ดีแลนไม่แน่ใจว่าเขาจะรับความกดดันนี้ต่อไปได้อย่างไร
แน่นอนว่าเขาควรจะรับบทเป็นแอรอนให้ถึงท้ายที่สุด แต่สุดท้ายแล้วด้านในเขาก็ยังเป็นดีแลนคนเดิม คนที่ต้องรับความเจ็บปวดและความขมขื่นในอดีต
เขาแปลกใจที่ตัวเองจำเรื่องที่เลวร้ายแบบนั้นไม่ได้ในตอนแรก แต่ตอนนี้ดีแลนอีกคนทำให้เขาจำได้แล้ว และนั่นทำให้ความสัมพันธ์ของเขากับเอียนเปลี่ยนไป
“เฮ่ แอรอน” เอียนที่มักมาถึงโรงเรียนเวลาไล่เลี่ยกับเขาเปิดปากทัก “อรุณสวัสดิ์”
ดีแลนเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายนิดหนึ่ง วินาทีแรกเขาตั้งใจจะเอ่ยทักแล้วเล่นบทตามน้ำให้ตัวเองเป็นแอรอนไปเลยจริงๆ แต่อึดใจต่อมาเขาก็รับรู้ว่าตัวเองไม่ได้เข้มแข็งพอที่จะทำแบบนั้นได้
ดังนั้นดีแลนในคราบของแอรอนจึงเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ก้าวเท้าไปเร็วๆ เพื่อหลบเลี่ยงชายหนุ่มผมแดงคนนั้น ได้ยินเสียงเอียนอุทานออกมาด้วยความแปลกใจ ก่อนที่เจ้าตัวจะถลาเข้ามาคว้าข้อมือเขาอย่างรวดเร็ว
“แอรอน”
ดีแลนหันไปมองหน้าอีกฝ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้ นัยน์ตาสีฟ้าของเขาวาววับและเย็นชาทีเดียว เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีแดงเหงื่อตก แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด
“นายเป็นอะไรของนายเนี่ย”
ดีแลนไม่ตอบหากพยายามดึงมือของตัวเองกลับมา
“ตั้งแต่วันที่มากินข้าวที่ร้านฉันแล้วนะ สุดท้ายก็แอบกลับไปก่อนโดยที่ไม่บอกกันเลย เกิดเรื่องอะไรขึ้นงั้นเหรอ”
“ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละครับ” เขาดึงมือกลับมาได้สำเร็จ ยกมือขึ้นลูบข้อมือที่แดงขึ้นเล็กน้อยของตัวเอง “ผมแค่นึกขึ้นได้ว่ามีธุระสำคัญต้องไปทำ”
“แล้วตอนนี้ล่ะ?”
“ผมยังไม่ได้ทำการบ้านวิชาคณิตศาสตร์” เขาโกหกข้างๆ คูๆ “ต้องรีบไปทำก่อนเข้าเรียน”
“แต่แอรอน---”
“ผมขอตัว” เขาเดินเร็วๆ มาอีกทาง และเพราะหันหลังอยู่จึงไม่ทันสังเกตเห็นเอียนที่กำหมัดแน่นขึ้น เด็กหนุ่มผมแดงพูดเสียงดังโดยที่ไม่แคร์ว่าคนรอบข้างจะได้ยินแล้วคิดยังไง
“สุดท้ายนายเองก็เป็นเหมือนคนอื่นใช่ไหม!?”
