เมื่อถึงวันหยุดสุดสัปดาห์แรกหลังจากเปิดเทอม ในที่สุดดีแลนก็มาถึงขีดจำกัดของตัวเอง
เด็กหนุ่มตัดสินใจแล้วว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรเขาก็ต้องได้เจอหน้าแม่ให้ได้ ต่อให้แม่จะไม่รับรู้ว่าเขาคือดีแลนก็ตาม แต่อย่างน้อยเขาก็อยากได้เห็นว่าแม่ยังสุขสบายดี แม้ว่าการที่จะขอเข้าพบซีอีโอของบริษัทที่ใหญ่โตขนาดนั้นจะเป็นเรื่องยากสุดๆ ก็ตาม ดีแลนลองเสี่ยงดวงด้วยการโทรศัพท์เข้าไปหาโอเปอเรเตอร์ทื่อๆ มาแล้ว แน่นอนว่าการที่เด็กอายุสิบสามที่ไม่มีเส้นสายใดๆ จะขอพบผู้บริหารระดับนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเขาเข้าหาเรเชล ฮิกกินส์ในฐานะอื่นละก็…
ดังนั้นดีแลนจึงเสิร์ชหาหนังสือนิยายเล่มหนึ่งที่แม่ของเขาเขียนเมื่อประมาณสิบปีก่อน
ใช่แล้ว… ตอนที่เขายังเด็ก แม่ของเขาเคยเขียนนิยายมาก่อน
เรเชลไม่ใช่นักเขียนมือฉกาจแบบที่ติดเบสต์เซลเลอร์ของนิวยอร์กไทม์ แต่อย่างน้อยนิยายของเรเชลก็ได้ตีพิมพ์เป็นรูปเป็นร่างแม้จะในปริมาณที่ไม่ได้มากมายอะไรนักก็ตาม
ดีแลนเคยถามแม่ว่าทำไมไม่เขียนนิยายเป็นอาชีพไปเลย หล่อนเพียงแค่ยิ้มตอบแล้วลูบหัวเขาอย่างอ่อนโยนขณะบอกว่านิยายหล่อนไม่ได้ขายดีพอจะยึดเป็นอาชีพได้ขนาดนั้น
ตอนนั้นดีแลนก็ไม่เข้าใจหรอกว่าทำไม จริงๆ ตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ สำหรับเขาแล้วนิยายที่แม่เขียนสนุกที่สุดในโลก น่าเสียดายที่คนอื่นๆ ไม่สามารถทำความเข้าใจกับความสนุกแบบที่เขาทำได้
ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม เนื่องจากนิยายพวกนั้นตีพิมพ์เมื่อหลายปีมาแล้ว แถมจำนวนที่พิมพ์ก็ไม่ได้มากมายอะไร กลายเป็นว่าการจะหาซื้อนิยายที่เรเชลเขียนจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
แต่จนแล้วจนรอดดีแลนก็ซื้อมาได้หนึ่งเล่มซึ่งเป็นเล่มที่ลงขายอยู่ในเว็บประมูล ราคาของมันสูงพอสมควรเมื่อเทียบกับรายได้ที่แอรอนได้จากแม่ของเขาแต่ละเดือน แต่ดีแลนยอมกัดฟันซื้อมาเพราะเขาเชื่อว่ามันจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า
“นายจะกลับไปที่นั่นจริงๆ เหรอ” ปีศาจผมทองของเขาเอ่ยถามขณะที่ดีแลนซื้อตั๋วรถบัส “ฉันว่ามันจะไม่คุ้มค่าตั๋วเอานะ ยังไงแม่ก็ไม่มีทางจำนายได้อยู่แล้ว”
“ฉันก็ไม่อยากให้แม่จำได้สักหน่อยนี่”
“เหรอ แล้วถ้างั้นจะไปเจอแม่ทำไมล่ะ”
“ก็แค่อยากเจอเท่านั้น”
