจะต้องมาเรียนปี 5 กันอีกไหม
‘เสร็จคนแรกเลยนะบี๋’ เมธิสาอดไม่ได้ที่จะแซวว่าที่เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง บี๋เป็นคนแรกที่ลุกออกจากห้องสอบตรงเวลาเป๊ะ ในบรรดาพวกเราสี่คน บี๋คือคนที่เรียนเก่งที่สุดและมีความสมบูรณ์แบบในหลายๆเรื่อง
‘ก็ไม่ได้ยากอะไรนี่’ฉันตอบอย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าต้องสอบได้คะแนนเกือบเต็มแน่นอน
พวกเราเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ดังนั้นแล้วการสอบมีเพียงครั้งเดียวเต็ม 100 คะแนนเท่านั้น ถ้าต่ำกว่า 50 คะแนนนั่นหมายความว่าพวกเราจะเรียนไม่จบ การที่ฉันออกจากห้องสอบทันทีที่หมดเวลาจึงเป็นที่น่าแปลกใจสำหรับคนอื่น
‘จริงสิ พวกแกกลับบ้านตอนไหนกัน’ มนตราถาม
กลับบ้านที่ว่าไม่ใช่กลับหอพักแต่อย่างใดแต่หมายถึงกลับบ้านเกิดเพราะพวกทั้งห้าต่างมีที่มาต่างกัน ปกติแล้วเมื่อปิดภาคการศึกษาพวกเราจะจองตั๋วกลับบ้านพร้อมกัน
มนตราคือหนึ่งในเพื่อนสาวของฉันอีกคน เป็นคนที่มีภาวะเป็นผู้นำสูงลิ่วอีกทั้งยังมีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าองค์การนักศึกษา แต่จากนี้มนตราคงไม่ต้องทำหน้าที่นั้นแล้ว ชีวิตมหาลัยกำลังจะจบลงแล้ว
‘ก่อนจะคิดเรื่องกลับบ้าน คุยกับพ่อมึงก่อนมั้ย’ พุทธบูชาพยักเพยิดไปทางด้านหลังปะทะสายตาของอาจารย์หนุ่มกำลังเพ็งมองที่พวกเธอเหมือนกำลังล็อคเป้าหมาย แน่นอนว่าพ่อที่ว่าไม่ใช่พ่อผู้ให้กำเนิดแต่เป็นคำที่เอาไว้เรียกอาจารย์ผู้ชายต่างหาก
‘รีบไปกันเถอะ โอมเดินไม่เห็น หลับตาไม่เห็นกูเพี้ยง!’เมธิสาหลับตาพนมมือพึมพำหวังเพียงแต่ว่าอาจารย์ชัชวาลจะมองข้ามเธอไป อย่ามาคุยกันเธอเลยแต่เหมือนว่าคาถาจะไม่ได้ผล
หมับ มือปริศนาจับที่ไหล่เมธิสา
‘จะไปไหนกันเด็กๆ’เสียงนั้นเป็นที่แน่นอนแล้วว่าคนที่กำลังแตะไหล่เธออยู่นั้นคืออาจารย์ชัชวาล นิติจุฑากรณ์ อาจารย์ประจำภาคสาขาวิชากฎหมายระหว่างประเทศที่เพ่งเล็งพวกเรามาตั้งแต่ปี 1 ฉันมีลางสังหรณ์ว่าอาจมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นในเร็วๆนี้
‘คือพวกหนูต้องรีบกลับบ้านกันน่ะค่ะ’ เมธิสากลั้นใจตอบพลางก้มหน้าก้มตาไม่กล้าสบตาอาจารย์หนุ่ม กิตติศัพท์ความโหดของอาจารย์หนุ่มเป็นที่ประจักษ์ในหมู่นักศึกษา การถูกเขาเรียกมักจะไม่นำพาไปสู่เรื่องดี
