บทที่ 7

2927 คำ
เสียงฝีเท้าของใครบางคนที่ดังขึ้นในห้องพยาบาลกระชากดีแลนให้กลับมาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง เขารู้สึกตัวแต่ยังไม่มีแรงพอที่จะลืมตาขึ้นดูว่าใครเป็นคนเปิดผ้าม่านผืนนั้นออก ใครคนนั้นก้าวเท้าเข้ามายืนข้างเตียงเขาก่อนจะเอ่ยเรียกเสียงเบา "แอรอน... แอรอน นายตื่นอยู่รึเปล่า" ดีแลนในร่างของชื่อที่ถูกเรียกเปิดเปลือกตาขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมองต้นเสียงอย่างเชื่องช้า "เจเรมี่?" "ใช่ ผมเอง" ท่าทีเขาดูเคอะเขินเล็กน้อย "คุณเป็นไงบ้าง" "ดีขึ้นมากแล้วครับ นี่ผมเลยได้โดดวิชาพละเลย" "ต่อให้คุณไม่ต้องไปกระโดดเล่นในสนามคุณก็ขอครูนั่งเฉยๆ โดยการอ้างว่าป่วยอยู่ก็ได้ถ้าคุณอยากจะโดดจริงๆ" ดีแลนเงียบ เขารู้ว่าเจเรมี่เป็นคนฉลาดมาแต่ไหนแต่ไร ก็ตลอดเวลาที่คบกันมามีแค่หมอนี่เท่านั้นที่ตามเขาทันตลอด ไม่ว่าจะเรื่องการเรียนหรือเรื่องอื่นๆ การมีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันที่คุยกันรู้เรื่องใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ โดยเฉพาะกับเด็กที่มีมันสมองเป็นเลิศอย่างดีแลน ดังนั้นแล้วเจเรมี่จึงเป็นเพื่อนคนพิเศษสำหรับเขามาตลอด เขาไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกนั้นมันพัฒนาไปเป็นความชอบตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่รู้สึกตัวอีกทีเขาก็อยากเป็นแฟนของอีกฝ่ายไปแล้ว ดีแลนเชื่อว่าตอนนี้เขาไม่ได้รู้สึกแบบนั้นกับอีกฝ่ายแล้วเพราะไม่ว่ายังไงตัวเขาจริงๆ ก็ตายไปแล้ว แถมเรื่องนั้นก็ผ่านมาตั้งหลายปี และก็เป็นเรื่องจริงที่ว่าเขาไม่ควรคิดเรื่องความรักในสถานการณ์แบบนี้  แต่ถึงอย่างนั้นการได้เห็นอีกฝ่ายในชุดนักกีฬาที่ยังชื้นเหงื่อของเจ้าตัวนิดๆ บ่งบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวรีบวิ่งมาหาเขากับแววตาที่บ่งบอกถึงความกังวลระคนห่วงใยอย่างชัดเจนนั่น ก็ทำให้เขาอดรู้สึกยินดีแล้วก็คิดเข้าข้างตัวเองนิดๆ ไม่ได้จริงๆ "...คุณมีธุระอะไรกับผมเหรอ" ดีแลนเปิดปากถาม เขาคอยย้ำเตือนกับตัวเองว่าต้องสร้างระยะห่างกับคนๆนี้ เพื่อไม่ให้เจเรมี่อึดอัดไปมากกว่านี้อีกแล้ว เจเรมี่เงียบไปเพื่อคิดนิดหนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ "ผมแค่เป็นห่วงคุณ" "อ่า" นั่นไงล่ะ เจเรมี่ใจดีเหมือนเดิมจริงๆ ด้วย "ขอบคุณ" "ไม่ คือ แอรอน ผมอยากบอกว่า..." เจ้าตัวกลืนน้ำลายอึกใหญ่ "ผมขอโทษจริงๆ ที่ไม่ได้ไปเยี่ยมคุณที่โรงพยาบาลช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา ขอโทษที่ปฏิเสธคุณทำให้คุณคิดมากจนต้องทำเรื่องแบบนั้น ผมเชื่อว่าคุณจะต้องทุกข์ทรมานตลอดเวลาที่ผ่านมาแน่ๆ ดังนั้น... ผมขอโทษจริงๆ ถ้าตัวผมเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณเสียใจ ผมคิดอยากไปเยี่ยมคุณที่โรงพยาบาลจริงๆ แต่ผมขี้ขลาดเอง ผมเสียใจจริงๆ นะ" ดีแลนมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาแปลกใจระคนทึ่งๆ ถึงเขาจะไม่ใช่แอรอนแต่เขาก็รู้สึกดีใจแทนในส่วนของเด็กหนุ่มผู้น่าสงสารคนนั้น ดีแลนพยักหน้ารับก่อนจะคลี่ยิ้มจางๆ ให้ "ผมเข้าใจ เจเรมี่ ไม่โกรธอะไรคุณเลยด้วย ไม่ต้องคิดมากหรอก" เจเรมี่มองรอยยิ้มนั้นด้วยแววตาอึ้งๆ ไปเล็กน้อย ภาพซ้อนที่ทำเอาเขารู้สึกตงิดใจกับแอรอน วูจนต้องวิ่งมาถึงที่นี่ทันทีที่เลิกคลาส... ตอนนี้มันชัดเจนยิ่งกว่าตอนอยู่ในยิมเสียอีก "ดี...แลน?" ดีแลนชะงักไปด้วยความตกใจ รู้สึกใจหายวาบแทนที่จะยินดี ทั้งๆ ที่ถ้าเขาสามารถทำความรู้จักกับเจเรมี่ได้ในฐานะดีแลนจริงๆ ก็คงจะดีแท้ๆ แต่ตอนนี้เขากลับเชื่อว่าการที่ตัวเองสวมบทเป็นแอรอนเป็นสิ่งที่เขาควรจะทำให้ดีที่สุด เพราะอะไรน่ะเหรอ เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะเขามีความเชื่อที่ว่าจะไม่มีใครเชื่อเรื่องที่มันเกิดขึ้นกับเขาจริงๆ ก็ได้มั้ง ก็เรื่องบ้าบออย่างการฟื้นขึ้นมาอยู่ในร่างคนอื่นหลังจากตัวเองตายไปแล้วตั้งหลายปีนี่... พูดไปใครที่ไหนเขาจะเชื่อกัน และเหมือนเจเรมี่เองก็รู้สึกตัวเหมือนกันว่ามันเป็นเรื่องบ้าบอ เด็กหนุ่มยกแขนขึ้นเกาหัวตัวเองเบาๆ พร้อมกับหัวเราะกลบเกลื่อน นัยน์ตาสีเขียวคู่สวยดูหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด  "โทษที ผมนี่แย่จริงๆ พอดีคุณทำให้ผมนึกถึงเพื่อนสนิทวัยเด็กของตัวเอง" เจเรมี่นึกถึงเขา...  ความคิดนั้นทำให้ดีแลนน้ำตารื้นขึ้นมา "เพื่อนสนิทวัยเด็กเหรอครับ?" "ใช่" เจเรมี่ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรแต่สุดท้ายก็ตัดบทยิ้มๆ "งั้น... เอาเป็นว่าผมขอตัวก่อนนะ หายเร็วๆ นะแอรอน แล้วอย่าฝืนเล่นกีฬาหนักๆ ทั้งที่ร่างกายไม่ไหวอีกล่ะ" แล้วเจ้าตัวก็ออกจากห้องพยาบาลไปทั้งๆ แบบนั้น ดีแลนมีความรู้สึกว่าเจเรมี่มีแววตาที่เศร้าสร้อยแบบนั้นมาตลอด แต่เขาเพิ่งจะสังเกตเห็นก็เท่านั้นเอง …  "ตกลงว่าฉันตายเพราะอะไรกันแน่ ดีแลน นายจะอมพะนำเรื่องนี้ไปถึงไหนกัน" "นายก็คิดให้ออกเองสิ นายเองก็คือฉันเหมือนกันไม่ใช่หรือไง แค่นึกว่าตัวเองตายได้ยังไงมันจะยากเย็นสักแค่ไหนกันเชียว" ก็ยากเย็นพอที่จะทำให้นอนเอาแขนก่ายหน้าผากแบบนี้ได้ก็แล้วกัน