ดีแลนหันกลับไปมองใบหน้าที่เจ็บปวดรวดร้าวของอีกฝ่าย แววตาคู่นั้นบ่งบอกถึงความเจ็บปวดที่หยั่งรากลึกมานาน แบบที่ดีแลนสังเกตเห็นมาตั้งแต่แรกแล้ว
เหมือนของเจเรมี่เลย
ไม่รู้ว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น แต่นั่นทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนมีอะไรหนักๆ มากดทับที่หน้าอก
เขายอมรับว่าเอียนกลายเป็นเพื่อนคนสำคัญไปแล้ว และการเห็นคนที่ตัวเองแคร์ทำสีหน้าแบบนั้นไม่ได้ให้ความรู้สึกที่ดีเลย
แต่ภาพที่อีกฝ่ายในวัยเด็กรัวหมัดใส่หน้าเขาก็ไม่ใช่สิ่งที่จะลืมได้ง่ายๆ เหมือนกัน
ทั้งๆ ที่เขาไม่ใช่ดีแลนคนที่เอียนเคยทำร้ายมาก่อน และเอียนก็ไม่ใช่คนเดิม… อย่างน้อยเอียนในตอนนี้ที่เขารู้จักก็ไม่เคยทำร้ายเขา
แต่ดีแลนก็ยังไม่สนิทใจอยู่ดีนั่นแหละ
ดังนั้นแล้วเขาจึงทำเมินกับคำครหาของเอียนแล้วหลบหน้าเจ้าตัวไปตลอดทั้งวัน เพิ่งรู้สึกได้ว่าความโดดเดี่ยวที่แท้จริงมันเป็นยังไง ถ้าเขาไม่รู้เรื่องที่เอียนเคยทำร้ายดีแลนมาก่อนก็คงจะดีกว่านี้แท้ๆ
กลางวันดีแลนนั่งกินแซนด์วิชที่ทำมาเงียบๆ คนเดียว มีปีศาจผมทองที่ดูมีความสุขกับการที่เขาห่างจากเอียนได้อยู่ข้างๆ นั่น ไม่ได้ช่วยทำให้มื้อกลางวันของเขาสุนทรีย์ขึ้นมาเลย
คาบบ่ายดีแลนมีเรียนดนตรีซึ่งเป็นวิชาเลือก เขาเลือกเรียนเปียโนเพราะเป็นสิ่งที่ถนัดที่สุดตอนที่ยังมีชีวิตอยู่เมื่อห้าปีก่อน
เจเรมี่เองก็เลือกคลาสเรียนเดียวกับเขาด้วยเช่นกัน ครั้งก่อนเขามีโอกาสได้ฟังเปียโนที่เจ้าตัวเล่นไปแล้ว นั่นทำให้เขานึกถึงสมัยก่อนได้อย่างไม่ยากเย็น และเพราะเปียโนมีเพียงหลังเดียวจึงไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีโอกาสจรดนิ้วลงบนคีย์ทุกคลาส แต่วันนี้คิวของดีแลนวนมาแล้ว เด็กหนุ่มจึงได้มีโอกาสเล่นเพลงหนึ่งให้คนในห้องฟัง
และเมื่อการบรรเลงของเขาจบลง ดูเหมือนจะมีแต่คนฮือฮากับเพลงที่เขาเล่นกันทั้งนั้น ซึ่งถ้าคิดอีกทีก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เขาเคยได้รับรางวัลระดับภูมิภาคมาแล้วด้วยซ้ำนี่นา
“สุดยอดไปเลยคุณวู” คุณครูที่สอนประจำชั้นมองเขาอึ้งๆ “ตอนแรกผมก็ยังกังวลนะ เพราะคุณไม่เคยเรียนกับผมมาก่อน แต่ตอนนี้ต้องคิดใหม่เสียแล้ว ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้คุณมัวทำอะไรอยู่”
“ผมไม่ได้อยากจะยึดการเล่นดนตรีเป็นสายอาชีพน่ะครับ” ดีแลนว่า นึกเจ็บใจตัวเองนิดหน่อยที่ทำอะไรไม่ระวังตัว ทุกวันนี้เขาเองก็เด่นพออยู่แล้ว ยังจะมาหาเรื่องให้ตัวเองเด่นเข้าไปอีกทำไม “ก็เลยคิดว่าอยากลองทำอะไรหลายๆ อย่าง”