‘มาคุยกันหน่อยไหม อาจารย์มีเรื่องรบกวนกลุ่มพวกเธอ’
นานิ๊!? ทั้งห้าสาวหันไปมองหน้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
‘เอ่อก็ได้ค่ะ พอมีเวลาอยู่’ ฉันเอ่ยตอบก่อนจะได้รับสายตาคาดโทษจากเพื่อนทั้งสี่คน ไม่รู้จะกลัวอะไรกันนัก อาจารย์ชัชแค่เข้มงวดแต่ไม่ได้ใจไม้ไสระกำ แท้จริงแล้วเขาแค่ประทับใจเด็กที่ขยันและกระตือรือร้นซึ่งพวกเราก็ดันเป็นกลุ่มเป้าหมายของเขาเสียด้วย
‘งั้นตามอาจารย์มาทางนี้หน่อย’
อาจารย์หนุ่มพาทั้งห้าสาวมายังห้องพักอาจารย์พร้อมกับรื้อเอกสารปึกหนาออกมายื่นให้กับห้าสาว
‘นี่เป็นเอกสารรายละเอียดวิจัยที่อาจารย์ศึกษาอยู่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรทางปกครองในประเทศอลาสตอร์ที่มีเขตการปกครองตนเองเยอะที่สุดในนานาประเทศโดยมีรัฐบาลกลางเพียงหนึ่งเดียว ทีมวิจัยเก่าๆของอาจารย์เขาไม่ว่าง อาจารย์เห็นว่าพวกเธอเขียนตอบข้อสอบได้ดีดูชื่นชอบกฎหมายระหว่างประเทศ หากพวกเธอสนใจอาจารย์ยินดีใส่ชื่อพวกเธอเป็นผู้ช่วยวิจัย พวกเธอคิดเห็นกันยังไง’ ฉันรีบเปิดดูเอกสารด้วยความสนใจเต็มประดา นี่เป็นโอกาสที่ดีอยู่ไม่น้อยที่จะได้เก็บผลงานแต่ประเทศอลาสตอร์ที่ว่ามันอยู่ที่ไหนกันแน่ เพิ่งเคยได้ยินชื่อประเทศนี้ครั้งแรก
‘ไม่ว่างหรือคะ?’ มนตราไม่ค่อยเชื่อในคำกล่าวอ้างของอาจารย์ชัชเพราะเธอเคยไปช่วยงานวิจัยระดับประเทศมาเหมือนกัน ข้ออ้างว่าไม่ว่างฟังยังไงก็ดูชอบกล อีกอย่างพวกเธอนะเหรอเขียนตอบได้ดี ถ้าหมายถึงได้เกรด D ก็คงจะจริงอยู่มีเพียงแค่บี๋กับเมธิสาเท่านั้นแหละที่ได้เกรด A วิชากฎหมายระหว่างประเทศทั้งเเผนกคดีเมืองและแผนกคดีบุคคล
‘อืมใช่’ อาจารย์หนุ่มตอบพลางลอบปาดเหงื่อเพราะเหตุผลที่ทีมวิจัยลาออกมันมีมากกว่านั้นจริงๆแต่ถ้าเขาพูดไปเด็กพวกนี้คงปฏิเสธกันหมดเป็นแน่
‘งั้นเพื่อประกอบการตัดสินใจ พวกเราอยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับประเทศอลาสตอร์มากกว่านี้’ เมธิสากระทุ้งเเขนบี๋พลางคิดในใจว่า ใครอยากจะรู้
ชัชวาลเห็นความมุ่งมั่นในแววตาของลูกศิษย์ก็รู้สึกมีชัยไปกว่าครึ่ง การชักชวนให้เข้าร่วมทีมวิจัยด้วยกันคงไม่ยาก เขารู้ดีว่านิสัยเด็กพวกนี้สอดรู้สอดเห็นเป็นที่หนึ่งเพราะก่อนหน้านี้เขาได้ไปสอบถามอาจารย์ปวัณรัตน์ อาจารย์ผู้สอนวิชานิติเวชว่าเด็กกลุ่มไหนที่โดดเด่นที่สุดเผอิญว่าได้คำตอบว่าเป็นเด็กกลุ่มนี้ พวกเธอไม่ธรรมดาอีกทั้งยังมีความสามารถช่วยไขคดีมรดกเลือดได้อีกด้วย หากว่าไม่ใช่เด็กกลุ่มนี้จะมีใครเหมาะสมไปมากกว่านี้อีก