ตอนนี้ดีแลนในร่างแอรอนกำลังนอนหงายเหม่อมองเพดานสีมอซอในขณะที่ดีแลนในวัยสิบสามนอนเอาเท้าเหยียดมาทางหัวเขาด้วยลักษณะเหมือนๆ กัน อากาศภายนอกร้อนเสียจนทั้งคู่แทบจะไม่อยากขยับตัวไปไหน หน้าต่างที่เขาเปิดทิ้งไว้ระบายอากาศกับพัดลมอีกตัวไม่ได้ช่วยอะไรมากสักเท่าไร  ตอนนี้ดีแลนกำลังทำตัวเอื่อยเฉื่อยเพื่อใช้ประโยชน์ในวันหยุดสุดสัปดาห์ให้ได้มากที่สุด “ฉันว่าเราควรไปหาอะไรทำนะ” “ใช่ เห็นด้วยเลย” ปีศาจผมทองส่ายหน้า “อยู่ในนี้ไปก็ไม่มีสมาธิทำอะไรอยู่ดี นี่มันร้อนเป็นบ้าเลย” “ทำไงได้ล่ะ ก็ค่าไฟเดือนที่แล้วทำเอาแทบกระอัก” ออเดรย์ไม่ได้ส่งเงินมาให้ลูกชายใช้เยอะมากขนาดเปิดแอร์ทั้งวันทั้งคืนได้ “ถ้าเป็นตอนที่นายยังอยู่ที่บ้านของฮิกกินส์นะ” “แต่ฉันก็ไม่ได้อยู่” ดีแลนตัดบท “นี่ ฉันถามอะไรหน่อยสิ” “อะไร” “ตอนที่เจเรมี่มาพูดกับฉันที่ห้องพยาบาลน่ะ” “อือฮึ” “ดูนายสีหน้าไม่ค่อยดีเลยนะ” “ใช่ ก็ฉันเคยบอกแล้วไงว่านายควรจะเลี่ยงหมอนั่น” “แต่กับเอียนนายยังยอมเปิดใจให้เลยไม่ใช่เหรอ” “ใครบอกแบบนั้นกัน” ดีแลนตัวจิ๋วขมวดคิ้ว “ถ้าเป็นไปได้ฉันก็อยากให้นายเลี่ยงทั้งสองคนนั่นแหละ” “อ้าว”  “นายอยู่แบบนี้คนเดียวน่ะดีแล้ว ดีแลน” ดีแลนไม่ตอบ  “อุตส่าห์ได้ชีวิตใหม่มาอีกรอบทั้งที ช่างคนอื่นเถอะ ใช้ชีวิตเรียบๆ สงบๆ แบบที่นายต้องการให้เต็มที่ดีกว่า” คนผมดำก็ยังไม่ตอบอะไรอยู่ดี เขาคิดเงียบๆ ในใจถึงจะรู้ว่ายังไงอีกฝ่ายก็คงได้ยิน ดีแลนต้องการชีวิตที่สงบก็จริง แต่ถ้าไม่ได้อยู่กับแม่หรือคนที่เขารัก แล้วจะมีความหมายอะไร... เด็กหนุ่มตัดสินใจลุกออกจากเตียง คว้ากระเป๋าสตางค์ที่มีเงินสดติดตัวอยู่ไม่มากแล้วก้าวเท้าออกจากอะพาร์ตเมนต์จืดชืดของแอรอน แล้วมุ่งหน้าไปยังป้ายรถบัสเพื่อหาสถานที่ไป ในเมื่อเขาไม่มีทางย้อนกลับไปเป็นดีแลนคนที่อยู่ในตระกูลมั่งคั่งร่ำรวยคนนั้นได้ อย่างน้อยเขาก็ขอใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการให้เต็มที่ และสุดท้ายเขาก็มาจบที่ร้านอาหารที่เอียนทำงานพิเศษอยู่… ดีแลนสั่งไอศกรีมถ้วยใหญ่เพื่อสู้กับอากาศร้อนๆ ภายนอก พนักงานที่รับออเดอร์เขาคือหญิงสาววัยกลางคนที่ทำหน้าค่อนข้างเบื่อโลก นั่นทำให้ความรู้สึกที่อยากรีเฟรชตัวเองของดีแลนดรอปลงไปเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นการได้เห็นผู้คนอยู่ในร้านก็ทำให้เขารู้สึกไม่เหงาเท่าอยู่ในห้องคนเดียว เด็กหนุ่มผมดำตักไอศกรีมสตรอว์เบอร์รีของตัวเองเข้าปาก ความหวานเย็นที่ซึมซาบด้านในทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที ปีศาจผมทองของเขานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม มองเขากินของหวานตรงหน้าด้วยสีหน้าราบเรียบ  สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องมาติดแหง็กอยู่กับไอ้ปีศาจนี่… จะว่าไปเขาก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงเห็นภาพหลอนเป็นตัวเองคอยตามติดมาตลอดแบบนี้ “นี่นายยังเห็นฉันเป็นภาพหลอนอีกงั้นเหรอ?” ก็แหงสิ “ฉันคือตัวนายเองนะ นายจะเป็นภาพหลอนของตัวเองได้ยังไงกัน” เรื่องนั้นฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันแหละ “แอรอน” เสียงใครบางคนเอ่ยทักเรียกให้ดีแลนต้องเงยหน้าขึ้นมอง เอียนนั่นเอง เด็กหนุ่มผมแดงอยู่ในชุดพนักงานที่เหมือนกับพนักงานบริกรคนอื่นๆ หากตอนนี้หน้ากลับแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย เพราะไม่คิดว่าจะได้เจอเพื่อนร่วมชั้นในที่ทำงานแบบนี้ “นาย… ไม่เห็นบอกเลยนี่ว่าจะมา” “ก็แค่ไม่อยากอยู่ในห้องน่ะครับ” ดีแลนตอบตรงๆ เคี้ยวไอศกรีมตุ้ยๆ ในปาก “ผมก็ไม่รู้ว่าเอียนมาทำงานวันนี้เวลานี้รึเปล่า แต่ก็ลองเสี่ยงมาดูเผื่อได้เจอ หรือถ้าไม่ได้เจออย่างน้อยก็ได้กินของอร่อยๆ” “เดี๋ยวฉันเอาตั๋วลดให้นะ” เจ้าตัวกระซิบบอกพร้อมกับส่งยิ้มร่าให้เพื่อน “ดีใจที่เจอนาย” ดีแลนชะงักไปนิดหน่อย มองตามแผ่นหลังของเอียนที่ผละไปจัดการรับออเดอร์จากลูกค้าโต๊ะอื่น “ไงล่ะ” ภาพหลอนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเอ่ยถาม “ยังคิดว่าเขามองนายแค่เพื่อนอยู่ไหม” ดีแลนขมวดคิ้ว ไม่เสี่ยงพูดตอบเพราะคนจะมองว่าเป็นบ้า แต่เขาไม่เห็นด้วยกับความคิดนั้นแน่นอน เอียนก็แค่เป็นเพื่อนที่ดี สมัยที่เขาคบกับเจเรมี่ ความสัมพันธ์ระดับนี้มันก็ปกติ แต่ความคิดนั้นยิ่งทำให้ดีแลนในวัยสิบสามขวบยิ้มกว้างมากขึ้น “แต่นายชอบเจเรมี่ ใช่ไหม” เฮ้อ คุยอะไรก็เข้าทางมันไปหมด เลิกคิดแล้วดีกว่า เอียนแอบเดินมาวางบัตรลดราคาให้โต๊ะเขา เด็กหนุ่มแกล้งตีเนียนด้วยการชวนคุยเล็กๆ น้อยๆ “แล้วนี่นายกินข้าวหรือยังเนี่ย ดูออเดอร์โต๊ะนายแล้วเห็นสั่งแต่ไอติมนี่” “เปล่าครับ ตอนมาผมยังไม่ค่อยหิวข้าวน่ะ” “แย่จริงๆ เลยนะ กินแต่ขนมไม่ยอมกินมื้อหลักได้ไง เนี่ยละน้า นายถึงได้ตัวผอมแห้งแรงน้อยแบบนี้” “เฮ่ๆ” ดีแลนแกล้งทำหน้าหน่ายๆ “นี่ผมได้คุณมาเป็นแม่ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย หืม?” “ฮ่าๆๆ” เอียนหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี “ขอโทษที่ทำตัวจู้จี้แล้วกัน