หลังจากเว่ยหลี่รายงานเรื่องสุขภาพของหลัวอี้เฟิงและหลัวอี้อันเสร็จ เขาก็หันกลับมาตรวจร่างกายของหลัวอี้หนิงต่อ แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าร่างกายของหลัวอี้หนิงดีขึ้นเร็วกว่าที่คิดเอาไว้ อย่างน้อยๆก็ขับพิษออกไปได้มากถึงสองในสี่ส่วนแล้ว!
นี่...ไม่ใช่ว่าเร็วเกินไปหรอกหรือ?เพียงสัปดาห์เดียวก็ขับออกไปได้มากถึงเพียงนี้?
"ท่านหมอเว่ย อี้หนิงเป็นอย่างไรบ้าง?"หลัวอี้เฟิงถามอย่างเป็นห่วง
"นี่...นี่!"เว่ยหลี่มือไม้สั่น หากเขาไม่ทราบมาก่อนว่าอีกฝ่ายเพิ่งจะเกือบตายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขาคงคิดว่าหลัวอี้หนิงมีวรยุทธ์เป็นแน่ แต่เมื่อตรวจดูกลับไม่มีลมปราณไหลเวียนแม้แต่น้อย แล้วเหตุใด?
"คุณชายท่านทำได้อย่างไร?"เว่ยหลี่ถามอย่างไม่อยากเชื่อ
"ข้าเพียงออกกำลังหนักๆ ดื่มยาทุกเช้าเย็น แล้วก็กินอาหารที่อาเหว่ยเตรียมเท่านั้น จะขับพิษที่มีผลต่ออุณหภูมิร่างกาย ก็จำเป็นต้องออกกำลังกายเพิ่มอุณหภูมิมิใช่หรือ?"หลัวชิงหลงกล่าวหน้าตาซื่อๆ
ก็มันชื่อพิษเย็นกระดูกอะ!ถ้าไม่อยากหนาวก็ต้องเพิ่มอุณหภูมิให้ตัวเองมั้ย?ยิ่งอ่อนแอไม่มีพละกำลัง ก็ยิ่งต้องเพิ่มกำลังให้ตัวเองไม่ถูกเหรอ?เขาทำอะไรผิดตรงไหนรึไง?
"คุณชายปราดเปรื่องยิ่งนัก ข้าน้อยได้ความรู้แล้ว!"เว่ยหลี่พูด เขาไม่คิดว่าเด็กหนุ่มท่าทางอ่อนแอบอบบางเช่นนี้ จะคิดเห็นเช่นนี้ได้ ปกติแล้วหมอเช่นเขาก็ไม่ได้คิดถึงวิธีการอื่นใดนอกจากต้องใช้การกดจุดฝังเข็ม จะออกกำลังก็ต้องฝึกวรยุทธ์กระตุ้นลมปราณ ป่วยก็ต้องนอนพักกินยาจนกว่าจะหาย แต่เด็กหนุ่มผู้นี้กลับใช้การออกกำลังที่ว่ามาช่วยในการขับพิษในร่างกาย ไม่นอนอยู่เฉยๆแม้แต่น้อย นี่ทำให้เขาได้รับความรู้เพิ่มมากขึ้นแล้ว!
"คุณชาย...ไม่ทราบว่าท่านออกกำลังด้วยวิธีใดรึ? ทำให้ข้าน้อยดูได้รึไม่?"
