“แฟนนิยายเหรอ" สเปนซ์เปิดปากถามพร้อมกับประเมินแขกของเรเชลด้วยการกวาดสายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า เหมือนตอนที่ดีแลนร่างเด็กมองเขาครั้งแรกไม่มีผิด "แฟนนิยายของคุณมีเด็กขนาดนี้ด้วยเหรอ"
"แหม อะไรกัน นิยายของฉันเด็กๆ ก็อ่านได้นะ" เรเชลว่าก่อนจะหันกลับมาแนะนำอีกฝ่ายให้ดีแลนอย่างรู้มารยาท "แอรอนจ๊ะ นี่สเปนซ์ ริดเจล เป็นญาติห่างๆ ของฉันเองจ้ะ สเปนซ์จ๊ะ นี่แอรอน วู เอ่อ สเปนซ์เองก็เขียนนิยายเหมือนกันนะ แอรอน"
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ" ดีแลนฝืนตัวเองไม่ให้หลับตาลงด้วยความเหนื่อยอ่อน เขาไม่แน่ใจว่าควรยื่นมือไปข้างหน้าเพื่อทักทายอีกฝ่ายไหม แต่เหมือนสเปนซ์จะตัดสินใจให้แล้วเมื่อหันกลับไปคุยกับหญิงสาวข้างตัวต่อด้วยเสียงเรียบ
"พอดีผมมีจุดที่อยากให้คุณช่วยดูให้หน่อย คงใช้เวลาไม่นานหรอก ขอผมอยู่ตรงนี้ด้วยสักครู่ได้ไหมครับ"
"อ๋อ ได้สิ จะใช้คอมของฉันด้วยไหม"
"ผมเอามาด้วยครับ"
แล้วสเปนซ์ก็หยิบคอมขึ้นมาจากกระเป๋า กลายเป็นว่ามีคนที่ร่วมนั่งโต๊ะกลางสวนเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน เรเชลหันกลับมาคุยกับดีแลนต่ออย่างกระตือรือร้น แม่เขาชอบที่จะได้พูดคุยเกี่ยวกับนิยายของตัวเองมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และเขาเองก็ชอบหัวข้อสนทนานี้ด้วยเช่นกัน
แต่ถึงดีแลนจะชอบการพูดคุยกับเรเชล เขาก็อดเหลือบสายตาไปมองที่สเปนซ์อยู่เรื่อยๆ อย่างอดไม่ได้ ยอมรับว่าจริงๆ แล้วเขาอึดอัดที่ต้องร่วมโต๊ะกับคนที่ทำหน้านิ่งได้เหมือนตุ๊กตาหุ่นขี้ผึ้ง ใบหน้าที่เหมือนอวดดีกับแววตาเหมือนจะเยาะเย้ยทุกอย่างบนโลกตลอดเวลานั่นดูน่ารังเกียจยิ่งกว่าที่ดีแลนเคยจำได้ ดูเหมือนว่าเรเชลจะสังเกตเหมือนกันว่าเขาเผลอมองสเปนซ์ถึงได้เริ่มพูดเกี่ยวกับชายหนุ่มให้ฟัง
"เมื่อก่อนสเปนซ์เองก็เขียนแนววรรณกรรมเยาวชนอยู่บ้างไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่ลองให้แอรอนไปหาอ่านดูล่ะ"
"เขาโตเป็นวัยรุ่นขนาดนี้แล้วคงไม่ค่อยสนใจเท่าไรหรอกครับ" ชายหนุ่มตอบกลับนิ่งๆ
"ถ้าอย่างงั้นก็เอาอันที่เธอเขียนช่วงนี้ให้เขาลองอ่านสิ นี่ จะบอกให้นะ สเปนซ์น่ะตอนนี้ก็ยังเขียนหนังสืออยู่ตั้งหลายเล่ม แค่ปีนี้ปีเดียวหมอนี่ก็ออกหนังสือเกี่ยวกับพวกหุ้นแล้วก็อสังหาริมทรัพย์ไปสามเล่มแล้วมั้ง ไม่เหมือนฉันที่ไม่ได้แตะปากกามาเป็นสิบปีได้แล้วมั้ง ใช้ไม่ได้เลยเนอะ"
"ผมก็แค่เขียนอะไรที่จำเป็นเท่านั้นครับ" สเปนซ์พูด ตายังคงมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ขณะที่สองมือไม่ละจากแป้นพิมพ์ "หนังสือประเภทนั้นเด็กวัยนี้ไม่สนใจหรอก หรือต่อให้เป็นนิยายก็เถอะ ผมว่าก็คงไม่ใช่แนวที่วัยเท่านี้อ่านอยู่ดี"
"งั้นก็เอาพวกวรรณกรรมเยาวชนให้เขาอ่านสิ จริงๆ เลยนะเธอเนี่ย ดักคอไว้หมดเลย นี่ แอรอน เธออยากลองอ่านไหมล่ะ สเปนซ์น่ะเก่งมากๆ เลยนะ งานเขียนแรกของเขาได้ตีพิมพ์ทั้งที่อายุยังน้อยอยู่เลย"
ดีแลนยกยิ้มฝืด ความทรงจำในตอนนั้นย้อนกลับมาโดยที่ไม่ต้องพยายามนึกให้ออกเลยด้วยซ้ำ เมื่อสมัยที่เขายังเด็ก... เด็กแบบเด็กมากๆ ครั้งหนึ่งเขาเคยสนิทกับชายตรงหน้านี้ไม่น้อยไปกว่าใคร
สเปนซ์ ริดเจลเป็นลูกบุญธรรมของน้องชายของแม่เขา น้องชายของแม่และภรรยาของเขามีปัญหาด้านสุขภาพทำให้ไม่สามารถมีบุตรได้จึงได้รับสเปนซ์มาเลี้ยงตั้งแต่เด็ก ต่อมาไม่นานทั้งคู่ก็หย่ากัน และเพราะน้องชายของเรเชลมีปัญหาด้านสุขภาพมาแต่ไหนแต่ไร ไม่นานชายหนุ่มก็จากโลกนี้ไปด้วยอายุที่ยังไม่มาก และในท้ายที่สุดเรเชลก็เป็นคนดูแลสเปนซ์ต่อจากน้องชายของตัวเอง ดังนั้นในความเป็นจริงแล้วทั้งเขาและสเปนซ์ควรจะสนิทกันเหมือนพี่ชายน้องชายมากกว่าจะต้องมากระอักกระอ่วนกันแบบนี้
ส่วนเรื่องที่สเปนซ์เขียนนิยายน่ะ แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะอิทธิพลที่ได้มาจากแม่ของเขาไม่ผิดแน่ และตอนนี้ชายหนุ่มก็เรียกความสนใจกลับไปที่ตัวเองด้วยการขอให้เรเชลช่วยดูสิ่งที่อยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเอง
"เรเชลครับ ช่วยดูตรงนี้ให้หน่อย ตัวเลขตรงนี้ถูกไหม"
"ไหนดูซิ"
ดีแลนยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบก่อนจะต้องเบ้หน้าเพราะความขมของมัน ระหว่างที่กำลังจะเอ่ยปากขอนมกับน้ำตาลเพิ่ม ปีศาจข้างตัวก็เริ่มกระตุกกางเกงของเขา
"ดีแลน"
"อะไร" เขากระซิบถามพร้อมกับขมวดคิ้ว สีหน้าของเด็กชายซีดเผือดจนน่าสงสาร
"เรากลับกันเถอะ"
"ฉันยังคุยกับเรเชลไม่เสร็จเลย"
"แต่ฉันไม่อยากอยู่ใกล้หมอนี่"
ดีแลนในร่างของแอรอนมองนัยน์ตาสีฟ้าของอีกฝ่ายที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ยังเงยหน้าขึ้นมองสเปนซ์แม้ว่านั่นจะต้องใช้แรงใจมหาศาลก็ตาม เขาเองก็เข้าใจว่าตัวเองอึดอัดกับสเปนซ์มาก่อน แต่ก็ไม่ได้แย่ถึงขั้นที่อยากจะหนีหน้าไปให้ไกลขนาดนั้น
"ว่าแต่... แอรอนเนี่ย อายุเท่าไรนะ" เรเชลพูดแทรกห้วงความคิดขึ้นมาทำเอาดีแลนไหวตัวเล็กน้อย "สักสิบเจ็ดสิบแปดได้ไหม"
"สิบแปดครับ" ดีแลนตอบ "ผมอยู่เกรดสิบสอง"
"ไฮสคูลปีสุดท้ายแล้วสินะ ดีจังๆ" เรเชลว่ายิ้มแย้มก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะฝืดลง นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่สวยทอประกายหม่นเมื่อเอ่ยประโยคถัดไป "ถ้าเกิดว่าดีแลนยังอยู่... เขาก็คงอายุเท่าเธอ"