แต่นายควรจะสั่งกับข้าวหน่อยนะ อย่างน้อยนี่ก็ร้านที่ฉันทำงานอยู่ รู้ใช่ไหม” “ช่างเป็นพนักงานที่มีความซื่อสัตย์เหลือเกินครับ” พูดล้อเลียนอีกรอบก่อนจะรับคำ “งั้นเดี๋ยวให้ผมจัดการของหวานตรงนี้ให้เสร็จแล้วจะต่อของคาว เราไม่จำเป็นต้องกินตามลำดับก็ได้ถูกไหม” คนผมแดงหัวเราะอีกรอบก่อนจะขอตัวไปทำงานก่อน ดีแลนจัดการไอศกรีมต่อจนจบแล้วจึงขอดูเมนูต่อตามที่ลั่นวาจาไว้ ระหว่างนั้นเองที่เขาบังเอิญได้ยินหญิงสาวสองคนที่อยู่โต๊ะถัดไปพูดคุยกัน ถ้าจำไม่ผิด เขาว่าทั้งคู่เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกับเขาเพราะเคยเห็นหน้าผ่านๆ ตา ดูเหมือนว่าทั้งสองคนกำลังจะพูดเรื่องของพนักงานหนุ่มที่เพิ่งมารับออเดอร์ของตัวเอง “แย่จังเลย ฉันไม่คิดว่าหมอนั่นจะมาทำงานที่นี่ คราวก่อนมาก็ไม่เห็นเจอ” “อาจจะเพราะตอนนั้นไม่ใช่เวลาทำงานของเขาก็ได้ แต่จริงๆ เขาก็ดูปกติออกนะ เธอคิดมากไปเองหรือเปล่า” “ก็ใช่อยู่หรอก หมอนั่นก็ดูปกติตลอดเวลานั่นแหละ แต่เวลาที่อารมณ์ร้ายขึ้นมา… ฉันได้ยินมาว่าเขาเล่นงานเด็กต่างโรงเรียนจนเข้าโรงพยาบาลไปตั้งหลายคน แถม… ข่าวลือที่ได้ยินมาก็มีตั้งมาก” ดีแลนรู้ว่าทั้งคู่พูดถึงเอียน เขาเองก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าหลายๆ คนพยายามตีตัวออกห่างเพื่อนผมแดงของเขาคนนี้ แต่เท่าที่เขาสัมผัสมาเอียนก็ดูไม่ใช่คนอารมณ์ร้ายตรงไหน “แน่ใจเหรอ” เด็กชายผมทองที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของเขาเปิดปากพูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “นายจะรู้ได้ยังไงว่าเขาเป็นคนดีอย่างที่นายมองเห็น รู้จักเขาก็แค่ไม่นาน แถมยังแค่ผิวเผินแท้ๆ วางใจง่ายไปหน่อยละมั้ง ถ้าจะมองว่าหมอนั่นเป็นคนดีน่ะ” เด็กหนุ่มผมดำจ้องตาคนพูดกลับอย่างไม่ลดละ เขาจะมองใครว่าดีหรือไม่ดีด้วยสายตาของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องให้มีใครมาบอกหรือชี้นำอะไรหรอก ปีศาจผมทองมองอีกฝ่ายที่ส่งความคิดนั้นมาให้เขาอย่างแจ่มชัด นัยน์ตาสีฟ้าหรี่ลงด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย เด็กชายถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพูดอย่างหน่ายๆ “นายนี่น้า… ไม่เข้าใจอะไรเลยสินะ ดีแลน” ดีแลนยังคงเงียบ “นายไม่เข้าใจเลยว่าในโลกนี้น่ะ มีคนที่หวังร้ายกับนายมากกว่าคนที่หวังดีอยู่ตั้งมาก” เด็กชายผมทองเงยหน้าขึ้นสบตากับคนตรงหน้าอีกครั้ง “ฉันว่าบางทีการเอาอดีตมาระลึกบ้างอาจจะช่วยเตือนสตินายได้” ดีแลนไม่เข้าใจคำพูดนั้น จนกระทั่งตัวเองเข้านอนในคืนนั้น