"ไม่เคยออกกันเหรอ? ทุกคนดูนะ แบบนี้...คือท่าลุกนั่ง แบบนี้----"แล้วหลัวชิงหลงก็สาธิตการออกกำลังกายสมัยใหม่ให้กับทุกคนในห้องดู พวกเขาทั้งหมดไม่เคยเห็นการออกกำลังกายเช่นที่เด็กหนุ่มทำมาก่อนแม้แต่น้อย จึงรู้สึกตื่นตาตื่นใจอย่างมาก ซ้ำยังลองทำดูพร้อมกันหลายๆท่า เกิดเป็นภาพแปลกประหลาดชวนขัน หากมีใครมาพบเข้าจะต้องขำกันท้องแข็งอย่างแน่นอน
พอยงโย่ยงหยกทำตามกันไปได้ซักพัก คนมีอายุหน่อยอย่างหลัวอี้เฟิง พ่อบ้านหวัง และหมอเว่ยหลี่ก็เริ่มหอบแฮ่ก เหงื่อตกไปตามๆกัน ส่วนอาเหว่ยนั้นยังไม่ถึงกับเหนื่อยหอบมากนัก แต่ก็เหงื่อตกอยู่ ส่วนหลัวอี้อันที่ลองทำตามเล็กน้อยก็หมดแรงไปก่อนชาวบ้านเพื่อนเพราะร่างกายเขาอ่อนแอที่สุด ทำได้แค่มองดูทุกคนออกกำลังยิ้มๆ รู้สึกตลกจริงๆอย่างช่วยไม่ได้เลย ในขณะที่หลัวอี้หนิงนั้นพอเห็นทุกคนเริ่มเหนื่อยกันแล้วก็หยุดสาธิตการออกกำลังกายท่าต่างๆ เขาออกกำลังแบบนี้มาทั้งอาทิตย์ แถมหนักกว่าเป็นเท่าตัว พิษไม่ถูกขับออกก็คงจะแปลกแล้ว!
เว่ยหลี่พอเห็นเช่นนี้ก็หายข้องใจ ลอบจดจำท่วงท่าทั้งหมดที่หลัวอี้หนิงสอนเอาไว้ในหัวทันที วันหน้าวันหลัง เขาจะลองออกกำลังด้วยท่าทางพวกนี้บ่อยๆ และจะให้คนไข้ของตนลองออกกำลังดูแบบนี้บ้าง ไม่ต้องใช้ลมปราณอะไรเลยก็ทำให้เหงื่อออก หัวใจเต้นแรงมากถึงเพียงนี้ เช่นนี้จะต้องเสริมสร้างร่างกายได้มากอย่างแน่นอน ชายชราผู้เป็นหมอ เมื่อเห็นประโยชน์ทางการแพทย์ มีหรือจะไม่นำไปใช้ แต่ของบางอย่างใช่ว่าจะออกกำลังเช่นนี้แล้วจะช่วยได้ เขาต้องศึกษาอย่างจริงจังเสียแล้ว!
เมื่อถ่ายทอดความรู้ และได้ให้หมอสั่งเทียบยาขับพิษเพิ่มเติมแล้ว เว่ยหลี่ก็ขอตัวแยกออกไปด้วยความกระตือรือร้นเป็นที่สุด ส่วนสามพ่อลูกและสองบ่าวรับใช้อย่างพ่อบ้านหลี่และอาเหว่ย ยังคงนั่งกันเงียบๆ มองหน้ากันราวกับจะรอว่าใครจะพูดอะไรออกมาก่อนหรือไม่ สุดท้ายแล้วก็เป็นหลัวชิงหลงที่ทนไม่ไหวจนได้
"ท่านพ่อ พี่ใหญ่ ท่านมีความเห็นว่าอย่างไรกับเรื่องที่พวกเราถูกวางยาพิษเช่นนี้ขอรับ?"
"พ่อก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเช่นกัน..."หลัวอี้เฟิงพูดอย่างจนใจ คนเช่นนี้ เขาหาทางรับมือไม่ได้จริงๆ หากไม่ตายกันไปข้าง ก็ต้องควบคุมไว้ให้ดี นี่จึงทำให้สองแม่ลูกยังอยู่จวนแห่งนี้มาจนถึงเดี๋ยวนี้
"หากไม่อยากให้เรื่องเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็ต้องตัดแขนตัดขาของแม่เล็กแล้ว..."หลัวชิงหลงพูด
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร?"หลัวอี้อันถามอย่างสงสัยในความคลุมเครือของคำพูดนี้
"ท่านพ่อกับท่านพี่ คิดว่าพวกเราถูกวางยาพิษได้อย่างไร?ถ้าไม่ใช่ว่าคนครัวเป็นคนของแม่เล็ก? ตัดแขนตัดขาของข้า หมายถึงเปลี่ยนคนครัว และตรวจสอบบ่าวรับใช้ทุกคน ใครที่เป็นคนของฮวาลี่เชียนกับลี่เหลียน ก็แค่ขายทิ้งออกไปซะ!เปลี่ยนยกเซ็ตไปเลยยังไงล่ะ!"หลัวชิงหลงพูดยิ้มๆ
"ย..ยกเซ็ต คืออะไรหรือ?"หลัวอี้อันรู้สึกงงงวยกับคำพูดนี้เล็กน้อย
"หมายถึงทั้งหมดขอรับ ข้าพูดผิดไป"อยากจะตบปากตัวเองนัก!หลุดพูดผิดอีกแล้ว!
