“ฉันเพิ่งรู้ว่าจริงๆ แล้วนายเป็นคนตลก” เอียนว่าขณะที่พวกเขาสองคนมาอยู่ที่ล็อกเกอร์ซึ่งห่างกันไม่มากเท่าไร ตอนนี้เป็นเวลาเลิกเรียนแล้ว เขาทั้งคู่ออกจากห้องมาช้ากว่าคนอื่นจึงทำให้ผู้คนค่อนข้างบางตาเมื่อออกมา
ดีแลนหัวเราะเบาๆ รับคำก่อนจะจัดการใส่ข้าวของที่คิดว่าไม่จำเป็นต้องเอากลับบ้านไว้ในล็อกเกอร์
“แปลว่าก่อนหน้านี้ไม่คิดว่าผมตลก?”
“อืม นั่นสินะ เราไม่เคยคุยกันจริงๆ จังๆ มาก่อนนี่นา แถมถ้าดูจากภายนอกแล้วนายก็ดูเป็นคนเงียบๆ”
“ผมว่าเอียนก็เหมือนกันนะ”
อีกฝ่ายยักไหล่ขณะคุ้ยของด้านใน ดีแลนเห็นกระดาษมากมายรกรุงรังอยู่ในนั้น เห็นแล้วก็นึกอยากจะช่วยจัดให้จริงๆ
“ก็นะ ไม่มีคนคบก็จะเป็นอะไรประมาณนั้นแหละ”
“ผมว่าเอียนอาจจะคิดมากไปเองก็ได้นะครับ ถ้าเกิดว่าลองชวนใครคุยดูสักคน---”
“นายคิดว่าฉันไม่เคยทำแบบนั้นหรือไง”
ดีแลนนิ่งเงียบไปก่อนจะเปิดปากถามต่อ
“ถ้างั้นทำไมทุกคนถึงได้ไม่อยากเป็นเพื่อนกับคุณล่ะ?”
เอียนมองหน้าเขาอึ้งๆ “นี่นายไม่รู้---”
“โทษที”
เสียงของบุคคลที่สามดังขัดขึ้นเรียกให้ดีแลนต้องหันไปมอง
แล้วเขาก็ต้องชะงักไปทันที เรียกได้ว่าตัวแข็งคล้ายสติจะขาดหายไปเลยเมื่อเห็นเด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาล นัยน์ตาสีเขียวคู่เดียวกับที่ดีแลนจำได้แม่น เขาได้ยินเพียงเสียงหัวใจในอกข้างซ้ายของตัวเองเต้นรัวขึ้นด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ผสมปนเปกัน แล้วดีแลนก็เหมือนได้สติอีกครั้งเมื่อเห็นว่าปีศาจของเขาปรากฏตัวขึ้นมา พร้อมกับดึงชายเสื้อเขาอีกรอบ สีหน้าเจ้าตัวไม่สู้ดีเหมือนตอนที่เอ่ยปากห้ามไม่ให้เขาเข้าไปยุ่งกับเอียนไม่มีผิด
“เอ่อ” ผู้มาใหม่ยกมือเกาหัวอย่างหนักใจ ด้านหลังมีกลุ่มเพื่อนของเจ้าตัวอีกสามคนที่กำลังมองมาทางนี้ยิ้มๆ เหมือนจะล้อเลียน “คือ… ล็อกเกอร์คุณมันบังล็อกเกอร์ผมอยู่น่ะ ช่วยขยับสักนิด---”
“อ้อ ได้สิ โทษที” ดีแลนเพิ่งดึงสติกลับมาได้ เขารีบขยับประตูตู้ล็อกเกอร์ของตัวเองไม่ให้ปิดทับล็อกเกอร์ฝั่งข้างๆ
“ขอบคุณ” อีกฝ่ายพึมพำพร้อมกับเริ่มจัดการเก็บข้าวของของตัวเองด้านใน ดีแลนมองใบหน้าคมคายกับขนตาที่ยาวเกินผู้ชายทั่วไปของอีกฝ่ายอย่างเผลอตัว ไม่มีอะไรมากไปกว่าความรู้สึกคิดถึงที่พวยพุ่งออกมาจนแทบจะคุมตัวเองไม่อยู่
เขาแค่อยากเข้าไปกอดหมอนี่ อยากพูดทักทายแล้วก็ทำตัวหยอกล้อกันเหมือนอย่างที่เขาทั้งคู่เป็นมาตลอด
เป็นมาตลอด…
จนเขาตายไปก่อนน่ะนะ
“คะ… คุณ” ดีแลนอึกอัก ทำเป็นไม่สนใจเด็กชายผมทองที่กระตุกชายเสื้อเขาให้หยุดพูด “เจเรมี่ สตีวาร์ท?”