ขบวนรถโดยสารไม่ได้เต็มแน่นน่าอึดอัด ที่นั่งข้างๆ เขาก็ว่าง ปีศาจที่คอยติดตามดีแลนไปทุกที่เลยโผล่มานั่งข้างๆ เขาหน้าตาเฉย
ดีแลนปรายตามองเล็กน้อยก่อนจะหันออกไปมองนอกหน้าต่าง ในหัวคิดเรื่องของเรเชลสลับกับเรื่องของเจเรมี่ อาจจะมีนึกถึงเอียนขึ้นมานิดหน่อยด้วย ส่วนหนึ่งก็เพราะเขาสงสัยว่าทำไมปีศาจข้างกายถึงได้ดูไม่ชอบสองคนหลังอย่างชัดเจนขนาดนั้น ทั้งที่ตอนเขาคุยกับคนอื่นๆ ก็ดูไม่มีปฏิกิริยาอะไรแท้ๆ
หวังว่าหมอนี่จะไม่ได้กระอักกระอ่วนกับเรเชลไปด้วยหรอกนะ ถึงยังไงหล่อนก็เป็นแม่… ถ้าหมอนี่คือส่วนหนึ่งของเขาจริงๆ ก็คงไม่เกลียดแม่ของตัวเองใช่ไหม
“ไม่ ดีแลน ฉันไม่เกลียดแม่”
ดีแลนหันกลับไปเลิกคิ้วข้างหนึ่งให้คนพูด
“งั้นเหรอ?”
“ใช่”
“นายยังอ่านความคิดฉันได้เหมือนเดิม”
“เรื่องนั้นมันแหงอยู่แล้ว ก็ฉันคือนายนี่”
เด็กหนุ่มถอนหายใจอย่างทดท้อ บางทีคราวหน้าที่หมอนัดเขาอาจจะต้องปรึกษาเรื่องที่ตัวเองเห็นภาพหลอน แถมยังคุยเป็นตุเป็นตะกับตัวเองอีกต่างหาก และเขาคงโดนวินิจฉัยว่าเป็นบ้าอย่างสมบูรณ์แบบถ้าบอกว่าภาพหลอนนี้คือตัวเองตอนที่ยังไม่ตาย
...มีอะไรฟังดูปกติบ้างไหมเนี่ย
“หึๆๆ” ดีแลนตัวจิ๋วหลุดหัวเราะออกมากับความคิดนั้นของดีแลนอีกคน “นายนี่ช่างน่าสงสารเหลือเกินนะ เหมือนอะไรๆ ก็ผิดเพี้ยนไปหมดเลย”
“ก็มันเป็นเพราะใครกันล่ะ”
“ว่าแต่พอมาคิดดูอีกที จุดเชื่อมของนายกับแอรอนก็ดูเหมือนจะมีแค่เรื่องเดียวเองเนอะ? คิดว่างั้นไหม”
ทำมาเป็นเปลี่ยนเรื่องนะ
“อะไรล่ะ” เขาถามกลับหน่ายๆ
“ก็เรื่องที่นายทั้งคู่เป็นเกย์เหมือนกัน?”
ดีแลนปรายตามองเด็กชายเป็นเชิงปราม แต่ไอ้ปีศาจนี่กลับส่งยิ้มยียวนกลับมาให้เขาหน้าตาเฉย
“ก็จริงไม่ใช่เหรอ ไม่ดีหรือไง ไม่ใช่เกย์ทุกคนหรอกนะที่จะรู้ตัวตอนอายุยังน้อยแบบนาย”
“หนวกหูน่า” ดีแลนว่าพร้อมกับเสมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง “ฉันไม่ได้เป็นสักหน่อย”
“ขอเถอะน่า ใครกันนะที่ใจเต้นเหมือนคนบ้าตอนที่ได้จูบกับเจเรมี่”
“!” ดีแลนหน้าร้อนวูบขึ้นทันที ทั้งโกรธทั้งอายเมื่อถูกย้ำเตือนให้นึกถึงเรื่องนั้น
“นั่นมันก็แค่ปากชนกันนิดเดียว” เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองต้องมาเถียงข้างๆ คูๆ กับอะไรที่ไม่ได้มีตัวตนอยู่จริงๆ ด้วยซ้ำ “แล้วตอนนั้นเราก็เล่นเกม… มันก็แค่เกม”