พออธิบายแผนการนี้ ทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง ส่วนหลัวชิงหลง เขาก็มอบหมายการตรวจสอบคนให้แก่พ่อบ้านหวังทันที เรื่องบัญชีทรัพย์สินต่างๆในจวน ที่ปกติต้องมีคนตรวจสอบ เขาก็ขอให้พ่อบ้านหวังเอามาให้เขาดูด้วย ทุกอย่างที่ความจริงแล้ว ต้องเป็นฮูหยินใหญ่และพ่อบ้านคอยควบคุมจัดการ เขาก็รับมาทำหมด โดยมีพ่อบ้านหวังเป็นคนคอยช่วยแนะนำ ส่วนเรื่องของหลัวอี้อันที่ต้องไปเข้ากับกองทัพเพื่อรักษาตัวก็ถูกจัดการโดยหลัวอี้เฟิงผู้เป็นพ่อ
ความจริงแล้วจะส่งตัวหลัวอี้อันไปแล้วอ้างว่าเพื่อไปรักษาตัวก็ย่อมทำได้ แต่สถานการณ์ชายแดนที่กองทัพของจ้าวเจี๋ยซู่ไปคุมเชิงอยู่นั้น ดูท่าจะไม่ค่อยสงบนัก
ในความเป็นจริงการลาหยุดเพื่อรักษาตัวทำได้แต่มีเวลาจำกัด งานทุกอย่างของขุนนางตรวจการอาจต้องหยุดชะงักและขาดคนช่วยเหลือไปส่วนนึงหากหลัวอี้อันไม่ย้ายออก แต่ใช้การหยุดพักรักษาตัวแทน และจะเป็นการเห็นแก่ตัวอย่างมากที่ยังรับเบี้ยเดือนเบี้ยตำแหน่งทั้งที่ไม่ได้ทำงานอันใด
หลัวอี้เฟิงเป็นข้าราชการตงฉินคนหนึ่งที่ไต่เต้าหลบหลีกความฉ้อฉลมาได้ไกลถึงตำแหน่งราชเลขาเช่นนี้ ฉะนั้นเขาจึงไม่คิดที่จะให้หลัวอี้อันหยุดการทำงานและไม่ได้ใช้ความสามารถไปเปล่าๆเด็ดขาด ความคิดแรกที่เข้ามาในหัวคืออย่างน้อยๆเขาก็ต้องให้หลัวอี้อันได้ช่วยเหลือกองทัพ แสดงฝีมือและความสามารถบ้าง เช่นนี้จะยิ่งทำให้หน้าที่การงานมั่นคงกว่าเดิมอย่างแน่นอนเขามั่นใจ อีกทั้งการไปขอให้เซี่ยผิงเซียงช่วย ถ้าไม่ทำอะไรตอบแทนเลยก็คงจะไม่เป็นการดีนัก นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใด เขาจึงตั้งใจโยกย้ายลูกชายคนโตไปเข้ากับกองทัพ แทนที่จะใช้ข้ออ้างเรื่องสุขภาพของหลัวอี้อันในการหยุดพัก
ใช้เวลาอยู่สองเดือน กว่าการโยกย้ายงานต่างๆให้แก่ผู้ช่วยขุนนางตรวจการคนใหม่ และแจ้งให้แก่กองทัพในสังกัดของจ้าวเจี๋ยซู่ทราบ การเตรียมการย้าย และเดินทางไกลขึ้นไปทางเหนือ ข้าวของที่ต้องจัดเตรียม ทุกอย่างนี้ ทำให้ทั้งสามพ่อลูกยุ่งจนหัวหมุนไปหมดจนแทบไม่มีเวลาได้พูดคุยกัน แต่พวกเขาก็รู้ดี ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรักษาตัวเองให้รอดพ้นจากภัยร้ายในจวนนี้ให้ได้ทุกคน
เวลาสองเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลัวชิงหลงศึกษางานที่ต้องศึกษาจนครบถ้วนแล้ว ทว่ายังไม่ได้ดำเนินการอะไรแม้แต่อย่างเดียว...เขากำลังรอเวลาอยู่ สองเดือนนี้ นอกจากให้พ่อบ้านหวังตรวจสอบคนอย่างลับๆแล้ว เขายังซื้อตัวบ่าวรับใช้ชุดใหม่เอาไว้หลายคน ทั้งยังคัดเอาที่หน่วยก้านดีๆเอาไว้ด้วย จวนราชเลขาอยู่รอดมาได้จนถึงตนนี้ ต้องมีทหารหรือไม่ก็คนคุ้มกันฝีมือดีที่เป็นคนที่ขึ้นตรงโดยเฉพาะกับสกุลหลัวอย่างแน่นอน เรื่องนี้เขามั่นใจขึ้นมาก ก็ตอนที่ออกไปเดินเล่นยามค่ำของคืนหนึ่ง เขาพบว่ามีการเคลื่อนไหวอยู่ทั่วทั้งจวน ทว่าเงียบเชียบเกินกว่าคนธรรมดาที่ไม่มีสัญชาตญาณนักฆ่าเช่นเขาจะรู้ตัว ทุกมุมมืดของจวน จะมีคนคอยเฝ้าอยู่หนึ่งคนเสมอ บนหลังคาห้า ขอบรั้วสี่ทิศ และนอกจวนอีกเท่าไหร่ไม่ทราบได้ รวมๆที่เขาเจอ มีทั้งหมด 15 คน พอสอบถามพ่อบ้านหลี่ ก็ได้จำนวนที่แน่นอนว่ามีกำลังลับรักษาจวนและคอยตรวจสอบเรื่องต่างๆอันเป็นราชการลับ ทั้งหมด 100 นาย ในมือของหลัวอี้เฟิง มีทั้งคนที่ฮ่องเต้ทรงประทานให้มาอย่างลับๆและคนที่หลัวอี้เฟิงคัดมากับมือ มีที่เดียวที่ไม่มีใครคอยคุ้มกันตรวจตรา ก็คือบ่อน้ำร้างหลังจวนที่หลัวอี้หนิงถูกผลักตกลงไปก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้มีคนคอยเฝ้าแล้ว เนื่องเพราะหลัวอี้เฟิงไม่วางใจ หากมีใครมาสร้างสถานการณ์ในที่ลับหูลับตาเขาอีก เขาจะได้หาทางรับมือได้ทันท่วงที
บ่าวที่เขาซื้อตัวมาทั้งหมดมี 20 คน ให้ประจำตามตำแหน่งงานจนกว่าจะครบทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีงานใดมากมาย นอกจากงานครัว งานซัก งานตรวจขนของเข้าจวน งานสวนและจิปาถะ เรื่องนี้เขาให้ทำทุกอย่างเป็นความลับทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น สองเดือนที่ผ่านมา อาหารการกินจึงยังเป็นคนครัวชุดเดิมที่เป็นคนของฮวาลี่เชียน ทว่าพออาหารถูกทำเสร็จเรียบร้อยก็ถูกสับเปลี่ยนด้วยอาหารจากครัวนอกอีกชุดที่หลัวชิงหลงเตรียมเอาไว้แทนทั้งหมด พวกเขาทั้งสามพ่อลูก จึงได้อยู่อย่างปลอดภัยไร้กังวล