ตั้งแต่ที่เข้ามาอยู่ในร่างของแอรอน ดีแลนเห็นความฝันมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ถ้าเทียบออกมาเป็นอัตราส่วนแล้ว  ส่วนมากเขาจะฝันร้ายมากกว่าฝันดี ฝันในคืนนี้เล่าเรื่องที่ตัวเขากำลังถูกกลุ่มเด็กวัยรุ่นทำร้ายร่างกายอย่างไม่ใยดี  คนกลุ่มนั้นมีหลายคน คละอายุกันไป บางคนอาจจะอายุพอๆ กับเขาเลยด้วยซ้ำ แต่ดีแลนเจ็บตัวเกินกว่าจะเฝ้าคิดถึงเรื่องพวกนั้น ‘แม่ง พวกคนรวยแม่งก็เป็นแบบนี้ ชอบดูถูกพวกเรานักเหรอ!’ ผัวะ! ฝ่าเท้าของคนที่พูดกระแทกลงบนหน้าท้องของเขา ‘เออ ไม่เห็นวันๆ แม่งจะทำอะไรเลยด้วยซ้ำ เอาแต่เหยียบย่ำคนที่จนกว่า’ ผัวะ! ขาของเขาถูกเตะอย่างแรงจนช้ำเป็นรอยเขียว ‘เอียน! แกอย่าไปยอมมัน ไอ้พวกคนรวยมันทำร้ายน้องสาวนายด้วยไม่ใช่เหรอ จัดการแม่งเลย!’ ดีแลนเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อเห็นเจ้าของชื่อย่างสามขุมเข้ามาด้วยสีหน้าเดือดดาล ราวกับแค้นเขามาตั้งแต่ชาติปางก่อน เด็กชายคนนั้นขึ้นคร่อมตัวเขาที่นอนราบบนพื้นด้วยสารรูปดูไม่ได้ อีกฝ่ายง้างหมัดขึ้นขณะที่เขาเอ่ยปากขอร้องให้หยุด แล้วหมัดหนักๆ ก็กระแทกลงบนหน้าเขา โดยที่ดีแลนไม่สามารถต้านทานได้ เฮือก! ดีแลนลุกขึ้นพรวดจากเตียงพร้อมกับหอบหายใจถี่ๆ ที่ปลายเตียงมีปีศาจที่ตามมาหลอกหลอนเขานั่งอยู่ในชุดแบบผู้ดีที่ไม่เคยเปลี่ยน เด็กหนุ่มผมดำยกแขนขึ้นปาดเหงื่อที่อยู่ทั่วใบหน้าอย่างงุนงง หันมองอีกฝ่ายเหมือนจะตัดพ้อเล็กน้อย หากปีศาจตนนั้นส่งยิ้มหยันมาให้เขา “นายเข้าใจแล้วใช่ไหมว่าเขาไม่ใช่คนดีอะไร ดีแลน” “นั่นมัน… ตอนไหนกัน” “ตอนนายไปเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์กับแม่ ตอนนั้นแม่บังเอิญผละไปคุยโทรศัพท์เรื่องงานพอดี แล้วนายก็เดินซนของนายไปเรื่อยคนเดียว” “แล้วไม่มีใครห้ามเลยเหรอ ยามที่ดูแลความเรียบร้อยล่ะ?” “พวกเขามาช่วยนายในตอนท้าย แต่ไม่ใช่ว่าทุกที่ในโลกใบนี้จะปลอดภัยหรอกนะ ต่อให้เป็นที่สาธารณะก็ตาม” ดีแลนยกผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัว รู้สึกว่าอุณหภูมิในห้องลดลงฮวบฮาบ เขาแค่ใจหายเพราะอีกฝ่ายคือเอียน… เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในตอนนี้ของเขา “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะให้นายเจ็บปวดหรอกนะ ดีแลน” เด็กชายพูดพร้อมกับลุกออกจากเตียง เหยียดตัวขึ้นตรง นัยน์ตาสีฟ้าคู่นั้นเย็นชาไร้อารมณ์อย่างยากจะหยั่งถึง “แต่นายไม่เหลือทางเลือกอื่นให้ฉัน”
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม