ดีแลนฝันว่าตัวเองจมน้ำอีกแล้ว
แต่คราวนี้เขาเห็นตัวเองร่วงหล่นลงมาจากยอดผา ก่อนที่แผ่นหลังจะกระทบกับน้ำเย็นเฉียบอย่างแรงจนแสบไปหมด นอกจากความอึดอัดที่หายใจไม่ออกแล้ว คราวนี้เด็กหนุ่มยังรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่บริเวณไหล่ข้างซ้าย เจ็บมากจนบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ จากนั้นเขาก็จมลงไปสู่ความมืดมิด
เขาคิดว่าตัวเองจะฝันจบแล้ว ควรจะลืมตาตื่นมาพบเจอกับยามเช้าที่แสนสดใส และเขาจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องกลัวเรื่องราวเลวร้ายพรรค์นั้นอีกต่อไป แต่เขากลับฝันถึงเอียนต่อ อาจเป็นเพราะตอนนี้เขารู้จักเด็กหนุ่มผมแดงคนนี้แล้ว เขาถึงเห็นอีกฝ่ายทำร้ายร่างกายของเขาอย่างโกรธแค้น ทั้งที่ในความเป็นจริงมีคนอื่นที่ร่วมทำร้ายดีแลนด้วย
เอียนโกรธแค้นอะไรเขาขนาดนั้นกัน? เขาเคยไปทำอะไรให้อีกฝ่ายงั้นเหรอ?
ดีแลนปลุกตัวเองออกจากฝันร้ายได้สำเร็จ แต่รอบนี้เด็กหนุ่มชันเข่าขดตัวด้วยความรู้สึกหวาดกลัวที่ท่วมท้น ดีแลนน้ำตารื้นเล็กน้อยแต่ถึงแบบนั้นเขาก็อดทนไม่ร้องไห้ออกมาได้ ที่ปลายเตียงมีปีศาจผมทองมองมาที่เขาด้วยสายตาเรียบเฉยเหมือนอย่างเคย
ก็ดีแล้วที่หมอนั่นไม่มองเขาด้วยสายตาสมเพชเวทนา คงไม่มีอะไรแย่ไปกว่าที่ต้องโดนตัวเองสงสารอีกแล้ว
เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีดำสนิทสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างแรงเพื่อเรียกสติ ไม่ค่อยได้ผลเท่าไร เหงื่อเม็ดเล็กเกาะพรายทั่วหน้าจนเหนียวเหนอะไปหมด ดีแลนจึงลุกออกจากเตียงอย่างเชื่องช้า สะลึมสะลือเดินเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตา ปีศาจประจำตัวเขายังเดินตามมาถึงนี่
“อะไร” เขาถามเสียงเย็นชา
“นายไหวรึเปล่า”
“ไม่”
“แย่จังเลยนะ”
“วันนี้ฉันจะไปหาเรเชล”
“เด็กน้อยต้องการความรักจากแม่เหรอ” น้ำเสียงนั้นเยาะเย้ยอย่างไม่ปิดบัง ดีแลนตวัดสายตาคมกริบหันไปมองคนพูด เขารู้ดีว่าตอนนี้ตัวเองมีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่แบบพร้อมที่จะแตกหักได้ทุกเมื่อ และเขาคงปล่อยให้ตัวเองประสาทเสียไปจริงๆ ไม่ได้
“อยากไปก็ไปสิ” ดีแลนคนเด็กพูดขึ้นในที่สุด “ภาวนาอย่าให้เจอสเปนซ์อีกก็พอ”
“อืม”
“แต่วันนี้มันวันธรรมดานะ แม่จะอยู่บ้านเหรอ”
“ก็จะลองเสี่ยงดู”
“ส่วนนายก็จะโดดเรียนใช่ไหม”
ดีแลนยักไหล่ เขาเห็นสุขภาพจิตของตัวเองสำคัญกว่าเรื่องเกรดหรือเรื่องเรียนอยู่แล้ว