จนถึงตอนนี้ หลัวชิงหลงฟิตร่างกายตัวเองจนเริ่มมีกล้ามเนื้อขึ้นมาไม่น้อยแล้ว แต่ร่างของหลัวอี้หนิงนั้นเป็นแนวนายเอกบอบบาง ไม่ว่าจะฟิตมากแค่ไหน สิ่งที่เพิ่มมาก็ไม่ได้มีให้เห็นมากนัก นอกจากพละกำลังที่เพิ่มมาไม่น้อยแล้ว ก็เห็นจะมีหน้าท้องที่มีซิกซ์แพ็คให้เห็นลางๆนี่แหละ เขาออกจะภูมิใจอยู่เล็กน้อย ส่วนเรื่องของพิษในร่างกายเขา ตอนนี้เหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งส่วนแล้ว คาดว่าน่าจะหมดในเร็วๆนี้ เพราะเขากินยาไม่เคยขาด ทั้งยังออกกำลังตลอด นอกจากทำตัวตอแหลว่าอ่อนแอไม่รู้เรื่องรู้ราวเพื่อตบตาคนแล้ว ตลอดสองเดือนมานี้ก็นับว่าไม่เลวเลยจริงๆ
ส่วนหลัวอี้อัน เขาก็ให้คอร์สฝึกออกกำลังไปบ้างแล้ว คนฉลาดและมีวินัยอย่างพี่ชายเขาคนนี้(ยอมรับไปแล้วอีกหนึ่ง)จะต้องออกกำลังตามที่เขาบอกอย่างแน่นอน ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของคนป่วยสมัยเก่า คือพอป่วยแล้วก็คิดว่าต้องนอนพักอย่างเดียว กินๆนอนๆ ไม่ยอมออกกำลังกาย ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต อย่างน้อยๆตอนนี้เขาก็ได้เปลี่ยนแปลงบางอย่างเล็กๆน้อยๆไปแล้ว หากไปถึงมือเซี่ยผิงเซียง พี่ชายเขาก็น่าจะพอมีแรงกำลังต่อสู้ลมฝนลมหนาวในกองทัพพอสมควรล่ะนะ
และแล้วก็มาถึงวันที่หลัวอี้อันต้องเดินทางไปชายแดนเหนือเพื่อเข้ากับกองทัพ...
"พี่ใหญ่... ท่านต้องรักษาตัวดีๆ หนาวก็ใส่เสื้อหนาๆ ห่มผ้าหนาๆ พยายามกินให้อิ่ม นอนให้พอนะขอรับ อ้อ แล้วอย่าลืมออกกำลังกายตามที่ข้าบอกด้วยล่ะ จะได้แข็งแรงๆ ท่านเอาของไปครบแล้วใช่รึไม่? นานๆทีก็ส่งจดหมายกลับมาบ้านบ้างนะขอรับ ถึงแล้วต้องโท---ส่งจดหมายกลับมานะ ท่านพ่อจะได้วางใจ แล้ว... "หลัวชิงหลงที่เอาแต่พูดอย่างเป็นห่วง พลางจับหลัวอี้อันหมุนไปหมุนมาก็ถูกขัดด้วยเจ้าตัวคนที่ถูกจับหมุนเป็นลูกข่างนั่นแหละ
"พอแล้วอี้หนิง เจ้าห่วงหนักไปแล้ว พี่ไม่ได้จะไปตา--"
"อ๊ะๆ! ห้ามพูดออกมาเด็ดขาดเชียว เดินทางไกล ใครเขาพูดเรื่องชีวิตกันหือ?! ก็ข้าเป็นห่วง ท่านพี่ยังป่วยอยู่ เดินทางไกล สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ ถ้าท่านไม่สบายก็ลำบากแย่น่ะสิ"หลัวชิงหลงพูด พลางทำหน้าดุ แต่ด้วยรูปลักษณ์ตอนนี้ของเขา มันไม่ดุเอาเสียเลย ซ้ำยังน่ารักจนน่าหยิกแก้มอีกต่างหาก!
"ได้ๆ พี่ไม่เถียงกับเจ้าแล้ว เมื่อถึงแล้วพี่จะส่งจดหมายกลับมาอย่างแน่นอน ตกลงหรือไม่? " หลัวอี้อันพูดยิ้มๆพลางลูบหัวน้องชายอย่างอ่อนโยน อดที่จะเอ็นดูให้มากหน่อยไม่ได้ ตลอดสองเดือนมานี้ เจ้าเด็กน้อยคนนี้กระโดดโลดเต้นไปๆมาๆทั้งที่เรือนเขาและเรือนใหญ่ของหลัวอี้เฟิง ทั้งที่ตัวเองก็ยุ่งจนหัวหมุน แต่ก็ยังวิ่งมาคุยกับเขาและบิดา พวกเขาได้กินอาหารร่วมกันบ่อยขึ้นโดยไม่รู้ตัว ชวนกันออกกำลังกาย หาเรื่องคุยสัพเพเหระไม่หยุด เขารู้สึกได้ว่าน้องชายของเขาคนนี้เปลี่ยนไปมากหลังผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมา แต่ก็ไม่นับว่าไม่ดี ออกจะดีมากๆด้วยซ้ำ เขาเองก็ชอบมากที่ได้ทำอะไรร่วมกันแบบนี้
พอคิดได้ดังนี้ ก็อดใจหายไม่ได้ เขาต้องจากบ้านไปไกลถึงแดนเหนือ ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้กลับมาบ้านอีก
"ดีมาก! มา! กอดที"หลัวชิงหลงรวบคนมากอดแน่นๆทีหนึ่ง อีกเรื่องที่น่าแปลกมากคือ คนที่นี่ พ่อแม่ไม่กอดลูก แต่เอาเถอะ เขาก็ไม่เคยได้กอดใครเหมือนกัน เพราะตอนเด็กๆถึงอยากกอดพ่อแม่แค่ไหนเขาก็ไม่มีให้กอดอยู่ดี ตอนนี้มีพ่อและพี่ชายให้กอดแล้ว ยังไงก็ขอกอดนานๆหน่อยก็แล้วกัน
อา... กอดนี่มัน อบอุ่นแบบนี้นี่เอง
เด็กหนุ่มฝังใบหน้าลงกับไหล่ของพี่ชาย ในขณะที่หลัวอี้อันนิ่งงันไปเล็กน้อย ก่อนจะตบหลังน้องชายเบาๆ กระทั่งหลัวอี้เฟิงที่ยืนเงียบๆยังน้ำตาคลอขึ้นมาเสียเฉยๆ
"ท่านพ่อก็มากอดพี่ใหญ่ด้วยสิขอรับ จะไม่ได้เจอกันอีกนานเลยนะ"หลัวชิงหลงผละออกจากอกหลัวอี้อันเล็กน้อยก่อนจะเดินไปลากบิดามากอดเพิ่ม กลายเป็นภาพสามพ่อลูกกอดกัยกลมดิ๊กอยู่หน้าจวน เป็นภาพที่ชวนให้อบอุ่นหัวใจจนพ่อบ้านหวังเองก็แอบซับหัวตาเบาๆ เขาก็ไม่คิดว่าจะมีวันที่ได้เห็นภาพเช่นนี้ หลังฮูหยินใหญ่เสียชีวิตไป ในจวนหลังนี้ก็มีแต่ความเย็นชามากขึ้นทุกที นี่เป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่เขาได้เห็นพ่อลูกทั้งสามกอดกันเช่นนี้ แต่ก็เป็นเขาเองที่ต้องขัดบรรยากาศแสนอบอุ่นใจนี้แทน
"นายท่านขอรับ ได้เวลาเดินทางแล้วขอรับ" พ่อบ้านหวังพูดขึ้น ทำให้สามพ่อลูกต้องผละกันออกมาประจำที่ของตัวเอง
"ข้าไปก่อนนะขอรับท่านพ่อ อี้หนิง พี่ไปนะ"
"แล้วเจอกันนะขอรับ"หลัวชิงหลงโบกมือแล้วยิ้มให้หลัวอี้อัน
"รักษาตัวนะลูก"หลัวอี้เฟิงอวยพรพลางยิ้มให้
"แล้วเจอกันขอรับท่านพ่อ อี้หนิง" หลัวอี้อันเลียนแบบคำพูดของน้องชาย คำพูดนี้ ทำให้เขารู้สึกว่า อีกเดี๋ยวพวกเขาจะได้กลับมาพบกันอีกอย่างแน่นอน มากกว่าคำว่า ลาก่อน ที่เคยพูดมาตลอดเสียอีก
หลัวอี้อันว่าแล้วก็ขึ้นรถม้า ขบวนรถก็ออกตัวจากไปทันทีตามกำหนดการ
ทั้งหลัวชิงหลงและหลังอี้เฟิงต่างก็ยืนมองอยู่เช่นนั้นจนกระทั่งรถม้าลับตาไปแล้ว จึงได้เดินกลับเข้าจวน
การที่หลัวอี้อันจากไปถึงชายแดนเหนือเช่นนี้ คนที่ดีใจที่สุด ก็คงจะเป็นสองแม่ลูกฮวาลี่เชียนกับหลัวลี่เหลียนไม่ผิดแน่ ตอนนี้พวกเขาสองแม่ลูก ต่างก็กระหยิ่มยิ้มย่องกัน หากจัดงานเลี้ยงได้คงทำไปแล้ว!
