ดีแลนเคยเปิดสมุดพกเพื่อไล่ย้อนดูผลการเรียนของแอรอนในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา
ปรากฏว่าแค่เห็นเกรดที่อยู่ในหน้ากระดาษแต่ละแผ่นแล้วเด็กหนุ่มก็ได้แต่ย่นหัวคิ้ว นึกสงสัยอยู่เงียบๆ ว่าคนเราจะต้องทำอย่างไรให้ได้ผลการเรียนน้อยขนาดนี้
"บางทีนายมันก็น่าหมั่นไส้จนเกินเยียวยาจริงๆ นะ ดีแลน นายคิดว่าทุกคนเขาฉลาดเหมือนนายงั้นเหรอ"
"ผมก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองฉลาด" ดีแลนตอบกลับเรียบๆ "แต่คิดว่าเกรดในห้องเรียนมันไม่ได้ได้มายากเย็นอะไรขนาดนั้น บางทีมันก็อยู่ที่ความรับผิดชอบและความพยายาม"
"ฮ่าๆๆ" คนผมทองหัวเราะออกมาอย่างเสแสร้ง "นายพูดจาเหมือนพวกครูแก่ๆ ในโรงเรียนเลย น่าเบื่อมาก"
ดังนั้นแล้วการที่เขาสามารถตอบคำถามที่อาจารย์ถามในชั้นเรียนได้แทบจะทุกคลาสจึงส่งผลให้ทั้งบรรดาเพื่อนๆ และอาจารย์ทั้งหลายต้องมองเด็กหนุ่มผมดำด้วยสายตาที่แปลกใจระคนทึ่งอย่างชัดเจน แน่นอนว่ามีบ้างที่หมั่นไส้ แต่ส่วนใหญ่จะมีทัศนคติต่อเขาในทางที่ดีมากขึ้นมากกว่า
"เทอมนี้เพิ่งจะเปิดมาก็ดูตั้งใจดีนี่ คุณวู" ครูสอนคณิตศาสตร์เอ่ยปากชมเขาต่อหน้าคนทั้งชั้น หลังจากที่เจ้าตัวเพิ่งจะแก้สูตรสมการยุ่งเหยิงหน้าชั้นเรียนได้ "นี่มีแอบติวพิเศษหลังเลิกเรียนรึเปล่าเนี่ย ซุ่มอ่านหนังสืออยู่ใช่ไหม"
"ผมก็ทบทวนบทเรียนก่อนนอนครับ" ดีแลนในคราบแอรอนยอมรับหน้าตาย เรื่องของเรื่องก็คือเขากลัวว่าตัวเองจะเรียนตามหลักสูตรของเกรดสิบสองไม่ทันเลยซุ่มอ่านเองเสียมากมาย และเพราะเดิมทีเจ้าตัวมีพื้นฐานของแต่ละแขนงวิชาดีอยู่แล้วเพราะการอัดเรียนพิเศษสมัยที่ยังเป็นดีแลนอยู่ทำให้เขาไม่มีอุปสรรคใดๆ ในห้องเรียน
ตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ เพราะความทุ่มเทเกินเหตุบวกกับมันสมองอัจฉริยะเป็นทุนเดิมของเจ้าตัวทำให้ดีแลนโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ ในชั้น แม้แต่ไอ้คนที่ครั้งหนึ่งเคยล้อเขาว่าไอ้ตุ๊ดยังมองมาอย่างทึ่งๆ สายตาที่บ่งบอกถึงความนับถือและการยอมรับนั้นทำให้ดีแลนภูมิใจในตัวเองไม่น้อย