เด็กหนุ่มนั่งคิดฟุ้งซ่านอยู่ในรถบัสที่จะพาเขาไปยังเมืองที่คฤหาสน์ฮิกกินส์ตั้งอยู่ เขาคิดทบทวนเรื่องที่เจเรมี่บอกเขาว่าเอียนเคยฆ่าคนมาก่อน เขาลองถามรายละเอียดแบบเจาะลึกกับเจเรมี่ดูแล้ว อีกฝ่ายเล่าให้ฟังว่าเอียนเคยมีประวัติเข้าสถานบำบัดเยาวชน เอียนเคยก่อคดีร้ายแรงแต่เพราะเขายังไม่บรรลุนิติภาวะจึงทำให้ไม่ต้องติดคุก แต่ต้องเข้าไปดัดนิสัยในที่แบบนั้นแทน
และความผิดร้ายแรงที่เอียนก่อก็คือฆ่าคนตาย…
ดีแลนพยายามถามต่อว่าแล้วเอียนฆ่าใคร แล้วทำไปทำไม แต่อีกฝ่ายก็มีข้อมูลเพียงตื้นเขินเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในโรงเรียนที่แค่ได้ยินข่าวลือนั้นก็เอาแต่ถอยห่างจากเจ้าตัวกันเป็นแถว อาจเป็นเพราะลักษณะภายนอกของเอียนที่ดูน่ากลัวอยู่แล้วเป็นทุนเดิมด้วย แถมเจเรมี่ยังเล่าให้เขาฟังว่าเคยมีคนไปถามเอียนตรงๆ ว่าข่าวลือนี้เป็นเรื่องจริงไหม เอียนเองก็ยอมรับว่าข่าวนั่นเป็นเรื่องจริง
ดีแลนหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน คำที่เอียนด่าเขาว่าทำไมไม่ถามหาเรื่องราวจริงๆ โดยตรงจากเจ้าตัวทำให้รู้สึกผิดขึ้นมาอีกจนได้ บางทีเขาควรจะให้โอกาสหมอนั่นได้เล่าเรื่องราวทั้งหมด… ว่าแต่คนที่เอียนฆ่านี่คงไม่ใช่…
“ดีแลน” เสียงของเขาสั่นกับความคิดน่าสยดสยองนั้น “ดีแลน”
“อะไร”
“นายคิดว่าเอียน…” เขาไม่ได้พูดต่อจนจบ เพราะกลัวคำตอบมากเกินไป
ดีแลนคนเด็กมองหน้าคนถามที่ซีดเผือดเป็นไก่ต้มแล้วคลี่ยิ้ม จากนั้นก็เอียงคอเล็กน้อยก่อนจะตอบกำกวมตามนิสัย “ไม่รู้สิ? นายคิดว่าเขาฆ่านายจริงๆ รึเปล่าล่ะ”
“ดีแลน!” นี่มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ
“นายเป็นคนที่ตายเองแท้ๆ ยังไม่รู้เลย อย่ามาหลอกถามฉันเสียให้ยากดีกว่า ไปสืบหาความจริงเอาเองเถอะ”
ดังนั้นดีแลนจึงตัดสินใจหยิบโทรศัพท์มือถือที่ในโลกปัจจุบันสามารถค้นหาอะไรก็ตามที่เราอยากรู้ได้อย่างรวดเร็วเพียงแค่ปลายนิ้ว
เขาขุดหาข่าวที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง แต่สิ่งที่อยู่ในนั้นก็ยังคงเหมือนเดิม เขายังคงเป็นเด็กที่หนีหายออกไปจากบ้านและไม่หวนกลับมาอีก บางทีเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจจะสรุปไปแล้วก็ได้ว่าเขากลายเป็นเด็กติดยาไม่ก็บ้าการพนันอยู่แถวๆ ลาสเวกัสแล้วก็ใช้ชีวิตเสเพลเละเทะไปแล้ว
ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ต้องยอมแพ้ เขาไม่สามารถตามหาทุกอย่างได้จริงๆ ในโลกอินเทอร์เน็ต แต่อย่างน้อยเขาก็ได้ชื่อหัวหน้าทีมสืบสวนที่ทำคดีของเขาอยู่ในสมุด ชายคนนี้ชื่อแรนดี้ โมนาแกน เจ้าตัวอายุสามสิบหกปีตอนที่ทำคดีของเขา แปลว่าตอนนี้ก็อายุสี่สิบเอ็ดปีแล้ว
เขาจดตำแหน่งกับสังกัดที่ชายหนุ่มคนนี้ทำงานอยู่ตอนที่ทำคดีการหายตัวไปของเขา และเมื่อลองเสิร์ชหาดูว่าสถานีตำรวจที่แรนดี้น่าจะทำงานอยู่ที่ไหน ดีแลนก็ต้องพบว่ามันไม่ไกลไปจากบ้านฮิกกินส์ของเขาเท่าไรนัก