ดีแลนชะงักไปทันที วินาทีนั้นทำให้เขาเข้าใจในที่สุด แม่ของเขาไม่ได้มีความสุขอย่างที่เขาสัมผัสได้ในตอนแรก แต่หล่อนแค่ไม่แสดงความเศร้าให้เห็นต่างหาก
"ดีแลน...?" ดีแลนที่อยู่ในร่างของแอรอนพูดขึ้นมาตามบท สเปนซ์ปิดโน้ตบุ๊กของตัวเองพับครึ่งก่อนจะพูดเสียงเรียบ
"เรเชลครับ ผมว่าเรา---"
"จ้ะ ดีแลน ลูกชายของฉันเอง" หล่อนหันมาพูดกับเด็กหนุ่มที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูกชายเพียงคนเดียวของตัวเอง "เขาหายออกไปจากบ้านตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อน หลังจากนั้นมาฉันก็ไม่ได้เจอกับเขาอีกเลย"
สเปนซ์นิ่งเงียบหากนัยน์ตาสีฟ้าคมกริบบ่งบอกถึงความระแวดระวังเมื่อมองหน้าดีแลน เด็กหนุ่มพยายามกลืนน้ำลายฝืดๆ ลงคอแล้วเอ่ยถามต่อ
"เขาหายออกไปจากบ้านเหรอครับ?"
"หนีออกจากบ้านน่ะ" สเปนซ์เป็นฝ่ายตอบคำถามเสียเองและดีแลนรับรู้ได้ถึงร่องรอยตำหนิในน้ำเสียงนั้น "แต่ไม่รู้ว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น เพราะไม่ว่าเราจะส่งตำรวจหรือนักสืบไปตามหาตัวเท่าไรก็ไม่มีใครเจอหมอนั่น"
"เขาคงอึดอัดที่ต้องอยู่ในบ้านหลังนี้" เรเชลว่ายิ้มๆ แต่เป็นรอยยิ้มที่บีบรัดหัวใจเหลือเกินในความรู้สึกของคนฟัง "ถ้าเกิดว่าฉันดูแลเขาดีกว่านี้ละก็---"
"ไม่ ไม่จริงนะครับ คุณไม่ได้ดูแลเขาไม่ดี" ดีแลนพูดออกไปอย่างเผลอตัว เขาพยายามนึกทบทวนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อห้าปีก่อน เขาหนีออกจากบ้านเองจริงๆ อย่างนั้นเหรอ? ทำไมเขาถึงจำเรื่องนั้นไม่ได้เลยล่ะ "ผม... ผมเชื่อว่าเรเชลต้องดูแลเขาอย่างดีแน่ๆ แต่มัน... เอ่อ อาจจะเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบของเด็กๆ"
"ถ้ามันเป็นอารมณ์ชั่ววูบ แล้วทำไมเขาถึงไม่กลับมาล่ะ" หญิงสาวถามเขากลับเสียงนุ่ม ไม่รู้ว่าทำไมหล่อนถึงมาพูดเรื่องนี้กับคนที่เพิ่งเคยเจอวันแรก อาจเพราะอีกฝ่ายเป็นเด็กที่อายุไล่เลี่ยกับดีแลน
แถมเมื่อกี้... หล่อนยังหูฝาดได้ยินอีกฝ่ายเรียกตัวเองว่าแม่ บางทีหล่อนเองอาจจะคาดหวังให้เขาเป็นลูกชายคนที่หล่อนกำลังตามหาอยู่ก็ได้
บางที… หล่อนอาจจะกำลังกวาดตามองหาดีแลนอยู่ในทุกๆที่โดยไม่รู้ตัว
"เพราะ... เอ่อ" ความรู้สึกอยากจะร้องไห้กลับมาเล่นงานเขาอีกครั้ง เขาไม่อยากให้แม่อยู่รอเขาอีกแล้ว ในเมื่อดีแลนตายไปตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อนแล้ว ไม่มีความหมายอะไรเลยที่จะนั่งเฝ้ารออย่างมีความหวังว่าเขาจะกลับมา "เขา เอ่อ คุณไม่คิดเหรอว่าเขาอาจจะตายไปแล้ว"
ปึง!
สเปนซ์ทุบโต๊ะเสียงดังก่อนจะลุกขึ้นยืน
"ฉันว่านายควรจะกลับไปได้แล้ว"
"ผม... ผมขอโทษ" เขาพูดอย่างนึกขึ้นได้ว่าสิ่งที่เพิ่งหลุดออกจากปากไปมันร้ายแรงเพียงใดสำหรับคนที่ไม่รู้เรื่องราวแบบเดียวกับที่เขารู้
แต่สเปนซ์ไม่คิดอยากฟังคำแก้ตัวใดๆ แล้ว ชายหนุ่มกระชากแขนของแอรอนให้ลุกขึ้นตามเขาออกไปจากบริเวณเขตรั้วบ้าน ดีแลนไม่สนใจคนที่กำลังฉุดกระชากลากถูเขา คนเดียวที่เขาสนใจความรู้สึกก็คือแม่เท่านั้น
"เรเชล ผมขอโทษ" เขาตะโกนไล่หลัง "ผมไม่ได้ตั้งใจจะพูดให้คุณเสียใจจริงๆ"
สเปนซ์ลากเขาออกมาจนถึงนอกรั้ว แต่เหมือนชายหนุ่มจะกลัวว่าดีแลนอาจจะหาทางเข้าไปข้างในอีก เจ้าตัวเลยพาอีกฝ่ายมาจนถึงสวนสาธารณะที่อยู่อีกฝั่งของถนน ลากเขาไปในมุมที่ไม่มีคน จากนั้นก็ดันหลังเขาไปติดกับต้นไม้ต้นหนึ่ง ยันแขนไว้อีกข้างด้วยท่าทีคุกคามเต็มที่
"นายต้องการอะไรกันแน่"
"ไม่... ผมไม่ได้ต้องการอะไร"
"ทำไมถึงพูดออกไปแบบนั้น แล้วนายมายุ่งเกี่ยวอะไรกับครอบครัวของเราด้วยไม่ทราบ"
"ผะ... ผมก็แค่แสดงความคิดเห็น"
"งั้นก็เก็บปากเก็บคำไว้แสดงความคิดเห็นเรื่องอื่นเถอะ เรเชลช้ำใจเรื่องที่ลูกชายหายตัวมานานมากแล้ว ฉันไม่ต้องการให้มีใครไปพูดจาแบบนั้นแล้วทำให้หล่อนต้องเจ็บปวดมากไปกว่านี้อีก"
"แต่ดีแลนหายตัวไปตั้งห้าปีแล้วไม่ใช่เหรอครับ" อ่า แย่ล่ะ เขาโกรธที่ผู้ชายตรงหน้าออกแรงลากแขนเขามาจนช้ำก็เลยคุมสติไม่ค่อยอยู่เสียแล้ว "ระยะเวลานานขนาดนั้นแล้วยังไม่เจอตัวอีก... มันก็ควรจะเผื่อใจไว้บ้างไม่ใช่เหรอว่าอีกฝ่ายอาจจะตายไปแล้วน่ะ"
นัยน์ตาสีฟ้าคู่นั้นแทบจะแช่แข็งดีแลนได้เลย เด็กหนุ่มผมดำนิ่งเงียบไปกับสายตาแข็งกร้าวที่ทำให้เขาเจ็บปวดมาตั้งแต่ตอนที่ตัวเองยังมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำ ทั้งที่สเปนซ์ไม่ได้ลงไม้ลงมือหรือทำอะไรนอกจากจ้องหน้าเขาเฉยๆ แท้ๆ แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกเจ็บปวดได้มากขนาดนี้