“ครับ?” เด็กหนุ่มผมน้ำตาลขานรับด้วยท่าทีระแวดระวังประหนึ่งกลัวว่าดีแลนจะกระโจนเข้าหาแล้วกินสมองของตัวเอง นั่นทำให้ดีแลนชะงักไปพอควร เขาคิดถึงเพื่อนของตัวเองมากก็จริงแต่ตอนนี้ตัวเขาไม่ใช่ดีแลนอีกต่อไปแล้ว เขาคือแอรอนสำหรับเจเรมี่ ดังนั้นเขาต้องไม่ทำตัวโง่ๆ ให้เรื่องมันวุ่นวาย
“คือ… เอ่อ ผม…” ดีแลนอึกอัก เขาไม่แน่ใจว่าระหว่างแอรอนกับเจเรมี่มีความสัมพันธ์กันยังไง บางทีเขาก็สามารถเข้าถึงความทรงจำของแอรอนได้อย่างง่ายดาย แต่บางทีก็เหมือนจะแตะต้องไม่ได้เลย
เพื่อนคนหนึ่งของเจเรมี่คงเห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีเลยเข้ามากอดคอเพื่อนของตัวเองแล้วชวนดีแลนคุยด้วยท่าทีเป็นมิตรมากกว่าจะล้อเลียนเหมือนที่ดีแลนเจอมา
“โทษทีนะ แอรอน เจเรมี่เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำให้นายผิดหวังขนาดนั้นหรอก หมอนี่เองก็มาปรึกษากับพวกเราเรื่องนายหลายครั้งแล้ว อย่างเรื่องที่เขาไม่ได้ไปเยี่ยมนายที่โรงพยาบาลก็เหมือนกัน เขาสับสนอยู่ตั้งนานสองนานว่าควรจะไปเยี่ยมไหม แต่ฉันกับเพื่อนๆ ก็ให้ความเห็นว่าบางทีมันอาจจะเป็นการให้ความหวังหรือทำให้ข่าวลือที่มันเลวร้ายอยู่แล้วหนักขึ้นไปอีก หวังว่านายคงจะเข้าใจที่เจเรมี่ตัดสินใจทำแบบนั้นนะ”
“อย่าน่า มอนตี้ เดี๋ยวผมคุยกับเขาเอง” เจเรมี่หันไปเอ็ดเพื่อนที่ยังส่งยิ้มมาให้ไม่เลิก ดีแลนหันมองทั้งคู่สลับกัน ทั้งสองคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าติดแบรนด์แบบที่พวกคนมีเงินใส่กันอย่างชัดเจน เขารู้สึกถึงความแตกต่างทางด้านสังคมกับเจเรมี่และกลุ่มเพื่อนของเขาทันที ถ้าดีแลนยังมีชีวิตอยู่ก็คงเป็นหนึ่งในกลุ่มนั้นอย่างแน่นอน
แต่ตอนนี้เขาไม่ใช่ดีแลน และตอนนี้เจเรมี่ก็ไม่รู้จักเขาในฐานะนั้น
“คือ… ต้องขอโทษจริงๆ นะ แอรอน เรื่อง… เอ่อ จดหมายที่คุณส่งมาให้” เจเรมี่พยายามเรียบเรียงคำพูดขณะที่ดีแลนกำลังประมวลผลในสมองเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว “แต่ผม… เอ่อ ตอบรับความรู้สึกคุณไม่ได้ เรื่องนั้นผมเองก็พยายามจะพูดให้มันชัดเจนแล้ว แต่… เอาเถอะ ผมจะไม่แก้ตัวหรอก แต่เรื่องจดหมายที่คุณเขียนมาให้ เอ่อ ที่มันหลุดไป ที่มีคนถ่ายรูปแล้วเอาไปแปะที่บอร์ดนั่นน่ะ ผมสาบานได้จริงๆ นะว่าไม่ใช่ฝีมือผม”
อ๋อ
ที่แท้เรื่องมันก็เป็นแบบนี้
ให้ตายสิ นี่ชีวิตของเขาเป็นแบบในหนังวัยรุ่นไปแล้วจริงๆ เหรอ เขานึกว่าเรื่องแบบนี้มันมีแต่ในหนัง!
“ส่วนเรื่องที่คุณประสบอุบัติเหตุ… ผมเสียใจด้วยจริงๆ ไม่ใช่ว่าผมไม่คิดจะไปเยี่ยมคุณเลยหรอกนะ แต่ปิดเทอมที่ผ่านมาผมไปซัมเมอร์ที่ฝรั่งเศสกับที่บ้าน แล้ว..." เจ้าตัวเงียบไปชั่วอึดใจก่อนจะถอนหายใจเฮือกอย่างยอมแพ้ "อย่างที่เพื่อนผมเพิ่งพูดไปก็ถูกต้องเหมือนกัน ผมกลัวว่าถ้าไปเยี่ยมแล้วคุณจะตกเป็นเป้ามากกว่านี้ แล้วอีกอย่างเราก็ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น... เราไม่เคยคุยกันเลยด้วยซ้ำ"
ดีแลนกะพริบตาปริบๆ ขณะมองอีกฝ่ายที่จัดการกับข้าวของในล็อกเกอร์จนเสร็จแล้วหันมาโบกมือให้
"งั้น... ผมไปก่อนก็แล้วกัน ยังไงก็รักษาตัวด้วยนะครับ อย่าคิดอะไรสั้นๆ อีกล่ะ"
ระหว่างที่กลุ่มของเจเรมี่เดินจากไป เพื่อนของเจ้าตัวก็เข้ามารุมล้อมพร้อมกับกระซิบ
"นายไปพูดด้วยแบบนั้นเดี๋ยวเขาก็ยิ่งตัดใจไม่ได้หรอก บ้าหรือไง นี่ฉันอุตส่าห์เตือนไปก่อนหน้านี้แล้วนะ"
"น่า ก็แค่พูดเฉยๆ เอง" เพื่อนอีกคนหนึ่งเอ็ด "น่าสงสารเขาออก ให้เขามีความสุขในชีวิตบ้างก็ได้"
แล้วคนกลุ่มนั้นก็จากไป ดีแลนตื่นขึ้นมาจากภวังค์ของตัวเองเมื่อเอียนกระแทกประตูล็อกเกอร์อย่างแรง
"คนพวกนั้นทุเรศชะมัด อย่าไปสนใจเลยแอรอน"
"คุณได้อ่านจดหมายสารภาพรักที่ผมเขียนให้เจเรมี่ไหม" ดีแลนเปิดปากถามและเห็นสีหน้าปุเลี่ยนๆ ของอีกฝ่าย "ทำหน้าแบบนี้แปลว่าเคยสินะ"
"ก็มันติดอยู่ที่บอร์ดหราขนาดนั้น" เอียนสารภาพพร้อมกับถอนหายใจเฮือก "แต่นายเองก็เหลือเกินเหมือนกันเลยนะ กล้ามากที่เขียนอะไรแบบนั้นให้ผู้ชายที่ฮอตที่สุดในรุ่นแบบนั้น นายควรจะดีใจมากๆ ที่พวกผู้หญิงไม่รุมตบนายก่อนที่นายจะเดินเอาตัวเองไปขวางหน้ารถ"
"เดี๋ยวก่อนนะ" ดีแลนยกมือห้าม "ผมเป็นคนเดินเข้าไปให้รถชนเองงั้นเหรอ?"
"เอ้า ก็..." เอียนอึกอักขึ้นมาอีกครั้ง "ใครๆ เขาก็พูดกันแบบนั้น แล้วนายไม่ได้ทำแบบนั้นหรือไง?"
"ผมนึกว่ามันเป็นอุบัติเหตุซะอีก"
เอียนนิ่งเงียบไปก่อนจะเปิดปากพูดอีกครั้งอย่างไม่ค่อยแน่ใจ "คือจริงๆ แล้วฉันก็ไม่ได้รู้อะไรมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้หรอกนะ แอรอน ถ้าฉันเข้าใจเรื่องนั้นผิดก็ขอโทษ"
"เปล่าๆ คือผมรู้สึกเหมือนตัวเองจะจำเรื่องในตอนนั้นไม่ค่อยได้เท่าไรน่ะ" ดีแลนว่า เขาไม่ได้รู้สึกไม่ดีถ้าใครจะมองว่าแอรอนอ่อนแอจนต้องเดินตัดหน้ารถหรอก เพราะยังไงนั่นก็ไม่ใช่ตัวเขาจริงๆ "แล้วคุณก็ดูมั่นใจซะเหลือเกินว่าผมเป็นคนเดินเข้าไปให้รถชนเองจริงๆ"
"ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้รู้จริง ขอโทษที่พูดเหมือนรู้"
ดีแลนจ้องตาคนพูดนิ่ง ในที่สุดเอียนก็ต้องถอนหายใจ "นายรู้รึเปล่าว่าถนนเส้นนั้นติดกล้องวงจรปิด"
"อ่า" ดีแลนว่าก่อนจะส่ายหน้า เอียนพยักหน้าสำทับ
"มีวิดีโอตอนที่นายถูกรถชน แล้วมันก็ชัดเจนมากว่านายเป็นคนวิ่งเข้าไปหารถเอง ดังนั้นทางตำรวจจึงสรุปคดีได้ง่ายไงเพราะมันไม่ใช่ความผิดของคนขับ"
คนผมดำพยักหน้า ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมทุกคนถึงกล้าพูดว่ารู้ว่าเขาเดินตัดหน้ารถ แปลว่าเนื้อหาพวกนี้ต้องอยู่ในข่าวซึ่งใครต่อใครก็ได้รับข้อมูลแบบเดียวกัน
"ฉันว่าเราอย่าพูดเรื่องนี้ต่อเลย แอรอน ลืมมันไปเถอะ นายเองก็อยากจะลืมมันเหมือนกันไม่ใช่เหรอ"
ดีแลนพยักหน้า กวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อมองหาเด็กชายผมทองที่ดูสีหน้าไม่ค่อยดีตั้งแต่ช่วงเช้าที่เขาเจอกับเอียนแล้ว ตอนนี้ปีศาจตนนั้นกำลังซุกตัวอยู่ในมุมๆหนึ่งเงียบๆ ซุกใบหน้าลงกับฝ่ามือทั้งสองข้าง ดูเจ้าตัวจะอาการหนักยิ่งกว่าที่ดีแลนคิดเสียอีก
"นายอยากลองไปกินไอศกรีมร้านที่ฉันทำงานพิเศษอยู่ไหม" เอียนเอ่ยปากถามโดยที่ไม่ได้มองหน้าคู่สนทนา อะไรบางอย่างทำให้ดีแลนรู้ว่าเจ้าตัวกำลังประหม่า นั่นสินะ ก็เอียนเองก็ออกปากเองว่าไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไร และตอนนี้เขาก็กำลังจะกลายเป็นเพื่อนของเจ้าตัว... ละมั้งนะ?
"ได้ครับ เอาสิ" ดีแลนตอบหลังจากที่คิดในหัวแล้วว่าต่อให้ปฏิเสธไปเขาก็ต้องกลับไปนั่งแกร่วที่ห้องของแอรอนอยู่ดี "แล้วมันมีอย่างอื่นขายด้วยไหม"
"มีสิ" สีหน้าของเด็กหนุ่มผมแดงดูดีขึ้นมาทีเดียว "ก็เป็นร้านอาหารทั่วไปนี่แหละ สั่งอาหารมาแล้วค่อยตบท้ายด้วยของหวาน ฉันจะแนะนำเมนูเด็ดๆ ให้"
"มีพนักงานของร้านมาแนะนำให้แบบนี้ ผมว่ามันต้องดีที่สุดแน่เลย" ดีแลนตอบยิ้มๆ กระชับกระเป๋าสะพายหลังแล้วเดินตามอีกฝ่ายไปอย่างง่ายดาย "ว่าแต่คุณไม่ต้องทำงานหรอกเหรอ? หรือว่าเขาให้พนักงานมานั่งทานกับลูกค้าได้?"
"ได้ซะที่ไหนเล่า วันนี้ฉันหยุดต่างหาก"
ดีแลนไม่ทันสังเกตเห็นว่าเด็กชายปีศาจของเขากำหมัดแน่นขึ้นอยู่ที่ด้านหลัง
…
'ถึง เจเรมี่ สตีวาร์ท
ฉันรู้ว่านี่ออกจะฟังดูกะทันหันไปนิด และถึงแม้เราทั้งคู่จะไม่เคยคุยกันมาก่อน ฉันก็อยากจะเขียนความรู้สึกของฉันที่มีต่อนาย…
นั่นเป็นบรรทัดแรกของจดหมายรักที่แอรอนเขียนให้เจเรมี่
ดีแลนไปขุดรูปจดหมายน่าอายนี่มาจากอินเทอร์เน็ต มันถูกโพสต์อยู่บนเฟสบุ๊คในกลุ่มปิดของโรงเรียน อ่านเนื้อหาที่อยู่ด้านในแล้วเจ้าตัวก็ต้องย่นหัวคิ้วเข้าหากันเรื่อยๆ อย่างอดไม่อยู่ เขาไม่นึกแปลกใจเลยว่าทำไมแอรอนถึงโดนล้อมากมายขนาดนั้นจากเนื้อความในกระดาษแผ่นเดียวนี้
แล้วดูแต่ละอย่างที่เจ้าตัวเขียนถึงเจเรมี่สิ... ถ้าแอรอนชอบเจเรมี่จริงจะรู้ว่าหมอนั่นไม่มีทางชื่นชมยินดีหรือรับรักด้วยการเขียนจดหมายถึงด้วยเนื้อหาแบบนี้แน่
ถ้าเป็นเขาเขียนถึงเจเรมี่ละก็... เขาคงจะทำได้ดีกว่านี้
เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีดำลอบคิดพร้อมกับซบหน้าลงบนโต๊ะทำงานอย่างเชื่องช้า ในใจเหม่อลอยไปถึงช่วงเวลาเดิมๆ ที่เขายังมีชีวิตอยู่ ก็เมื่อห้าปีก่อนนี้เองที่ดีแลนยังสนิทกับเจเรมี่ สตีวาร์ทที่สุด เด็กชายทั้งสองคนผู้มาจากตระกูลที่ร่ำรวยและทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเล่นเปียโน ขี่ม้า ว่ายน้ำ ตีกอล์ฟ หรือแม้แต่เรียนพิเศษเสริมทางด้านวิชาการต่างๆ ก็มีบ้างที่พวกเขาทั้งคู่ได้เรียนกับครูคนเดียวกัน
'เก่งจังเลย ดีแลน นายเล่นเพลงเมื่อกี้เพราะมาก'
ดีแลนปิดเปลือกตาพริ้ม นึกถึงรอยยิ้มสดใสของเจเรมี่ นัยน์ตาสีเขียวส่องประกายแทบจะตลอดเวลาทุกครั้งที่ได้อยู่กับเขา เขาสองคนมักจะโดนหมั่นไส้จากเพื่อนคนอื่นๆ บ่อยๆ เพราะฐานะทางบ้านและความสามารถหลากหลายของพวกเขาทั้งคู่ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บ่อยครั้งเขาทั้งคู่จะเหลือกันอยู่แค่สองคน
'เออ ฉันได้ยินมาว่าออกรอบคราวที่แล้วนายได้ไปกับพ่อนายแล้วพ่อฉันก็ไปด้วยอะ ขี้โกงชะมัดเลย ตอนนั้นฉันติดเรียนเทนนิสพอดี ไม่งั้นคงได้ไปด้วยแล้ว แต่ช่างเหอะ พ่อฉันชมใหญ่เลยนะว่านายเล่นเก่งมาก แบบนี้ฉันเองก็แพ้ไม่ได้แล้วสิ'
แต่ดีแลนไม่เคยสนเรื่องแพ้ชนะอยู่แล้ว แค่เขาได้ทำหลายสิ่งหลายอย่างร่วมกับเจเรมี่ เขาก็มีความสุขมากพอแล้ว การมีเพื่อนสนิทสักคนเป็นอะไรที่ไม่สามารถหาอย่างอื่นมาทดแทนได้ และตอนนี้เขาก็เริ่มรู้สึกถึงความเหงาและความโดดเดี่ยวขึ้นมาอีกแล้ว
แน่นอนว่าดีแลนรู้สึกถึงเรื่องนั้นมาตั้งแต่แรกที่ฟื้นขึ้นมาอยู่ในร่างนี้ เขาคิดถึงแม่และพ่อของเขาจับใจ ในตอนแรกๆ คิดถึงถึงขั้นที่ว่าต้องเปิดอินเทอร์เน็ตหาข่าวเกี่ยวกับพวกท่านทั้งสอง และการค้นหาก็ทำให้เขาได้รู้ว่าพ่อของเขาเสียชีวิตไปตั้งแต่สามปีก่อนแล้ว ในข่าวระบุว่าเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรถคว่ำ ส่วนแม่ของเขาก็ยังประคองบริษัทของครอบครัวมาได้เรื่อยๆ
แต่ก็แค่นั้น เขายังไม่มีความกล้าพอที่จะเดินทางข้ามรัฐเพื่อไปเจอแม่ของเขา ถึงแม้มันจะไม่ได้ไกลมาก แต่กับคนที่ไม่เคยเดินทางไปที่ไกลๆ คนเดียวมันก็น่าหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย
และเพราะการไปเจอครอบครัวยังดูเป็นเรื่องที่ไกลตัวมากกว่าการที่เขาได้พบเจเรมี่ในเมืองแห่งนี้ ทั้งที่ยังอยู่ในร่างของแอรอนซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีแลนทั้งคาดไม่ถึงและน่ายินดีไปพร้อมๆ กัน แต่ขณะเดียวกันการที่อีกฝ่ายไม่เห็นเขาเป็นดีแลนอีกแล้วก็ชวนให้เหงาจับใจไปพร้อมๆ กันด้วย
"นายเคยชอบหมอนั่น..." ดีแลนในร่างของเด็กชายวัยสิบสามพึมพำ ยกแขนข้างหนึ่งขึ้นเท้าคางกับที่วางแขนบนเก้าอี้ นัยน์ตาสีฟ้าทอดมองไปทางอื่นอย่างไร้จุดหมาย "หมอนั่นเป็นรักแรกของนาย"
"หา?" ดีแลนร้องขัด ทำเป็นไม่รับรู้กับใบหน้าที่ร้อนขึ้นนิดๆ "พูดอะไรของนาย"
"เหอะ" ปีศาจของเขาเค้นเสียงอย่างเหยียดหยัน ทำเอาดีแลนนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะถามอย่างไม่เข้าใจ
"ทำไมนายถึงได้ไม่ชอบใครไปเรื่อยเลยนะ"
"ไม่จริงสักหน่อย"
"แต่นายไม่ชอบเจเรมี่นี่"
"แล้วก็เอียน"
"งั้นนายจะยังบอกไม่จริงอีกเหรอ"
"ก็แค่สองคนเท่านั้นเอง"
"งั้นทำไมนายถึงไม่ชอบสองคนนี้ล่ะ"
เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นนัยน์ตาสีฟ้าคู่นั้นไหววูบด้วยความหวาดหวั่น การที่เห็นตัวเองทำหน้าแบบนั้นไม่ได้ให้ความรู้สึกที่ดีเลย
"ฉันก็แค่ไม่อยากเข้าใกล้สองคนนั้น"
"แต่ถ้าฉันอยากล่ะ?"
เด็กชายผมทองเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขา แม้มันจะเต็มไปด้วยความหวาดกลัวแต่เจ้าตัวก็พูดออกมาเสียงเรียบอยู่ดี
"ก็อย่าเสียใจทีหลังแล้วกัน"