"งั้นก็ดีมาก ทุกคนควรจะเอาเป็นแบบอย่าง อ้าว หมดเวลาพอดี ถ้าอย่างนั้นก็อย่าลืมการบ้านที่ครูสั่งไปด้วยล่ะเด็กๆ แล้วก็อย่าลืมทบทวนก่อนควิซสัปดาห์หน้าด้วย"
ตอนนี้ดีแลนตัวติดหนึบอยู่กับเอียน พวกเขาสองคนเดินออกจากห้องเรียนด้วยกัน คนผมแดงเอ่ยแซวอีกฝ่ายยิ้มๆ ขณะที่ก้าวเท้าไปตามทางเดินเพื่อมุ่งหน้าไปยังห้องเรียนคาบต่อไป
"นายนี่เก่งเป็นบ้าเลยนะ แอรอน วู ไม่นึกว่านายจะตอบได้ทุกคำถามที่อาจารย์ถามในแต่ละคาบเรียนแบบนี้ นี่เมื่อก่อนนายเจ๋งขนาดนี้เลยเหรอ"
“ก็เปล่าไง แต่คนเราก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้าง”
“เออ ดีๆ ดีแล้ว” พูดพร้อมกับโอบรอบบ่าคนตัวเล็กกว่าพร้อมกับตบไหล่แปะๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ “อะไรที่มันแย่ๆ เมื่อเทอมที่แล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไปเหอะ เทอมนี้นายเป็นคนใหม่แล้ว”
แน่นอนว่าทุกอย่างไม่ได้ดีขึ้นทันตาเห็นขนาดนั้น เนื่องจากทุกคนในโรงเรียนเคยมองว่าแอรอนเป็นคนที่ค่อนข้างจะขี้แพ้ เพราะการที่เจ้าตัวเดินไปให้รถเหยียบเพียงเพราะถูกปฏิเสธ แม้แต่ดีแลนเองก็ยอมรับว่ามันดูเป็นอะไรที่ขี้แพ้สุดๆ แต่จากการที่เขาได้มาเป็นแอรอนเองจริงๆ หลายเดือน เขาก็สัมผัสได้ถึงความว้าเหว่และความกดดันที่เด็กหนุ่มคนนี้ต้องเผชิญมาตลอด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พอโดนกดดันจากหลายๆ เรื่องเข้าแล้วเจ้าตัวจะรับแรงกดดันนั้นไม่ไหว
ยังมีคนที่ล้อเลียนเรื่องเขากับเจเรมี่อยู่บ้าง แต่พอเห็นว่าดีแลนทำเฉย ไม่โต้ตอบอะไร การล้อเลียนหรือพูดถึงเรื่องนั้นก็ค่อยๆ หายไป อาจเพราะหลังจากที่พูดคุยกับเจเรมี่ที่ล็อกเกอร์คราวนั้น ดีแลนก็ตั้งใจว่าจะไม่ทำให้อีกฝ่ายเดือดร้อนหรือรำคาญแอรอน วูไปมากกว่าที่เป็นอยู่นี้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่คิดจะเป็นเพื่อนกับเจเรมี่ในฐานะแอรอนหรอกนะ แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม บางทีเขาอาจจะทิ้งช่วงไว้สักเดือนสองเดือนหรือสักเทอม แล้วค่อยหาทางเข้าไปตีซี้กับเจเรมี่อีกก็ได้ แต่ก่อนอื่นต้องทำให้หมอนั่นและทุกคนในโรงเรียนเข้าใจเสียก่อนว่าแอรอนคนใหม่นี้ไม่ได้หลงเจเรมี่ สตีวาร์ทหัวปักหัวปำอีกแล้ว