นั่นสินะ ก็อยู่ในพื้นที่นั้นก็คงหนีไม่พ้นละแวกนั้นอยู่ดี เอาเป็นว่าลองแวะไปคุยด้วยสักหน่อยดีกว่า ถึงจะไม่ได้อะไรแต่ก็ไม่เสียอะไรสักหน่อย
ตัดสินใจแล้วดีแลนก็ตรงไปที่สถานีตำรวจที่ว่าก่อนจะไปที่บ้านของเรเชล เขาถามหาแรนดี้ โมนาแกนจากเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่หน้าเคาน์เตอร์ต้อนรับ อีกฝ่ายขอให้เขานั่งรอที่เก้าอี้ยาวสำหรับรับรองแขก ระหว่างที่รอ ดูเหมือนดีแลนคนเด็กจะไม่ค่อยชอบใจกับสถานที่ที่พวกเขาอยู่มากนัก
“นายนี่กล้าแบบไร้สาระจริงๆ เลยนะ ดีแลน” ปีศาจผมทองบ่น “ฉันไม่นึกว่าคนที่แม้แต่ซักผ้าเองยังไม่เป็นจะกล้าทำอะไรด้วยตัวคนเดียวแบบนี้”
“แล้วนายเหลือทางเลือกให้ฉันไหมล่ะ” ดีแลนพูดเสียงเย็น "ถ้านายแค่บอกมาดีๆ ว่าฉันตายได้ยังไงก็จบแล้วแท้ๆ"
เมื่อดีแลนพูดจบประโยค ปีศาจผมทองถึงได้เงียบไป นัยน์ตาสีฟ้าฉายแววตรึกตรอง แวบหนึ่งดีแลนหวังว่าอีกฝ่ายจะยอมตัดใจบอกความจริงเขา ทุกอย่างจะได้จบเสียที แต่กลายเป็นว่าอีกฝ่ายกลับเงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยแววตาที่ไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ
"ความจริงมันราคาแพงนะ ดีแลน"
"เท่าไร"
"ความเสียใจทั้งหมดของนาย"
พูดจาอะไรของ---
"คุณแอรอน วูคะ" เสียงของเจ้าหน้าที่สาวเรียกขัดความคิด "เชิญที่ห้องประชุมหนึ่งเลยค่ะ"
"ขอบคุณครับ" เขาว่าพร้อมกับลุกจากเก้าอี้นั่งรอไปยังห้องประชุมที่อีกฝ่ายผายมือให้
แรนดี้ โมนาแกนเพิ่งได้เลื่อนขั้นมาเป็นผู้กองสดๆ ร้อนๆ เมื่อสัปดาห์ก่อน ดังนั้นชายหนุ่มจึงค่อนข้างอารมณ์ดี อย่างน้อยก็ดีจนยอมให้เด็กวัยรุ่นเข้ามาคุย โดยที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขาเลย ยิ่งได้รับแจ้งมาว่าอีกฝ่ายอยากจะพูดถึงคดีเก่าแก่ที่กลายเป็นคดีเย็นไปแล้วอย่างเรื่องของเด็กชายที่ชื่อดีแลน ฮิกกินส์ด้วย แต่ถึงจะไม่ให้ความสนใจกับการปรากฏตัวของแอรอนแค่ไหน ชายหนุ่มก็ยังใจดีค้นเอกสารหยิบแฟ้มคดีที่เก่าแสนเก่าขึ้นมาปัดฝุ่นและหยิบเข้ามาในห้องประชุมหนึ่ง ห้องที่ให้แอรอนมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว
"ว่ายังไงพ่อหนุ่ม" เขาถามยิ้มๆ พร้อมกับวางแฟ้มคดีไว้ข้างหน้าตัว นั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับผู้มาเยือน "ลมอะไรหอบมาถึงนี่ล่ะ"
"ผมอ่านเจอในข่าวว่าคุณเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับคดีของดีแลน ฮิกกินส์"
"ใช่แล้วล่ะ" อีกฝ่ายตอบรับยิ้มๆ "ฉันดูแลเรื่องคดีของเด็กคนนี้ทั้งสองคดีเลย"
คำตอบนั้นทำให้ดีแลนฉุกใจไม่น้อย "สองคดีเหรอครับ?"