‘ประเทศอลาสตอร์เป็นประเทศที่แยกตัวเป็นอิสระ ลักษณะภูมิประเทศเป็นเกาะขนาดกลางที่เชื่อมต่อจากประเทศรัสเซีย แม้ประเทศอลาสตอร์จะเป็นประเทศที่ไม่ได้ใหญ่มากแต่วิธีการปกครองประเทศไม่เป็นรองประเทศมหาอำนาจ พวกเธอคงไม่รู้ว่าประเทศอลาสตอร์ร่ำรวยเป็นอันดับสามของโลกทีเดียว แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นพวกเธอน่าจะเห็นในเอกสารแล้วว่า ระบบภายในของพวกเขาน่าสนใจมากแม้รัฐบาลกลางจะผูกขาดอำนาจอธิปไตยไว้แต่ผู้เดียวแต่ก็ยังมีการกระจายอำนาจให้กับผู้ปกครองเขตแต่ละเขตอย่างมีอิสระ โดยรัฐบาลมีสิทธิเต็มหน่วยเพียงที่เดียวเท่านั้นคือเมืองหลวง ส่วนเขตการปกครองของใคร คนนั้นก็มีสิทธิเต็มที่ซึ่งถ้าเทียบกับบ้านเราคือการให้อำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นเพียงแต่บ้านเราไม่ได้กระจายอำนาจชัดเจนเท่าประเทศเขา สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือประเทศเขามีการปกครองในรูแบบของมาเฟียปกครองเมือง เรียกง่ายๆว่าผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นจะมีสิทธิพิเศษบางประการ’ บี๋ฟังคำอธิบายยาวเหยียดจบก็ปักใจแล้วว่าจะต้องเข้าร่วมงานวิจัยนี้ให้ได้ สิ่งที่อาจารย์อธิบายมาค่อนข้างใหม่สำหรับเธอ
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมอาจารย์ชัชวาลถึงทุ่มเทให้กับวิจัยนี้มากเพราะมันน่าสนใจเช่นนี้นี่เอง
‘อาจารย์คะ แล้ววัตถุประสงค์ในการทำวิจัยครั้งนี้คืออะไรคะ’
‘ศึกษาการจัดการบริหารภายในรัฐและศึกษาประเพณีและวัฒนธรรม ส่วนวัตถุประสงค์อื่นอาจารย์จะยอมบอกก็ต่อเมื่อพวกเธอตกลงเข้าร่วม’ สายตากดดันจากเพื่อนสาวทั้งสี่คนมองมาที่ฉัน แต่ฉันตกลงปลงใจไว้แล้ว
บี๋กระตุกยิ้มมุกปากก่อนจะยกมือขึ้นพูดด้วยเสียงดังฟังชัด
‘อาจารย์คะ รพีรินทร์ต้องการเข้าร่วมเป็นผู้ช่วยวิจัยค่ะ’
‘ห๊าาาา’ ทั้งสี่สาวร้องเสียงหลงออกมาพร้อมกัน เมธิสาคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าบี๋จะต้องเข้าร่วมงานนี้อย่างแน่นอน