"หืม แต่นายก็ยังชอบเจเรมี่อยู่นี่" เด็กชายผมทองพูดขึ้นขณะที่ดีแลนกำลังก้มตัวลงผูกเชือกรองเท้าเพื่อเตรียมจะลงสนามบาสซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชาพละในวันนี้ "ตั้งใจจะใช้แผนนี้ให้เขาตายใจงั้นสิ ร้ายจริงนะ"
"ฉันไม่ได้ชอบเขาแล้ว" ดีแลนตอบกลับอย่างดื้อดึง "เรื่องนั้นมันก็ผ่านมาตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือไง อีกอย่าง ตัวฉันในตอนนี้ไม่เหมาะที่จะคิดถึงเรื่องความรักหรอก"
ปีศาจผมทองมองตามแผ่นหลังของอีกครึ่งของตัวเองที่ลงสนามไป แอรอนเป็นคนที่รูปร่างค่อนข้างเล็กและแรงน้อย แต่ถึงอย่างนั้นดีแลนในร่างนั้นก็เคลื่อนไหวได้อย่างปราดเปรียว เขาไม่ใช่คนที่จะโยนลูกลงห่วงเพื่อทำคะแนนให้ทีมได้ แต่เจ้าตัวสามารถส่งลูกบาสต่อให้คนอื่นหรือแย่งชิงมาจากฝั่งตรงข้ามได้ด้วยฝีมือที่ไม่เลวเลย
เรื่องนั้นมันก็แน่นอนล่ะ สมัยที่ดีแลนยังมีชีวิตอยู่หมอนี่ก็เล่นกีฬาไม่น้อยหรอก แถมยังเป็นเจ้าของแชมป์กอล์ฟรุ่นเยาวชนประจำเมืองด้วย เรียกได้ว่าเป็นคนที่โดดเด่นทั้งทางวิชาการและกิจกรรมอย่างแท้จริง
"อ๊ะ" แต่แล้วเจ้าตัวก็ต้องพลาดในครึ่งหลังที่มีการสับเปลี่ยนสมาชิกของทั้งสองทีม โดยที่ครั้งนี้มีเพื่อนต่างห้องเข้ามาร่วมแจมด้วย
"โทษทีนะ" คนที่แย่งลูกบาสไปจากมือของดีแลนคือเจเรมี่นั่นเอง
"กรี๊ดดดดดด" นั่นเสียงผู้หญิงที่ตั้งตัวเป็นแฟนคลับของเจเรมี่ สตีวาร์ทอย่างไม่เป็นทางการ
ดีแลนพอจะรู้อยู่แล้วล่ะว่าหมอนั่นฮอตจริงๆ อย่างที่เอียนเคยเล่าให้ฟัง เพราะแม้แต่ตัวเขาเองแค่ได้เห็นอีกฝ่ายในสภาพเหงื่อซึมนิดๆ เสื้อกีฬาแขนกุดตัวบางกับกางเกงขาสั้นที่ทำให้เห็นสัดส่วนต่างๆ ชัดเจนมากขึ้น เขายังเผลอมองตามจนเคลิ้มเลย เพราะอย่างนั้นเขาถึงเข้าใจความรู้สึกของผู้หญิงเหล่านั้น
“แอรอน”
“หือ?” ดีแลนหันกลับไปมองเอียนที่เรียกเขาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดนิดหน่อย
“เหม่ออะไรของนายน่ะ”
“เอ่อ โทษที”
“ไปสิ นายดักทางขวานะ ทางนี้ฉันจัดการเอง”
ดีแลนพยักหน้าพร้อมกับทำตามอีกฝ่ายบอกอย่างว่าง่าย ตอนนี้เขาชักเริ่มเหนื่อยขึ้นมาจริงจังแล้ว เพราะวิ่งซ้ายทีขวาทีไม่ได้หยุดเลย
ดูเหมือนว่าร่างกายของแอรอนเองก็ยังไม่ฟื้นตัวดีร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ต่อให้มันฟื้นตัวเต็มร้อย ดีแลนก็ไม่คิดว่าร่างกายนี้จะทนทานกับการออกกำลังกายหนักๆ นี้ได้อยู่ดี
ในจังหวะที่เขากำลังจะขอตัวออกนอกสนามนั้นเอง บังเอิญมีใครคนหนึ่งเหยียบเชือกรองเท้าเขาเข้าพอดี แล้วก็บังเอิญอีกนั่นแหละที่คนที่อยู่ใกล้ตัวเขาที่สุดและช่วยประคองไม่ให้เขาล้มลงคือเจเรมี่ สตีวาร์ท
“เฮ่” ชายหนุ่มผมน้ำตาลมีสีหน้าเป็นห่วง “นายโอเครึเปล่า”
“อุ๊บ” ดีแลนอุทานเบาๆ ด้วยความตกใจ ใบหน้าขึ้นสีเล็กน้อยและกังวลว่าเจเรมี่จะรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นรัวของเขาได้เพราะแขนเจ้าตัวทาบลงบนอกพอดี
“อ้าวๆ อะไรเนี่ย” เพื่อนคนหนึ่งของเจเรมี่เข้ามาเปิดปากแซว “ถ่านไฟเก่าคุเหรอเจเรมี่”
“หนวกหูน่า มอนตี้ ไม่ใช่แบบนั้น”
“โทษที” ดีแลนรีบผละออกจากอีกฝ่ายเพราะกลัวชายหนุ่มจะอึดอัด “ผมไม่เป็นไร ขอบคุณ”
แต่เพราะเขาขยับตัวเร็วเกินไป จากที่เวียนหัวอยู่แล้วคราวนี้ดีแลนแทบจะหน้ามืดทรุดลงไป แต่ยังดีที่เจ้าตัวประคองตัวเองไม่ให้ล้มได้
เจเรมี่ทำท่าจะเข้ามาประคองเขา นัยน์ตาสีเขียวนั้นฉายแววเป็นห่วงโดยที่ไม่สนว่ามีคนรอล้อเลียนตัวเองอยู่มากมาย แต่ยังไม่ทันที่เจเรมี่จะได้ทำแบบนั้น ใครบางคนก็เข้ามาประคองแทนเสียก่อน
“แอรอน” เอียนนั่นเองที่โผล่พรวดเข้ามา หมอนี่ดูเป็นกังวลยิ่งกว่าตัวคนป่วยเองเสียอีก “นายไหวรึเปล่าเนี่ย หน้ามืดเหรอ แล้วจะฝืนเล่นอยู่ทำไมตั้งนาน”
“กำลังจะขอออกจากสนามพอดี”
“ก็สมควรแล้ว มาเถอะ ไปห้องพยาบาลกัน ฉันจะพาไปเอง”
ดีแลนพยักหน้า เขาแอบเหลือบมองเจเรมี่ที่มองตามเขามา ดีแลนหันหน้ากลับมาทางเดินแต่ก็ยังไม่วายได้ยินเสียงกระซิบจากด้านหลัง
“ดีแล้วล่ะ เจเรมี่ ไม่งั้นเดี๋ยวก็มีคนล้อทั้งนายแล้วก็แอรอนอีก”
“ว่าแต่ช่วงนี้แอรอนสนิทกับเอียนมากเลยเนอะ สองคนนี้ดูไม่น่าจะเข้ากันได้เลยแท้ๆ ดูเป็นขั้วตรงข้ามสุดๆ”
“แน่ใจนะว่าไม่ใช่ว่าเอียนไปขู่อะไรแอรอนเข้า”
แล้วทั้งกลุ่มก็หัวเราะกันเสียงครืน ยกเว้นเจเรมี่ที่ยังทอดสายตาไปทางประตูยิมที่แอรอนเดินออกไปพร้อมเอียน