"ถูกต้อง" พูดพลางเจ้าตัวหยิบรูปถ่ายในหน้าหนังสือพิมพ์ที่ถูกตัดออกมาวางตรงหน้าดีแลน เด็กหนุ่มหยิบมันขึ้นไปดู แล้วก็ได้รู้ว่าอีกฝ่ายได้ร่วมทำคดีตอนที่เขาโดนลักพาตัวเมื่อตอนเจ็ดขวบด้วย จะว่าไปดีแลนก็ยังไม่มีเวลาได้คิดถึงเหตุการณ์นั้นอย่างละเอียดเท่าไรเหมือนกัน... แต่ช่างเถอะ ยังไงซะตอนนี้เขาก็อยากรู้เรื่องที่ตัวเองตายก่อนอยู่ดี
"แปลว่าอีกคดี คือคดีที่เขาหายตัวออกจากบ้านไปสินะครับ"
"ก็นะ ถ้านั่นเรียกว่าคดีได้ ถึงแม้ตามปกติการที่มีเด็กทิ้งจดหมายว่าจะหนีออกจากบ้านแล้วหายไปเลยจะไม่กลายเป็นคดีก็เถอะ แต่ครอบครัวฮิกกินส์... เขาก็มีอิทธิพลอยู่ไม่น้อย และพวกเขาก็ไม่ยอมปล่อยไว้แค่ลูกชายหายตัวไปเฉยๆ แน่"
แต่สุดท้ายการสืบสวนก็ไม่คืบหน้าอะไรนี่…
ดีแลนคิดต่ออยู่ในใจอย่างเหยียดหยัน หากเด็กหนุ่มยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยไว้ได้อย่างเป็นปกติ แต่แล้วอีกฝ่ายก็เงยหน้าขึ้นถามเขายิ้มๆ ด้วยคำถามที่เจ้าตัวกลัวที่สุด
"แล้วทำไมเธอถึงได้สนใจเรื่องของดีแลน ฮิกกินส์ขึ้นมากันล่ะ?"
ดีแลนสบตาคนถามที่มองตรงเข้ามาอย่างค้นหา เด็กหนุ่มกำหมัดแน่นขึ้นจนเหงื่อชุ่ม เขาเตรียมคำตอบไว้ในหัวสองอย่าง แต่ไม่รู้ว่าควรจะเลือกดึงอันไหนมาตอบดี
"ว่าแต่... ดูจากหน้าแล้วเธอน่าจะยังอยู่แค่ม.ปลายไม่ใช่เหรอ วันนี้ไม่มีเรียนหรือไง"
"โรงเรียนผมหยุดพิเศษครับ" โกหกแบบหน้าด้านๆ เลย อีกฝ่ายพยักหน้ารับรู้อย่างเสแสร้ง
"แล้วคำตอบของคำถามแรกล่ะ?"
"ผม..." อ่า บางทีเขาอาจจะบ้าบิ่นแบบที่ดีแลนคนเด็กบอกจริงๆ ก็ได้ ทำไมถึงได้ทำอะไรสิ้นคิดแบบนี้กันนะ "ผมแค่สงสัยว่ามีความคืบหน้าอะไรในการสืบสวนคดีของเขาบ้างไหม เขาหายตัวออกจากบ้านไปตั้งห้าปีแล้ว"
"ก็นะ ถ้าพูดกันตามตรง นี่มันก็คดีเย็นแล้ว ทางฝั่งตำรวจเองก็มีคดีอื่นให้ต้องไปทำ" แรนดี้ว่า ตายังไม่ละไปจากใบหน้าของแอรอน "เธอเป็นเพื่อนของเขาอย่างนั้นเหรอ?"