“แต่ตอนนั้นนายได้รับคำสั่งจากเกมว่าให้จูบกับคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามนี่”
“ก็ใช่ไง ก็แค่บังเอิญว่าเจเรมี่นั่งอยู่ตรงนั้นพอดี ถ้าเกิดว่าเป็นคนอื่น---”
“สรุป มันก็คือจูบ”
ดีแลนกางมือออก ทำหน้าเหมือนจะพูดว่า ‘เอาจริงสิ?’ จากนั้นเจ้าตัวก็ตัดบทด้วยการหันหน้าหนีไปนอกหน้าต่างต่อ ปีศาจตนนั้นหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างที่เขาจับอารมณ์ไม่ได้
“นายก็แค่ทำตามคำสั่งเพราะมันเป็นเกมงั้นเหรอ ขอทีเถอะ ดีแลน นายก็รู้ตัวว่านายไม่จูบกับใครมั่วๆ หรอก ต่อให้จะเป็นแค่การเอาปากชนกันก็เถอะ ถ้าเกิดว่าคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามไม่ใช่เจเรมี่ ยังไงนายก็ต้องบ่ายเบี่ยงอยู่แล้ว”
ดีแลนทำเป็นไม่ได้ยินและอีกฝ่ายก็ไม่เซ้าซี้ต่อ แต่ประเด็นคือ… หลังจากที่คุยเรื่องนี้จบ เขาก็อดนึกถึงตอนที่จูบกับเจเรมี่ตอนนั้นไม่ได้จริงๆ
หลังจากที่รถบัสมาถึงที่หมาย ดีแลนก็พยายามลบความคิดที่ว่าริมฝีปากของเจเรมี่นิ่มขนาดไหน เด็กหนุ่มยกมือขึ้นมาตีแก้มตัวเองสามทีเป็นเชิงเรียกสติ ตั้งสมาธิให้อยู่กับเป้าหมายที่เขาเดินทางข้ามรัฐมาเกือบสองชั่วโมง
โชคดีที่ตอนยังเด็กถึงทางบ้านจะมีฐานะร่ำรวยล้นฟ้าเพียงใด พ่อกับแม่ก็ยังเลี้ยงเขาแบบค่อนข้างปล่อย อย่างเช่นฝึกให้นั่งรถโดยสารไปไหนมาไหนเอง แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องกลับบ้านให้ตรงเวลาที่กำหนด ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับดีแลนที่จะนั่งรถต่อไปยังสถานีที่ใกล้กับบ้านเก่าของเขามากที่สุด
ในที่สุดเด็กหนุ่มก็มายืนอยู่ที่หน้าประตูรั้วของคฤหาสน์ขนาดมหึมาที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก
ทำไมน่ะเหรอ?
เพราะถ้าไม่เดินต่อหรือขับรถเข้าไปด้านในรั้วนี้ก็จะไม่สามารถมองเห็นบ้านหลังโตของเขาได้อย่างชัดเจนน่ะสิ
รอบข้างมีต้นไม้นานาพันธุ์ปลูกขึ้นเต็มไปหมด นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่บดบังไม่ให้มองเห็นสิ่งก่อสร้างที่สวยงามภายในได้ง่าย
ถ้าตั้งใจมองเข้าไปก็จะเห็นอยู่หรอก และตอนนี้… แค่มองผ่านเข้าไปเห็นบ้านของตัวเองอยู่ตรงนั้น ดีแลนก็รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องแล้ว
“เฮ่ หวัดดี ไอ้หนู” ยามรักษาการณ์ที่สังเกตเห็นว่าดีแลนมายืนจดๆ จ้องๆ อยู่หน้ารั้วสักพักแล้วเดินเข้ามาหาด้วยท่าทีคุกคามนิดๆ “มีธุระอะไรกับคนในบ้านนี้หรือเปล่า ฉันคงต้องขอให้นายหลบไปหน่อยน่ะนะถ้าไม่ได้นัดใครไว้”