‘แล้วพวกเธอทั้งสี่คนคิดเห็นยังไง จะทิ้งรพีรินทร์ไว้คนเดียวหรือ’ ชัชวาลเลิกคิ้วถาม เขารู้ว่าเด็กๆพวกนี้รักพวกก้องกันมาก ตามคำบอกเล่าของอาจารย์ปวัณรัตน์ เด็กกลุ่มนี้ทำงานกันเป็นทีม ถ้าคนหนึ่งได้ตกลงแล้วไม่มีทางที่คนที่เหลือจะปฏิเสธ
‘เห้อออ เมธิสาตกลงเข้าร่วมด้วยก็ได้ค่ะ’ เมธิสาเอ่ยตอบอย่างจำใจ เธอไม่อยากทิ้งให้บี๋ต้องไปเผชิญความลำบากเพียงคนเดียว
ระหว่างที่บี๋กำลังดูเอกสารการวิจัย ฉันลองค้นหาประเทศอลาสตอร์ในอินเทอร์เน็ตแล้วปรากฏว่าไม่มีข้อมูลของประเทศนี้เลย ทำไมถึงได้ดูลึกลับขนาดนี้
‘ถ้างั้น มนตรายินดีเข้าร่วมด้วยค่ะ’ มนตราไม่มีทางทิ้งเพื่อนอยู่แล้ว เพื่อนแท้ไม่ทิ้งกัน
‘พุทธบูชากับพัชรีก็ยินดีเข้าร่วมด้วยค่ะ’ ปริมหันไปมองหน้าพุทธบูชาโดยอัติโนมัติ ยังไม่ทันได้ตกปากรับคำ พุทธบูชาก็ตัดสินใจแทนให้แล้ว
‘ดีมาก ไม่เสียชื่อลูกศิษย์ของอาจารย์ งั้นมาลงชื่อตรงนี้ อาจารย์ต้องทำเรื่องส่งให้กับสถานทูตเพราะพวกเราจะไปในนามคณะวิจัยตัวแทนของประเทศไทย’
‘ทำไมฐานะเราฟังดูยิ่งใหญ่จังล่ะคะ หนูคิดว่านี่เป็นงานวิจัยส่วนตัวของอาจารย์ซะอีก’
‘รพีรินทร์ ลำพังจะให้อาจารย์ออกเงินตัวเองทำวิจัยก็คงไม่พอเราก็ย่อมต้องอาศัยทุนวิจัยกันอยู่แล้ว วันหนึ่งถ้าพวกเธอเรียนจบไปแล้วชื่นชอบการทำวิจัยก็ควรจะเรียนรู้จากอาจารย์ให้มากๆ’
‘รับทราบค่ะ’ ทั้งห้าสาวตอบรับพร้อมกัน
‘อาจารย์ชัชคะแล้วพวกเราจะไปทำวิจัยกันตอนไหนหรือคะ’ เมธิสาถาม คนตื่นเต้นไม่ใช่บี๋หรอกแต่เป็นเธอนี่แหละที่เป็นฝ่ายตื่นเต้นเอง
‘หลังจากนี้ 1 อาทิตย์ พวกเธอเตรียมตัวเก็บกระเป๋า เอาไปเพียงแค่เป้ใบเดียวเท่านั้น รายละเอียดการเตรียมตัวอาจารย์ได้จัดเตรียมไว้ให้แล้ว’ ชัชวาลหยิบกระดาษโน๊ตเเผ่นน้อยออกมาห้าแผ่น ทั้งห้าแผ่นระบุรายละเอียดไว้ชัดเจนว่าควรจะเอาอะไรไปและไม่ควรเอาอะไรไป
‘เตรียมมาพอดีเป๊ะ เหมือนรู้ว่าเราจะตกลงด้วยแต่แรกเลยอ่ะ’ ปริมกระซิบบอกพุทธบูชา พุทธบูชาพยักหน้าเห็นด้วย คาดว่าอาจารย์หนุ่มคงมีแผนมาแต่แรก งานนี้ถ้าอยากจะรู้ว่าประเทศอลาสตอร์คือประเทศอะไรมีแต่ต้องถามพี่ชายผู้มีตำแหน่งพ่วงด้วยเป็นคู่หมั้นของเมธิสา รายนั้นเป็นถึงอัครราชทูตที่ปรึกษาหรืออีกทางหนึ่งคือถามสามีของมนตราแต่รายนั้นคงไม่รู้อะไรมากเพราะเป็นเพียงแค่ตำรวจท้องถิ่นเท่านั้น
‘พวกเธอมีอะไรจะถามอาจารย์อีกไหม ถ้ามีอะไรอัปเดตอาจารย์จะโทรไปแจ้งรพีรินทร์แล้วให้รพีรินทร์แจ้งพวกเธอที่เหลืออีกที’
‘เอ่อ อาจารย์คะ อยากจะถามเรื่องค่าใช้จ่ายน่ะค่ะ แล้วก็ระยะเวลาการวิจัยสิ้นสุดเมื่อไหร่คะ’
‘เธอพุทธบูชาใช่ไหม’ พุทธบูชาพยักหน้างงงวย ไม่ใช่ว่าอาจารย์ทราบอยู่แล้วหรือ
‘อาจารย์ชอบสกิลการถามของเธอ ถามเก่งแบบนี้จะมีประโยชน์กับงานวิจัยมาก’ เอิ่ม ตอบคำถามก่อนค่ะอาจารย์ชัชวาล นอกเรื่องอีกแล้ว
‘เรื่องค่าใช่จ่ายไม่ต้องห่วง พกมาแค่ค่าใช้จ่ายส่วนตัวเผื่อพวกเธออยากจะซื้อของฝากอย่างอื่น ส่วนค่ากิน ค่าอยู่ อาาจารย์จะเป็นคนจัดสรรให้ ส่วนเรื่องระยะเวลาสิ้นสุด อาจารย์คาดการณ์ไว้ว่าประมาณ 7 เดือน หากว่าทุกอย่างเรียบร้อยไม่มีอุปสรรคล่ะนะ’
เมื่อได้ยินระยะเวลาสิ้นสุดการวิจัยหญิงสาวทั้งห้าคนถลึงตาโตเป็นไข่ห่าน แสดงว่าหลังจากกลับมาจากการทำวิจัย พวกเธอก็เตรียมตัวรับปริญญาได้เลย
‘อาจารยย์คะ อาจารย์บอกว่าคาดการณ์ว่า 7 เดือนแสดงว่ามีความเป็นไปได้ที่จะใช้เวลามากกว่า 7 เดือนใช่ไหมคะ’
‘ใช่ครับ เธอมีปัญหาอะไรหรือเปล่ารพีรินทร์’
‘หนูไม่มีปัญหาอะไรหรอกค่ะ แต่เมธิสามีแพลนจะแต่งงานกับคู่หมั้นเร็วๆนี้น่ะค่ะ’
‘ไม่เป็นไรหรอกน่า ยังไม่ได้หาฤกษ์แต่งเลย เลื่อนไปอีกหน่อยคุณทศคงไม่ว่าหรอก ใช่ไหมพุทธบูชา’
‘แน่ล่ะ พี่ทศไม่เคยขัดใจแกอยู่แล้วนี่นา’ พุทธบูชานึกถึงเมื่อปีกลาย เพื่อนรักกับพี่ชายคบหากันในช่วงที่ครอบครัวกำลังเผชิญหน้ากับความลำบากถึงขีดสุดมีเพียงพ้องเพื่อนที่อยู่ข้างกันละช่วยให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ เมธิสาตกหลุมรักพี่ทศตั้งแต่แรกพบสบตาแต่ตอนนั้นพี่ทศใจแข็งปฏิเสธเมธิสาไม่ยอมให้เข้าใกล้แม้แต่ครึ่งก้าว ตัดภาพมาปัจจุบันตามใจเสียยิ่งกว่าน้องสาวแท้ๆ ป่านนี้ก็คงทำพินัยกรรมยกมรดกให้เมธิสาหมดแล้วกระมัง น้องสาวอย่างเธอจึงตกเป็นหมาหัวเน่าไปโดยปริยาย
‘เธอไม่ติดปัญหาอะไรใช่ไหม เมธิสา’
‘ไม่ค่ะ’
‘แล้วมีใครติดปัญหาอะไรอีกไหม ถ้าไม่มีก็แยกย้ายได้ อาจารย์จะรีบส่งรายชื่อให้กับสถานทูตยิ่งทำเรื่องเร็วก็จะได้ไปเร็วและเสร็จงานเร็ว’
‘ไม่มีแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ’ ห้าสาวพร้อมใจกันพนมมือก้มลงไหว้แล้วค่อยค่อยปลีกตัวออกจากห้องพักอาจารย์ทีละคนแล้วจึงนัดพบกันที่บ้านปริมอันเป็นนฐานทัพลับ
ต้องรู้ให้ได้ว่าประเทศอลาสตอร์เป็นประเทศแบบไหนกันแน่ เหตุใดถึงได้ปิดข่าวลึกลับเพียงนี้ อีกทั้งแม้แต่การทำวิจัยครั้งนี้ยังค่อนข้างลับสุดยอดอีกต่างหาก
เมื่อมาถึงบ้านของปริม เมธิสาไม่รอช้าที่จะต่อสายโทรหาคู่หมั้นหนุ่มโดยมีเพื่อนสาวอีกสี่คนนั่งล้อมวงรอฟัง
‘ฮัลโหลครับ ว่าไงคะเธอขาของพี่’ เสียงชายหนุ่มดังออกมาจากสาย พร้อมสาวทั้งสี่พร้มใจกันทำท่าโก่งคออ้วกด้วยความหมั่นไส้ในความรักของเมธิสา
‘แหวะ เลี่ยนความรัก’ พุทธบูชาแขวะพี่ชาย เพิ่งจะรู้ว่าเวลาเพื่อนรักคุยกับพี่ชายหวานเลี่ยนกันขนาดนี้ แบบนี้สินะที่เขาเรียกกันว่าหวานปานจะกลืนกิน
‘อ้าว หนูอยู่กับเพื่อนๆหรือคะ สวัสดีครับน้องบี๋ น้องปริม น้องมนตรา ยายตัวแสบ’ ทศพักตร์เอ่ยทักทายบรรดาเพื่อนของคู่หมั้นเท่าที่จำได้รวมถึงน้องสาวตัวแสบด้วย
‘สวัสดีค่ะพี่ทศ’ ทั้งสี่สาวเอ่ยทักทายตอบกลับไป
‘คุณขาทำงานอยู่หรือเปล่า ว่างไหม’
‘ว่างแล้วครับ คิดถึงพี่เหรอคนดี’
‘คิดถึงคุณขามากๆเลย’ เมธิสาบิดซ้ายบิดขาด้วยความขวยเขิน ปกติคุยกันสองคนก็เขินจะแย่พอมีคนอื่นฟังด้วยยิ่งอายแทบจะแทรกแผ่นดินหนี
มนตรามองเมธิสาที่บิดซ้ายบิดขวาอยู่นั่นก็เกิดความหมั้นไส้เตะขาแรงๆไปทีหนึ่ง
‘จะหวานอีกนานไหมเอ่ย เข้าเรื่องซะที’ มนตรากระซิบเบาๆข้างหูเมธิสา
‘คุณขา เมมีเรื่องอยากจะถาม’
‘เรื่องอะไรคะ ซีเรียสหรือเปล่า’
‘ค่อนข้างซีเรียสค่ะ คุณขารู้จักประเทศอลาสตอร์ไหมคะ’
‘หนูถามถึงประเทศนี้ทำไมคะ’ เสียงจากปลายสายเอ่ยเสียงดุ ยิ่งทำให้ทั้งห้าสาวเกิดความสงสัยมากยิ่งขึ้น
‘ทำไมคุณขาต้องดุด้วย พวกหนูจะไปทำวิจัยที่ประเทศนี้ค่ะ’
‘พี่ ไม่ ให้ ไป’ เสียงจากปลายสายเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ
‘พี่ทศ ขอเหตุผล’ พุทธบูชาดูออกว่าพี่ชายกำลังโมโห ยืนยันได้แล้วว่าเรื่องที่เธอสันนิษฐานอยู่ในใจมีเงื่อนงำ ทศพักตร์เป็นคนมีเหตุผลเสมอ การที่เขาปฏิเสธไม่ยอมให้ไปเหตุผลจะต้องสำคัญถึงขั้นคอขาดบาดตาย
‘เหตุผลพี่คงพูดผ่านโทรศัพท์ไม่ได้ วันพรุ่งนี้พี่จะบินไปหาพวกเราที่เชียงราย มีหลายเรื่องที่เธอควรรู้เกี่ยวกับประเทศอลาสตอร์และที่สำคัญพวกเธอไม่ควรพูดชื่อประเทศผ่านโทรศัพท์หรือเครื่องสื่อสารใดๆ’ ในหัวของฉันตอนนี้มีแต่เครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด อะไรมันจะเป็นความลับขนาดนั้น แต่มันก็คงมีเหตุผลขนาดว่าค้นหาในอินเทอร์เน็ตยังไม่เจอและมันก็คงเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัยที่เราต้องไปทำวิจัยในประเทศนั้นด้วย
‘แค่นี้นะคะ แล้วเจอกันค่ะ’ เมธิสาชิงตัดบทพร้อมกับกดวางสาย เธอเริ่มไม่พอใจทศพักตร์ขึ้นมาที่กล้าทำเสียงดุต่อหน้าเพื่อนๆของเธอ
‘ฉันจะงอนพี่ทศ งอน งอน และก็งอน ชิส์’ เมธิสากอดอกสะบัดหน้าไปอีกทาง
‘พักงอนพี่ทศก่อนเนอะ เราต้องคุยเรื่องประเทศนี้กันก่อน แกรู้สึกไหมว่าการวิจัยครั้งนี้ต้องอันตรายมากแน่ๆเลย พี่ทศเป็นคนมีเหตุผลมาก ที่เราถามไปเมื่อครู่ไม่ต้องเจอหน้าก็รู้ว่าพี่เขาโมโห เรื่องนี้มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากล’ ปริมและมนตราพยักหน้าเห็นด้วยกับพุทธบูชา
‘งั้นพวกเราทำประกันชีวิตไว้เผื่อเลยดีไหมวะ’
‘เมธิสา ยังจะติดตลกอีก นี่จริงจังนะ แกคิดว่าไงอ่ะบี๋’
‘ฉันรู้อยู่แล้วล่ะ ฉันเห็นภาพหนึ่งในเอกสารที่อาจารย์ให้ดู มันคือแผนที่ภูมิประเทศของประเทศนั้นซึ่งทั้งประเทศนั้นคือเขตพื้นที่สีแดงมีอักษรตัวเล็กมากๆกำกับตัว w ฉันเดาว่ามันย่อมาจากคำว่า wars ฉันก็เลยคิดว่าประเทศอลาสตอร์อาจกำลังตกอยู่ในสภาวะสงครามกลางเมือง’
‘บ้าไปแล้วแน่ๆ มันจะเป็นแบบนั้นจริงเหรอบี๋ อาจารย์ชัชคงไม่พาเราไปอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นมั้ง’
‘แกพูดแบบนี้คงไม่รู้อะไรสินะปริม จริงๆมันก็มีข่าวลืออยู่นะว่าช่วงที่มีสงครามยูเครน อาจารย์ชัชก็คือหนึ่งในผู้สังเกตุการณ์อีกทั้งยังมีวิจัยวิเคราะห์สถานะทางการเมืองของยูเครนอย่างละเอียดด้วย คนคนนี้บ้าวิจัยมากกว่าที่เราคิดไว้’
‘ไม่ใช่ข่าวลือหรอกมนตรา เรื่องจริงล้วนๆ’ พุทธบูชาเอ่ยออกมาอย่างสิ้นหวัง
รพีรินทร์สัมผัสได้ว่าการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลในครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตพวกเราทั้งห้าคนให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ไม่ว่าประเทสอลาสตอร์จะเป็นอย่างไรแต่ในเมื่อเธอตั้งใจไว้ว่าจะต้องทำวิจัยนั้นให้สำเร็จก็ย่อมต้องสำเร็จ ไม่มีอะไรที่รพีรินทร์ทำไม่ได้ ทุกอย่างจะต้องผ่านไปด้วยความสมบูรณ์แบบและแม้ว่าเธอจะต้องไปวิจัยท่ามกลางสภาวะสงครามกลางเมืองจริงก็จะไม่ยอมย่อท้อด้วยเหตุผลเพียงแค่นี้ ทุ่มเทให้กับสิ่งที่ทำอย่างเต็มที่ ไม่ว่าผลลัพท์จะเป็นอย่างไร นี่และ รพีรินทร์ตัวจริง…