“อะไรเหรอ เจเรมี่ เดี๋ยวเราต้องเข้าไปเล่นต่อแล้วนะ”
“เอ่อ อืม” เขาว่าก่อนจะกลับไปลงสนามทั้งที่ในใจยังว้าวุ่นกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งประสบมา
เมื่อกี้… ตอนที่ได้สบตากับแอรอน
เขารู้สึกเหมือนเห็นภาพของใครบางคนทับซ้อนขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
หรือว่าเขาจะออกกำลังกายหนักจนเพี้ยนไปแล้วก็ไม่รู้
…
“นี่ ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้นะ ผมก็แค่วูบนิดหน่อยเท่านั้น แค่นอนพักแป๊บเดียวก็น่าจะดีขึ้นแล้ว” ดีแลนในร่างแอรอนมองยาสามเม็ดในมือที่เอียนเอามาให้ แน่นอนว่าเจ้าตัวพาดีแลนมาส่งที่เตียงก่อนแล้วจึงแล่นไปหาอาจารย์เพื่อบอกอาการ แต่ไอ้ยาสามเม็ดนี่ก็ดูจะมากเกินไป
อีกฝ่ายส่ายหัวปฏิเสธทันที
“ไม่ได้ๆ อันนี้อาจารย์ให้มา นายก็ต้องกินให้หมด กินเสร็จแล้วค่อยนอน พอดีขึ้นก็ส่งข้อความมาบอกแล้วกัน โอเคไหม”
“อืม” ดีแลนว่า ยอมยกยาเข้าปากแล้วกลืนน้ำตามอึกใหญ่ ก่อนจะล้มตัวลงนอน
เอียนช่วยขยับผ้าห่มให้คลุมจนถึงคอของคนป่วย ดีแลนเห็นการดูแลเอาใจใส่ที่ไม่ได้เข้ากับหน้าตาคนทำเลยสักนิดแล้วอดยิ้มออกมาไม่ได้ เขาดีใจจริงๆ ที่เลือกเอียนเป็นเพื่อน
“ขอบคุณครับ”
“ไม่เป็นไร แต่คราวหลังอย่าฝืนอะไรไม่เข้าท่าอีกล่ะ ก็รู้อยู่ว่าตัวเองเพิ่งประสบอุบัติเหตุมา ร่างกายยังไม่ค่อยแข็งแรง จริงๆ นายโดดวิชาพละก็ได้ด้วยซ้ำ บอกอาจารย์ว่ารู้สึกไม่ดีเขาก็ยอมให้นายพักอยู่แล้ว นี่ไม่ได้รู้ตัวเองเลยว่าไม่ไหวน่ะ คราวหลังนายต้องระวังให้มากกว่านี้นะเข้าใจไหม”
“อูย ร่ายซะยาวเลย นี่เอียนเป็นแม่ผมตั้งแต่เมื่อไหร่ครับเนี่ย”
“เหอะ ที่พูดนี่ก็เพราะเป็นห่วงหรอกนะ เอ้า นอนได้แล้ว ฉันเองก็ต้องกลับไปเข้าชั้นเรียนเหมือนกัน”
ดีแลนพยักหน้าก่อนจะหลับตาพริ้ม แต่ถึงเขาจะมองอะไรไม่เห็นเขาก็ยังรู้สึกได้ว่าเอียนยังอยู่ตรงนั้น เขาทิ้งเวลาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงล้อเลียน
“ไม่กลับไปห้องเรียนเหรอครับ?”
“อืม…” อีกฝ่ายลากเสียงยาว “จริงๆ แล้วฉันมีเรื่องอยากจะถามนาย”
“ว่า?”
“นายยังชอบเจเรมี่อยู่งั้นเหรอ?”
ดีแลนลืมตาขึ้นมา สบตากับคนถามที่ถามเพราะอยากรู้จริงๆ ไม่มีร่องรอยของการล้อเลียนใดๆ
แปลกดีที่สายตามุ่งมั่นนั่นทำเอาดีแลนใจสั่นนิดหนึ่ง
ส่วนเรื่องที่ว่าเขายังชอบเจเรมี่อยู่ไหม… อืม นั่นสินะ
“เปล่าครับ”
“จริงเหรอ”
“อืม”
“นายไม่ได้ชอบเขาแล้วเนี่ยนะ”
“ครับ”
เอียนมีสีหน้าโล่งใจขึ้นมาทันที
“ถ้าแบบนั้นก็ดี”
“ทำไมเหรอครับ”
“ฉันก็แค่ไม่ถูกชะตากับหมอนั่น” เอียนยักไหล่ ตั้งท่าจะเดินผละไปแต่ก็ยังไม่วายพูดทิ้งท้ายติดตลก “จริงๆ เลยนะ นายจะเป็นเกย์ฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอก แอรอน แต่ขอทีเถอะ เลือกผู้ชายที่มันดีๆ หน่อย ไม่ใช่เอาคนที่ดีแค่เปลือกนอก”
จากนั้นเอียนก็ปิดม่านที่เอาไว้กั้นให้คนป่วยแต่ละเตียง ดีแลนมองตามม่านที่ถูกปิดแล้วหันกลับมานอนหงาย ก่อนจะปิดเปลือกตาลงอย่างเชื่องช้าขณะที่เถียงในใจ
เจเรมี่ไม่ใช่คนที่ดีแค่เปลือกนอกสักหน่อย…
ข้างๆ เขามีเสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นมาและเขาก็รู้ได้ว่าเป็นใครโดยไม่ต้องลืมตาขึ้นดู
‘เนื้อหอมจริงๆ เลยนะ ดีแลน เอ… หรือว่าแอรอน?’ คราวนี้เสียงนั้นดังก้องอยู่ในหัว อย่างว่าแหละ ปีศาจของเขาทำอะไรตามใจตัวเองตลอด
‘หยุดเลย มันไม่ใช่แบบนั้นหรอกน่า’
‘คิดเข้าข้างตัวเองบ้างก็ได้นี่ ให้ตายเถอะ เอียนก็รู้นะว่านายเป็นเกย์’
'แล้วไง'
'และเขาก็ยังมาทำดีกับนาย ทำตัวสนิทสนมกับนาย'
'เขาก็แค่อยากเป็นเพื่อนที่ดีหรือเปล่า เอียนอยากได้เพื่อนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว'
‘แบบเพื่อนที่เป็นเกย์น่ะเหรอ?’
ดีแลนส่ายหัวกับคำพูดไร้สาระของปีศาจของเขาจากนั้นก็ข่มตาให้หลับลงไปทั้งแบบนั้น
เด็กหนุ่มจมดิ่งลงไปในห้วงแห่งความฝันมานับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่ตื่นขึ้นมาอยู่ในร่างนี้ หลายครั้งที่เขาคิดทบทวนกับตัวเองว่าตัวเขาใจเย็นเกินไปรึเปล่าที่ยังดำเนินชีวิตในฐานะของแอรอน ทั้งที่รู้ตัวดีว่าตัวเองคือดีแลนที่ตายไปแล้วเมื่อห้าปีก่อน
จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองตายเพราะอะไร และเพราะอะไรเขาถึงเลือกที่จะหนีออกจากบ้านมาอย่างที่สเปนซ์กับเรเชลบอก
แต่ไม่ว่าจะยังไง ตอนนี้เขาก็ยังหายใจอยู่ แม้แต่ในความฝัน ทุกอย่างก็ยังเป็นเรื่องของเขาไม่ใช่แอรอน ตัวเขาก็ยังคงเป็นตัวเขาอยู่ เขาไม่สามารถควบคุมอะไรในความฝันได้ แต่เขารับรู้ได้ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องของเขา
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาฝันว่าตัวเองจมน้ำ
ครั้งแรกที่เขาฝันแบบนั้นเขาคิดว่าสายน้ำพวกนั้นมันเย็นสบายดี แต่เมื่อตัวเขาเริ่มเอื้อมมือไขว่คว้าไปยังผืนท้องฟ้าด้านบน ความมืดที่เหมือนไม่มีที่สิ้นสุดก็ค่อยๆ เข้ามาแทนที่ จากนั้นลมหายใจของเขาก็เริ่มติดขัดราวกับมีอะไรมากดทับหน้าอก
เขาคิดว่าตัวเองในความฝันพยายามเปล่งเสียงเพื่อร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปาก มีแค่เพียงฟองอากาศเท่านั้น จากนั้นเขาก็จมหายไป
ไม่มีใครมาช่วยเขาเลย
ไม่ว่าเขาจะพยายามดิ้นรนตะเกียกตะกายสักแค่ไหน