"นายไม่มีสิทธิ์อะไรมาตัดสินหรือแสดงความคิดเห็นเรื่องของดีแลน"
ทำไมจะไม่มี... ก็ในเมื่อผมคือดีแลน
"ไปได้แล้ว" สเปนซ์ออกปากไล่ไม่ไว้หน้า "แล้วอย่าโผล่มาให้ผมหรือเรเชลเห็นหน้าอีก ฉันว่าเรเชลเองก็คงไม่อยากเจอหน้านายอีกเหมือนกัน"
ดีแลนกัดฟันกรอด มองคนตรงหน้าอย่างเจ็บใจ หมอนี่กล้าดียังไงมาบอกว่าเขาไม่มีสิทธิ์เจอหน้าแม่ของตัวเองอีกแล้วน่ะ!?
“ไม่มีทาง” เขาใช้อารมณ์หงุดหงิดล้วนๆ เป็นตัวผลักดันให้กล้าพูด “ผมจะกลับมาหาเรเชลอีก คุณเฝ้าเธอตลอดไปไม่ได้หรอก คอยดูเถอะ แล้วผมเชื่อว่าเธอก็จะยอมพบผมด้วย”
“นาย” สเปนซ์พูดอย่างไม่อยากจะเชื่อ แต่แล้วเมื่อสายตาของเขาประสานเข้าตรงๆ กับนัยน์ตาสีฟ้าดื้อดึงของอีกฝ่าย ชายหนุ่มก็ต้องชะงักไปเมื่อรู้สึกเหมือนเห็นภาพซ้อนของใครอีกคนทาบลงมา
วินาทีนั้นชายหนุ่มนึกถึงดีแลน
ดีแลนเองก็มีนัยน์ตาสีฟ้าเหมือนกัน แต่จะหม่นกว่านี้เล็กน้อย
“อ๊ะ…”
และเพราะสเปนซ์มัวแต่นึกถึงเรื่องนั้น รู้ตัวอีกทีแอรอนก็วิ่งหนีไปอีกฝั่งของสวนสาธารณะที่มีคนอยู่มากกว่าเสียแล้ว
ต้องเป็นเพราะเด็กคนนั้นเอาเรื่องเกี่ยวกับดีแลนมาพูดถึงแน่ๆ เขาได้ถึงเผลอมองเห็นดีแลนทับซ้อนกับเจ้าตัว
บ้าจริงๆ เลย
สเปนซ์สังหรณ์ใจว่าจะมีเรื่องวุ่นวายมากกว่านี้ตามมาอย่างแน่นอน
ดีแลนกลับมาถึงห้องพักของแอรอนในเวลาที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว
ความรู้สึกมากมายยังคงอัดแน่นอยู่ในอก ทั้งความโกรธ ความเศร้า แล้วก็ความเจ็บที่หน้าอกแบบที่ตัวเองก็หาสาเหตุไม่ได้
ดีแลนรู้ดีว่าครั้งหนึ่งเขาเคยสนิทกับสเปนซ์มากแบบที่ไม่มีใครสามารถแยกพวกเขาสองคนออกจากกันได้ บางทีอาจจะมากกว่าที่เขาสนิทกับเจเรมี่ด้วยซ้ำ แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อช่องว่างระหว่างวัยมันก่อตัวขึ้นมา ชายหนุ่มผู้เปรียบเสมือนญาติผู้พี่ของเขาคนนั้นก็ตีตัวออกห่าง แม้แต่ในช่วงสุดท้ายของชีวิตก่อนที่เขาจะตาย เขาก็ยังไม่รู้เลยว่าทำไมสเปนซ์ถึงได้เย็นชากับเขานัก แม้แต่ตอนนี้ที่เขาฟื้นมาอยู่ในร่างใหม่แล้วเขาก็ยังไม่รู้
"นายไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งไม่รู้กันแน่" ปีศาจผมทองถามดีแลนที่นอนหงายอยู่บนเตียงทั้งที่ยังไม่อาบน้ำเปลี่ยนชุด
"ฉันไม่รู้จริงๆ"
"เหอะ โกหก" น้ำเสียงของคนพูดฟังดูฉุนเฉียวจนดีแลนต้องเลิกคิ้วข้างหนึ่ง
"อารมณ์เสียอะไรของนาย"
"ฉันก็บอกนายแต่แรกแล้วว่าให้กลับๆ แล้วเป็นยังไงล่ะ สมใจนายแล้วสิที่สเปนซ์ทำท่าทีแบบนั้นใส่"
ดีแลนนึกย้อนกลับไปตอนที่พวกเขาทั้งคู่สบตากันใต้ต้นไม้ต้นนั้น มันมีร่องรอยของความเจ็บปวดบางอย่างอยู่ในดวงตาสีฟ้าคู่นั้นยามที่เอ่ยถึงดีแลน เขาไม่ชอบแววตาแบบนั้นเลย
"แต่ตาเขาดูเศร้าจังนะ" ดีแลนออกความเห็น "มันไม่ได้เศร้าแบบเห็นแล้วดูออกทันทีเลย แต่เหมือนมันดูเศร้าลึกๆ บอกไม่ถูก"
"บางทีนายอาจจะตีความผิดเองก็ได้นะดีแลน"
ดีแลนไม่อยากเถียงเขาจึงวกกลับไปเรื่องเดิมต่อ
"แล้วตกลงว่านายรู้หรือไงว่าสเปนซ์เกลียดฉันเรื่องอะไร"
"อ๋อ นั่นน่ะเหรอ จะเรื่องอะไรล่ะ" ปีศาจของเขาปีนขึ้นมานอนแผ่หราเป็นเพื่อนบนเตียง จ้องมองเพดานด้านบนด้วยกัน "ก็เรื่องที่นายเป็นลูกแท้ๆ ของเรเชลไง"
"หา?"
"นายก็รู้นี่ว่าหมอนั่นเป็นลูกบุญธรรมของคุณอา"
"ก็ใช่"
"แต่ทีนี้พอคุณอาเสีย แม่ก็ต้องเอาเขามาเลี้ยงดูแทนใช่ไหม"
"อือฮึ"
"แล้วนายคิดว่าเขาจะรู้สึกยังไงล่ะ เวลาได้เห็นว่าเรเชลแคร์นายมากกว่า รักนายมากกว่า นายคิดว่าที่เขาเขียนนิยายเพราะเขาอยากจะเขียนด้วยตัวเองงั้นเหรอ เปล่าเลย เขาอยากจะเอาใจแม่ของเราต่างหากล่ะ เพราะเขียนนิยายเป็นอย่างเดียวที่ทำให้เขาได้ใกล้ชิดเรเชลมากกว่านาย คิดแบบนี้แล้วทุกอย่างมันก็ลงล็อกพอดี ว่าไหมล่ะ"
ดีแลนเงียบไปไม่ตอบ แต่เห็นได้ชัดว่าเขาคล้อยตามกับความคิดนี้
"...แล้วจะให้ฉันทำยังไงล่ะ" คนผมดำพูดขึ้นมาในที่สุดหลังจากเงียบไปพักใหญ่ "ฉันเลิกเป็นลูกของเรเชลไม่ได้สักหน่อยนี่"
ปีศาจตัวน้อยของเขายักไหล่แม้จะยังนอนหงายอยู่บนเตียง
"ก็คงต้องให้เขาเกลียดไปตลอดชีวิตเขานั่นแหละ"