“แต่ตอนนี้เธอมาเล่นให้ครูฟังแบบนี้ คงปล่อยไว้เฉยๆ ไม่ได้แล้ว”
ดีแลนยิ้มแห้ง “ผมไม่ได้เล่นเก่งอะไรขนาดนั้นหรอกครับ ไม่ได้ซ้อมมานานแล้วด้วย”
“คุณสตีวาร์ท ว่ายังไงครับ นี่ขนาดคุณวูเขาบอกว่าไม่ได้ซ้อมนะ” ครูประจำห้องหันไปถามความเห็นจากเจเรมี่เสียแล้ว ดีแลนหันกลับไปมองปฏิกิริยาของอีกฝ่ายอย่างหวาดๆ เจเรมี่ดูจะอึ้งยิ่งกว่าใครทุกคนในชั้นเรียนนี้เลยด้วยซ้ำ เขามองแอรอนด้วยสายตาที่ระมัดระวังมากขึ้น เหมือนเขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าผู้ชายคนนี้เป็นใครอีกคน
“ผมคิดว่าแอรอนเล่นเพราะมากครับ”
“ใช่แล้ว เพราะงั้นเธอก็ห้ามยอมแพ้นะ เอาล่ะทุกคน ใกล้ได้เวลาหมดคาบแล้ว เดี๋ยวครูจะสั่งงานสักหน่อย”
หลังจากที่กริ่งโรงเรียนเลิกดังขึ้น ดีแลนก็ตรงไปที่ล็อกเกอร์เพื่อเก็บข้าวของเตรียมกลับบ้าน
เอียนมายืนรอเขาอยู่ก่อนแล้ว ใบหน้าของเด็กหนุ่มผมแดงบูดบึ้งแบบที่ดีแลนไม่เคยเห็นมาก่อน เอียนเบือนนัยน์ตาสีน้ำตาลกลับมามองเขา ก่อนจะพูดในสิ่งที่ตัวเองคาใจทันที
“นายเป็นอะไรของนายกันแน่ แอรอน มีปัญหาอะไรทำไมไม่บอกกันตรงๆ”
“ผมไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น” อันที่จริงก็มี แต่เขายังคิดวิธีเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดไม่ได้เท่านั้นเอง
“เพราะอดีตของฉันใช่ไหม”
ดีแลนอึ้งไปก่อนจะตอบรวบรัด “จะว่าแบบนั้นก็ได้”
“ทำไมล่ะ แอรอน” เอียนพยายามทู่ซี้ถามในขณะที่ดีแลนจัดการกับของในล็อกเกอร์ต่อ เหมือนอีกฝ่ายไม่มีตัวตน “ฉันนึกว่านายรู้เรื่องนั้นดีอยู่แล้วก่อนจะมาคบกับฉัน ใครๆ ก็รู้เรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว”
“แล้วผมผิดหรือไงที่เพิ่งมารู้น่ะ” ดีแลนโต้กลับอย่างเดือดดาล นี่เอียนพยายามจะมาสารภาพกับเขาเหรอว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็นคนป่าเถื่อนแล้วก็ชอบใช้กำลัง เขาคิดอยู่แล้วเชียวว่าสันดานนั้นมันคงไม่หายไปง่ายๆ ก็ถ้าเอียนไม่ใช่คนป่าเถื่อนแบบนั้น แล้วเขาจะไม่มีเพื่อนเลยแบบนี้ได้ยังไง ทำไมที่ผ่านมาไม่คิดให้มันมากกว่านี้ล่ะ ดีแลน
“นาย…” เอียนดูจะอึ้งไป แต่ในที่สุดเด็กหนุ่มก็กัดฟันพูดขึ้นมาอีกครั้ง “ถ้าเกิดว่านายได้ยินแค่ข่าวลือครึ่งๆ กลางๆ แบบนั้นมา ก็น่าจะมาถามฉันตรงๆ สิว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!”
จากนั้นชายหนุ่มก็กระแทกประตูตู้ล็อกเกอร์ข้างๆ ดีแลนอย่างหัวเสีย ก่อนจะเดินปึงปังจากไป ดีแลนมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่าย ความรู้สึกผิดแผ่ขึ้นมาในใจเล็กน้อย แต่แล้วเขาก็แก้ต่างให้ตัวเองว่าเขาไม่ผิดสักหน่อย ก็เอียนที่เคยทำร้ายเขาในตอนนั้นต่างหากที่ผิด…
ว่าแต่ตอนนั้นที่ว่านี่มันเมื่อไหร่กันแน่นะ ถึงเขาจะนึกถึงเรื่องนั้นออกแล้วแต่ก็ยังไม่ค่อยแน่ใจเรื่องเวลาอยู่ดี
เหมือนทุกอย่างมันตีกันมั่วในหัวไปหมด นี่คงเป็นผลข้างเคียงจากการที่เขาฟื้นขึ้นมาอยู่ในร่างกายที่ไม่ใช่ของตัวเองด้วยรึเปล่านะ
“สวัสดีครับ แอรอน”
ทันทีที่เอียนผละจากเขาไป ใครบางคนก็เข้ามาทักทันที
“เจเรมี่”
“คุณทะเลาะกับเอียนเหรอช่วงนี้”
ดีแลนถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนจะยักไหล่ “ก็นิดหน่อยมั้งครับ ไม่รู้สิ”
เจเรมี่นิ่งไปครู่หนึ่ง ทำหน้าเหมือนครุ่นคิดว่าจะพูดดีไหม แต่ดีแลนรู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องไตร่ตรองและตัดสินใจมาก่อนแล้วว่าจะพูดดีไหมก่อนจะมาทักเขาแบบนี้ ในที่สุดคนผมน้ำตาลก็สบตาเขาตรงๆ
“เปียโนที่คุณเล่นในห้องน่ะ”
“หือ?” ไม่นึกว่าจะพูดถึงเรื่องนี้
“เพราะมากๆ เลยนะครับ”
ดีแลนหน้าร้อนขึ้นเล็กน้อยด้วยความพอใจระคนเขินอาย เจเรมี่ยิ่งยกยิ้มกว้าง แววตาของเขาบ่งบอกถึงความจริงใจจนชวนให้ใจเต้นผิดจังหวะ
แต่แล้วนัยน์ตาสีเขียวใสนั้นก็หม่นลงเล็กน้อย
“เพลงนั้นทำให้ผมคิดถึงเพื่อน”
“เพื่อนวัยเด็กของคุณคนนั้นเหรอครับ”
“ใช่ครับ ผม… ผมไม่ได้เจอเขามานานมากแล้วล่ะ”
ดีแลนรู้ว่าเจเรมี่พูดถึงตัวเอง และมันทำให้เด็กหนุ่มดีใจมาก แปลว่าอีกฝ่ายยังคงคิดถึงเขาแม้ว่าเขาจะตายมาห้าปีแล้วก็ตาม
“แล้วทำไมคุณถึงไม่ได้เจอเขาอีกแล้วล่ะ” ดีแลนถามต่อ เขาอยากรู้ว่าอีกฝ่ายคิดยังไงกับเขาให้มากขึ้น เจเรมี่ยกยิ้มฝืดแต่ก็ยอมตอบราวกับเตรียมใจไว้แล้วว่าถ้ามาพูดเรื่องนี้ เขาก็จำเป็นต้องเล่า
“เพราะว่าเขาหายสาบสูญไปน่ะสิ ล่าสุดที่ได้ข่าวคราวเรื่องของเขาก็ตั้งห้าปีก่อนแล้ว หนีออกจากบ้านน่ะ”
หนีออกจากบ้านสินะ… นี่ตกลงว่าตัวเขาในวัยสิบสามมีเรื่องเครียดน่ากลุ้มใจขนาดต้องหนีออกจากบ้านเลยเหรอ
“อ่า” เขาไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรต่อดี เจเรมี่สบตาเขาตรงๆ
“เขาชื่อดีแลน ฮิกกินส์”
ดีแลนพยักหน้า ปีศาจผมทองของเขาปรากฏตัวขึ้นมาให้เห็นพร้อมกับดึงชายเสื้อเหมือนจะบอกให้เขาถอยห่าง
แต่ทำไมกันล่ะ… นี่เจเรมี่นะ เจเรมี่ไม่เคยทำร้ายเขาสักหน่อย
“นายลองเสิร์ชชื่อนั้นดูในเน็ตสิ” เด็กหนุ่มว่าพร้อมกับหัวเราะเบาๆ “หมอนั่นน่ะอัจฉริยะตัวจริงเลยล่ะ เคยได้รางวัลโอลิมปิกวิชาการด้วยนะ เป็นเพื่อนสนิทที่ฉันภูมิใจมากๆ เลยที่ได้เป็นเพื่อนด้วย”
“งั้นเหรอ” ดีแลนคลี่ยิ้มจางๆ “ผมว่าเขาเองก็คงคิดแบบนั้นเหมือนกัน”
“นั่นสินะ ผมก็หวังแบบนั้นเหมือนกัน” เขาว่า “แล้วก็… อืม เพลงที่คุณเล่นเมื่อกี้ เหมือนกับที่ดีแลนเคยเล่นเลย ผมก็เลย… ไม่รู้สิ มันทำให้ผมคิดถึงเขา”
“ผมเชื่อว่าเขาเองก็คงคิดถึงคุณ” แน่สิ เขาเองก็คิดถึงเจเรมี่มากๆ เหมือนกันนี่
เจเรมี่ทำสีหน้าเจ็บปวดแบบที่ทำให้คนมองใจกระตุกไปด้วย
“ผมคิดถึงเขาจริงๆ”
ดีแลนเอื้อมมือไปตบบ่าอีกฝ่ายอย่างให้กำลังใจ เขาไม่กล้าทำอะไรมากกว่านั้นเพราะทั้งเขาและเจเรมี่ยิ่งเป็นประเด็นให้คนอื่นล้อเลียนกันอยู่
“ผมเข้าใจ”
“ถ้าเกิดว่าเป็นไปได้” เจเรมี่พูดขึ้นมาอีกครั้ง “คุณเล่นเพลงนั้นให้ผมฟังอีกได้ไหม”
“เอ่อ” ดีแลนอึกอักเพราะดีแลนผมทองที่อยู่ข้างๆ ตัวเขากระตุกชายเสื้อแรงขึ้น “ผม… คือห้องดนตรีมันเข้าไปเล่นโดยพลการไม่ได้”
“ไม่เป็นไรครับ” เด็กหนุ่มไม่ยอมแพ้ “ที่อะพาร์ตเมนต์ผมมี”
“อะพาร์ตเมนต์?” จะว่าไปถ้าลองคิดดีๆ บ้านของตระกูลสตีวาร์ทเองก็อยู่ในละแวกเดียวกับบ้านของฮิกกินส์ แปลว่าเจเรมี่ไม่ได้อยู่ที่บ้านหลังใหญ่แล้วสินะ งั้นก็แปลว่า…
“ใช่ครับ” อีกฝ่ายคลี่ยิ้มหวานมาให้ “ผมอยู่คนเดียวน่ะ”
โอ้…
งั้นแปลว่าถ้าเขาไปเล่นเปียโนที่ห้องของอีกฝ่าย พวกเขาก็จะได้อยู่กันสองต่อสองใช่ไหม
ความคิดนั้นฟังดูหอมหวานดี แต่ปีศาจผมทองที่อยู่ข้างตัวเขายังกระตุกชายเสื้อไม่หยุด
“อ๊ะ” แล้วเจ้าตัวก็ต้องทำมือเป็นเชิงขอตัวสักครู่เพราะโทรศัพท์เข้า ดีแลนพยักหน้าเพื่อให้อีกฝ่ายรับสายพร้อมกับใช้จังหวะนี้หันไปขมวดคิ้วให้ดีแลนคนเด็กแทน
‘อะไรของนาย หืม’
‘นายอุตส่าห์เลิกยุ่งกับเอียนได้แล้ว ตอนนี้จะมายุ่งกับเจเรมี่อีกเหรอ’ คนผมทองขมวดคิ้วมุ่น บ่งบอกถึงความไม่ชอบใจอย่างสุดซึ้ง
‘ก็ไม่เห็นเกี่ยวกันสักหน่อย เอียนกับเจเรมี่เป็นคนละคนกัน’
‘แต่ไหนๆ นายก็ตั้งใจจะตัดคนหนึ่งอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง ตัดอีกสักคนจะเป็นไรไป’
‘แต่ฉันไม่---’
“โทษทีครับ” เจเรมี่ที่คุยโทรศัพท์เสร็จแล้วหันมาคุยกับดีแลนต่อ “วันนี้คงไม่ได้แล้ว พอดีติดธุระกะทันหัน”
“อ๋อ” ดีแลนพยักหน้าหงึกๆ แม้จะรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย แต่ไอ้ปีศาจตัวน้อยของเขายิ้มร่าเชียว “ผมเข้าใจ”
“ไว้โอกาสอื่นแล้วกันเนอะ อีกอย่าง… ห้องดนตรีน่ะ ถ้าเราขออนุญาตคุณครูล่วงหน้าเราก็เข้าไปเล่นได้นะ”
“งั้นเหรอครับ” แต่เขาอยากไปที่อะพาร์ตเมนต์ของเจเรมี่นิดๆ นี่นา แต่ช่างเถอะ แค่หมอนี่ยอมเข้ามาคุยกับเขาก็เยี่ยมมากแล้ว
“งั้นเดี๋ยวยังไงผมขอตัวก่อนดีกว่า ขอบคุณที่ยอมฟังผมเล่าเรื่องของดีแลนนะ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วหน้าคุณก็ไม่ได้เหมือนเขาเลยแท้ๆ แต่บรรยากาศรอบตัวคุณทำให้ผมหยุดคิดถึงเขาไม่ได้เลย”
“เขาหน้าตาเป็นแบบไหนเหรอครับ” ดีแลนถามไปส่งๆ ส่วนไอ้ปีศาจที่มีหน้าตาเหมือนเขาในวัยเด็กรีบชี้หน้าตัวเองยกใหญ่ รู้อยู่แล้วน่าว่าตัวเองหน้าตาแบบนั้นน่ะ
“ไว้วันหลังผมจะเอารูปมาให้ดู” เจเรมี่ว่ายิ้มๆ “ผมไปก่อนนะ”
“ครับ กลับบ้านดีๆ นะ”
ดีแลนตั้งใจจะมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายไปจนกว่าเจเรมี่จะก้าวพ้นประตู แต่แล้วเจ้าตัวกลับหันกลับมาอีกครั้ง ก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้
หมอนี่ตัวสูงพอสมควรเหมือนกันแฮะ… ไม่สิ ร่างของแอรอนที่เขาใช้อยู่นี่เตี้ยไปมากกว่า
“ผมไม่แน่ใจว่าคุณทะเลาะกับเอียนเพราะอะไรนะ แอรอน”
“คะ… ครับ?”
“แต่ผมว่าทางที่ดีคุณอยู่ให้ห่างเขาไว้ดีกว่า เขาไม่ใช่คนดีแบบที่คุณควรจะคบหาหรอก”
ดีแลนกะพริบตาปริบๆ ก่อนหน้านี้เอียนก็เคยบอกเขาว่าให้ตัดใจจากเจเรมี่เพราะหมอนี่เป็นคนดีแค่เปลือกนอก นี่สองคนนี้ไม่ถูกอะไรกันรึเปล่า?
“อย่าเข้าใจผมผิดนะ” เจเรมี่พูดดักคอเหมือนรู้ทัน “ผมไม่เคยคบค้าสมาคมอะไรกับเขา แต่ข่าวลือเกี่ยวกับเขามันแย่เกินที่คนดีๆ แบบคุณจะไปสนิทด้วยขนาดนั้น”
แค่เพราะเขาเล่นเพลงแบบที่ดีแลนเล่น เขาก็กลายเป็นคนดีสำหรับเจเรมี่ไปแล้วเหรอ
“เขามีข่าวลืออะไรกันแน่ครับ เจเรมี่ เพราะว่าเขาชอบใช้กำลังงั้นเหรอ?”
คนผมน้ำตาลผ่อนลมหายใจนิดหนึ่ง กระชับสายกระเป๋าสะพายให้มั่นขึ้น เหลือบตามองรอบตัวเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าคนที่พวกเขาพูดถึงไม่ได้อยู่แถวนั้นก่อนจะกระซิบบอก
“หมอนั่นเคยฆ่าคนตายมาก่อน”