ดีแลนจำยามคนนี้ได้เพราะตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่อีกฝ่ายก็ทำงานอยู่ที่นี่แล้ว แต่แน่ล่ะว่าตอนนี้อีกฝ่ายคงจำเขาไม่ได้ เขาที่อยู่ในร่างของเด็กหนุ่มวัยสิบแปดปี หัวดำ ใส่เสื้อฮู้ดสีเทาถูกๆ แบบนี้
“คือ… เอ่อ ผมอยากเจอใครคนหนึ่งที่นี่”
“นัดไว้รึเปล่า”
“เปล่าครับ ไม่ได้นัด แต่ผมอยากเจอคุณเรเชล---”
ยามวัยกลางคนโบกมือกลางอากาศ “ถ้าไม่ได้นัดไว้ก็ต้องขอให้ออกไปละนะ คุณนายฮิกกินส์ไม่ได้มีธุระมากพอที่จะเจอใครทุกคนที่มาหาโดยไม่ได้นัดไว้หรอก”
“แต่ผมเป็นแฟนนิยาย---”
“ไม่ได้ๆๆ กลับไปซะ อย่าให้ฉันต้องใช้ไม้แข็งนะ ถ้าอยากจะเจอขนาดนั้นคราวหน้าก็ต้องนัดให้เรียบร้อย”
“แต่…”
“ไปซะ”
เจอเสียงแข็งเข้าไปแบบนี้ดีแลนก็ตัดสินใจที่จะถอย นึกถึงสมัยก่อนที่อีกฝ่ายพูดจาให้ความเคารพเขาแล้วมันน่าเจ็บใจอย่างบอกไม่ถูก แล้วแบบนี้เขาจะมีหนทางได้เจอแม่ของตัวเองรึเปล่าเนี่ย หรือบางทีเขาควรจะหาพวกอีเวนต์ที่เรเชลจะไปแจกลายเซ็นดี?
ไม่สิ แต่แม่ไม่ได้เขียนนิยายมานานแล้ว จะได้ไปงานแบบนั้นที่ไหนกันล่ะ
ดีแลนเดินทอดน่องไปตามทางเรื่อยๆ คอตกอย่างหมดหวัง และเพราะเด็กหนุ่มยังเดินติดขอบรั้ว จังหวะหนึ่งที่เขาเงยหน้าขึ้นแล้วมองลอดผ่านซี่ของรั้วเข้าไปเขาจึงได้เห็นหญิงสาววัยสี่สิบปลายๆ คนหนึ่งนั่งจิบกาแฟพร้อมกับดูโน้ตบุ๊กไปด้วยในสวนที่เป็นส่วนหนึ่งของบ้านเขาเอง
เด็กหนุ่มชะงักฝีเท้าลงทันที นัยน์ตาสีฟ้าเบิกกว้างขึ้นอย่างตื่นเต้น หัวใจเต้นรัวจนแทบจะกระเด็นออกมาจากอก
ผู้หญิงคนนี้ดูอายุมากขึ้นกว่าที่เขาจำได้ แต่นอกจากเรื่องนั้นแล้วหล่อนยังดูภูมิฐานและดูมีสง่าราศีมากกว่าที่เขาจำได้อีกด้วย
และถึงแม้ทรงผมของเจ้าหล่อนจะเปลี่ยนไป แต่ดีแลนจำได้ทันทีว่านั่นคือแม่ของเขา
“แม่!”
คนด้านในหันกลับมามองตามต้นเสียงด้วยความตกใจ ดีแลนเห็นความประหลาดใจพาดผ่านนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่นั้น และเพราะความตื่นเต้นนี้เองที่ทำให้เขาลืมไปแล้วว่าตัวเองควรจะออกไปจากบริเวณนี้ให้ไกล
“คือ… ผมมาหาคุณครับ เรเชล” เด็กหนุ่มเกาะรั้วพร้อมกับตะโกนเสียงดังเพื่อให้แน่ใจว่าคนด้านในจะได้ยิน “ผมอยากเจอคุณ---”
“นี่! ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าให้ไปให้พ้นๆ น่ะ!”
“โอ๊ย!”
“สตีฟ!” หญิงสาวด้านในร้องอย่างตกใจเมื่อยามรักษาการณ์ประจำบ้านกระชากเด็กผู้ชายคนนั้นไปอีกทาง หล่อนวิ่งไปจนถึงเกือบหน้าประตูที่สตีฟลากดีแลนมา และเมื่อชายหนุ่มผู้เป็นยามผลักดีแลนออกไปอีกทาง เด็กหนุ่มก็เสียหลักจนหนังสือเล่มที่ถือติดมือมาด้วยหล่นไปอยู่ที่พื้น
“นี่มัน…” เรเชล ฮิกกินส์พึมพำอย่างแปลกใจ “หนังสือของฉันนี่นา”
“เอ่อ คือ ครับ” ดีแลนหน้าแดงด้วยความอับอายเพราะผู้คนที่เห็นเหตุการณ์เมียงมองมาทางเขาด้วยความสนใจ และตอนนี้ดีแลนก็รู้สึกสมเพชตัวเองที่โดนไล่ขนาดนี้ “ผม… ผม… ผมเป็นแฟนนิยายของคุณ”
“คุณนายครับ ผมต้องขออภัยจริงๆ ที่ปล่อยให้เด็กคนนี้มารบกวนเวลาพักผ่อนของคุณ”
“ผม… ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำแบบนั้นนะครับ! ผมก็แค่---”
เสียงของดีแลนชะงักไปเมื่อหญิงสาวยื่นมือมาตรงหน้า
“ลุกขึ้นก่อนเถอะจ้ะ หนู บาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า เข้ามานั่งพักด้านในก่อนไหม”
“แต่คุณนายครับ---” ผู้เป็นยามรักษาการณ์ค้าน รู้สึกเสียหน้าไม่น้อยที่ผู้เป็นนายช่วยเหลือคนแปลกหน้าที่อาจเป็นตัวอันตรายแบบนี้
“ไม่เป็นไรจ้ะ สตีฟ ฉันไม่โทษเธอหรอก รู้ว่าเธอแค่ทำตามหน้าที่ แต่เอาเป็นว่าวันนี้ให้เด็กคนนี้เป็นแขกของฉันเถอะ ฉันไม่เคยมีแฟนคลับบ้าระห่ำที่อยากได้ลายเซ็นจนถึงขั้นต้องมาดักที่หน้าบ้านแบบนี้มาก่อน” หล่อนพูดยิ้มๆ และดีแลนก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบสว่างไสวขึ้น แค่ได้เห็นว่าแม่ยังสบายดี ยังสวยสะพรั่งแล้วก็ใจดีแบบที่เคยเป็น แค่นี้เขาก็มีความสุขมากๆ แล้ว
ดีแลนเข้ามานั่งที่โต๊ะในสวนที่เขาเพิ่งตะโกนเรียกอีกฝ่ายเมื่อครู่ ข้อศอกของเด็กหนุ่มถลอกนิดหน่อย แต่นอกจากนั้นแล้วก็ไม่มีบาดแผลอะไรอย่างอื่นอีก
เรเชลเป็นคนลงมือทำแผลให้เขาด้วยตัวเอง เรื่องนี้ทำให้ดีแลนน้ำตาคลอขึ้นมาทันที แต่เขากลบเกลื่อนมันได้ด้วยการกะพริบตาถี่ๆ หลายๆ ที เขาสังเกตเห็นตัวเองในวัยเด็กที่ตามเขามาตลอด หมอนั่นกำลังยกหลังมือปาดหางตาแรงๆ นั่นเป็นครั้งแรกที่ดีแลนรู้สึกได้ว่าปีศาจตนนั้นคือตัวเขาเองจริงๆ ความรู้สึกท่วมท้นนั้นมันเชื่อมมาถึงเขา
“ทีนี่ก็ไม่เป็นไรแล้วนะ ไหน มีตรงไหนถลอกหรือเป็นแผลอีกไหม น้าจะได้ทำแผลให้ทีเดียว”
“ไม่แล้วครับ คุณนายฮิกกินส์” เขาตอบกลับเสียงสั่น ใจจริงแล้วอยากจะเรียกอีกฝ่ายว่าแม่หรืออย่างน้อยก็เรเชล แต่ตัวเขาที่อยู่ในร่างนี้ไม่กล้าขนาดนั้น “ผมไม่เจ็บตรงไหนแล้ว”
“ขอโทษแทนสตีฟด้วยนะจ๊ะ อย่าโกรธเขาเลยนะ เขาก็แค่ต้องทำงานของเขาเท่านั้น”
ดีแลนส่ายหัว “ผมเข้าใจครับ”
“เธอชื่ออะไรเหรอ”
“ผม ดี--- เอ่อ แอรอน วูครับ”
“แล้ว” หญิงสาวเกริ่นขณะเก็บอุปกรณ์ปฐมพยาบาลลงกล่องที่เพิ่งขอให้แม่บ้านเอามาให้ “นึกยังไงถึงถ่อมาหาฉันที่นี่เลยล่ะเนี่ย? แอรอน ฉันก็พอจะเดาได้หรอกนะว่าที่อยู่ฉันมันคงไม่ได้หายากเท่าไร แต่ถึงขั้นลงทุนมาเองแบบนี้นี่ก็ออกจะน่าทึ่งเกินไปหน่อย”
“ผมแค่อยากมาเจอคุณ” พูดแล้วดีแลนก็รู้สึกว่าน้ำตารื้นขึ้นมาอีกรอบ เขาเหลือบมองปีศาจของตัวเองที่ตอนนี้มองผู้เป็นแม่ด้วยแววตาซาบซึ้งอย่างที่เขารู้สึกไม่มีผิด ดีแลนแอบเห็นว่าหมอนั่นส่งยิ้มนิดๆ มาให้เขาด้วย
“ตายจริง เธอร้องไห้เหรอ” หล่อนสังเกตเห็นน้ำตาของเขาและรีบหยิบทิชชูให้ “ยังเจ็บแผลอยู่เหรอจ๊ะ”
“เปล่าครับ ผมแค่” ดีแลนสูดลมหายใจแรงๆ เฮือกหนึ่งเพื่อเรียกสติกลับมา “แค่ดีใจมากๆ ที่ได้เจอคุณเสียที”
“เธอชักทำให้ฉันเขินแล้วสิ” เรเชลว่า พวงแก้มขึ้นสีเล็กน้อยขณะที่เรียกแม่บ้านคนเดิมให้มาเอากล่องปฐมพยาบาลไปพร้อมกับชงกาแฟเผื่อแขกอีกถ้วย “ชอบนิยายของฉันที่ตรงไหนเหรอ แอรอน”
ดีแลนยิ้มรับกับคำถามนั้น เขาอ่านนิยายของแม่มาทุกเล่มและรู้ดีว่าตัวเองชอบในส่วนไหนที่สุด
“คือว่า---”
“อะไรกัน เรเชล มีแขกหรอกเหรอ” เสียงของใครบางคนดังขัดขึ้นเรียกให้ดีแลนต้องหันกลับไปมอง ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่ทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นไปจนเกือบสุด เรือนผมสีทองกับใบหน้าหล่อเหลาที่เหมือนรูปแกะสลัก แม้แต่นัยน์ตาสีฟ้านั่นก็เหมือนจะด้านชาไปด้วยขณะที่มองตรงมายังเขา "ใครกันครับเนี่ย"
ดีแลนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นรัวขึ้น แต่ไม่ใช่ในทางที่ดีนัก ปีศาจผมทองข้างตัวเขาเอื้อมแขนมาขยำที่ชายเสื้อเขาอีกแล้ว แต่คราวนี้ดีแลนรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่ต่างจากเด็กชายคนนี้เลยแม้แต่น้อย
"อ้าว สเปนซ์ วันนี้ไม่ได้เข้างานเหรอ" เรเชลเอ่ยทักผู้มาใหม่อย่างคุ้นเคย "นี่ แอรอน วูน่ะจ้ะเป็นแฟนนิยายของฉันเอง น่ารักไหม"
คนถูกถามไม่ตอบ ดีแลนก็พูดอะไรไม่ออก ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาสองคนนั้นน่ากระอักกระอ่วนตั้งแต่ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่แล้ว นับประสาอะไรกับในตอนนี้ที่เขาได้มาเกิดใหม่ในร่างคนอื่นกันล่ะ