ในที่สุดพวกเขาก็หมดศัตรูไปหนึ่งคน! ลำพังหลัวอี้หนิงคนเดียวจะมาสู้รบปรบมือกับพวกเขาสองแม่ลูกได้อย่างไร?! คนอ่อนแอเช่นนั้น สมควรจะตายไปเงียบๆจึงจะถูก พวกเขาสองคนต่างก็คิดเช่นนี้ โดยไม่รู้เลยว่า วันต่อมาจะเป็นนรกที่ทำให้พวกเขาแทบกระอักเลือดตาย!
"ฮ่าๆ! หลัวอี้เฟิง เอ๋ย หลัวอี้เฟิง! จู่ๆก็ส่งลูกชายหัวแก้วหัวแหวนไปลำบากตายถึงชายแดนเหนือ! ลี่เหลียน ในที่สุดเจ้าก็หมดศัตรูไปคนนึงแล้ว! "ฮวาลี่เชียนหัวเราะลั่นห้องอย่างไม่รักษากิริยาใดๆ ยามนี้นางดีใจจนไม่คิดจะรักษาภาพพจน์ใดๆแล้ว!
นี่ต้องเป็นเพราะสวรรค์เข้าข้างนางกับลูก! วันที่นางกับลูกจะได้มีหน้ามีตา ได้ทุกอย่างที่ควรได้ไว้ในครอบครอง สุดท้ายก็มาถึงจนได้!นางจะทำให้หลัวอี้เฟิงรู้ว่า ถ้าเขายังคงเมินเฉยต่อนาง นางจะทำให้เขามีชีวิตอยู่มิสู้ตาย!
ชีวิตหลัวอี้อันกับหลัวอี้หนิงอยู่ในกำมือนางกับลูก!นางจะบีบก็ตาย จะคายก็รอด ทุกอย่างนี้ขึ้นอยู่กับนางแล้ว! อยากให้นังตู้อันโหรวยังมีชีวิตอยู่นัก! นางไม่น่ารีบร้อนเลยจริงๆ ถ้านังนั่นเห็นว่านางทำอันใดกับลูกๆที่น่ารักทั้งสองของมัน นางคงจะสะใจมากกว่านี้เป็นแน่แท้ ฮวาลี่เชียนยิ้มอย่างสะใจ
หลัวชิงหลงที่ลอบปีนขึ้นหลังคาบ้านมานั่งฟังคนคิดเรื่องเลวทรามเช่นนี้ ใช้ความพยายามอย่างมาก ที่จะไม่หัวเราะจนตกหลังคาลงมา คนเลวทรามมักจะคิดว่าตนฉลาดผู้อื่นโง่เง่า คิดว่าตนถูกกระทำและตนจะกระทำกับผู้อื่นอย่างไรก็ได้ คิดว่าคนอื่นผิด และตนถูกอยู่ฝ่ายเดียว ถ้ากลับกันตนถูกย้อนศรเข้าบ้าง ก็คงจะเจ็บจนกระอักเลือดตายกระมัง?
ก่อนหน้านี้ที่ไม่มีใครไปรายงานท่านพ่อว่าฮวาลี่เชียนทำการใดไว้ เพราะนางยังไม่กระโตกกระตากเคลื่อนไหว นางรอเวลาอย่างสงบมาโดยตลอด หากไม่ใช่เพราะตอนนี้เป็นหลัวชิงหลงที่รู้เรื่องราวทั้งหมดในนิยายเล่มนี้มาเกิดในร่างของหลัวอี้หนิงล่ะก็ ทุกอย่างจะต้องเดินทางไปจนถึงตอนที่สุกงอมของเรื่องเช่นในหนังสือแน่นอน แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นเขาจะไม่ยอมให้ตัวร้ายเช่นสองแม่ลูกนี่ ได้มีโอกาสทำร้ายคนในครอบครัวของเขาอย่างแน่นอน!
หลัวชิงหลงคิดเช่นนี้ ก่อนจะลงไปจากหลังคาเรือนเหมยฮวาอย่างเงียบเชียบเช่นเดียวกับตอนที่มา...
โดยที่ลืมไปว่า นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายวาย อย่างแรกที่เขาควรทำคือถอนหมั้นกับจ้าวเจี๋ยซู่ผู้นั้นต่างหาก!!!