ดีแลนรู้ดีว่าคำถามนั้นอาจจะช่วยชีวิตเขา หรืออาจจะทำลายชีวิตเขาก็ได้ อีกฝ่ายเป็นตำรวจที่มีประสบการณ์ด้านการสืบสวนมาไม่ต่ำกว่าสิบปี และเขาเป็นใคร ก็แค่เด็กหนุ่มโง่ๆ คนหนึ่งที่ต่อให้โกหกอะไรไป อีกฝ่ายก็ไปสืบหาความจริงได้อย่างไม่ยากเย็น
"เปล่าครับ" หลุดปากออกไปแล้ว เด็กชายผมทองที่อยู่ข้างๆ ตัวก็มองมาตาแทบถลนเหมือนจะถามว่า 'นายประสาทกลับไปแล้วรึเปล่า' แต่มันสายเกินไปแล้วที่จะเปลี่ยนคำตอบ "ผมไม่ใช่เพื่อนของดีแลน"
"ถ้าอย่างนั้นทำไมเธอถึงอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับเขาล่ะ?"
"ผม..." ดีแลนอึกอัก นี่เป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุดในโลก แต่มันคงไม่ทำให้เขาตายเป็นรอบที่สองหรอก "ผมมองเห็นวิญญาณของเขาครับ"
ตำรวจวัยกลางคนอ้าปากค้าง ปีศาจผมทองก็อ้าปากค้าง จากนั้นดีแลนในวัยสิบสามปีก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น โดยที่มีเพียงดีแลนในคราบของแอรอนเท่านั้นที่ได้ยิน
คนผมดำหน้าแดงไปถึงหลังหู เมื่อไอ้เด็กบ้านั่นหัวเราะจนแทบจะกลิ้งไปกับพื้น
"เดี๋ยวก่อนนะ" แรนดี้พยายามจะขำ แต่เหมือนเขาจะไม่มีอารมณ์แสร้งทำแบบนั้น "เธอเห็นวิญญาณของดีแลน ฮิกกินส์งั้นเหรอ?"
"ใช่ครับ" เขาภาวนาให้ไอ้ปีศาจนี่หยุดหัวเราะสักที
"เหรอ" รอยยิ้มของอีกฝ่ายเคร่งเครียดมากขึ้น "แล้วเขาได้พูดอะไรกับเธอบ้างไหม"
"ก็พูด... ครับ" ดีแลนรู้สึกว่าตัวเองหน้าซีดลงเรื่อยๆ "เขาอยาก... ให้เรเชลเลิกตามหาเขาสักที"
คราวนี้ดีแลนในร่างเด็กหยุดหัวเราะลงทันทีราวกับถูกปิดสวิตช์ แรนดี้เองก็เลิกฝืนยิ้มโง่ๆ นั่นแล้ว เขามองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาไม่ไว้วางใจมากขึ้น
"เธอพูดถึงคุณนายฮิกกินส์งั้นเหรอ"
"ใช่ครับ"
"เธอรู้ตัวรึเปล่าว่าพูดอะไรออกมา"
ดีแลนหน้าเสีย เขารู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายต้องไม่เชื่อคำพูดโง่ๆ ของเขา แต่ถึงจะทำใจไว้แล้วมันก็ยังเจ็บปวดอยู่ดี
เจ็บปวดเมื่อคิดว่าแม่จะต้องรอเขาต่อไปเรื่อยๆ... เขาอยากให้แม่เลิกรอเขาแล้วมีความสุขอย่างเต็มที่สักที
"ถ้าอย่างนั้นผีดีแลนได้บอกเธอรึเปล่าว่าศพเขาอยู่ที่ไหน"
อะไรบางอย่างในน้ำเสียงนั้นบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าแรนดี้ไม่เชื่อคำพูดของดีแลนเลยแม้แต่นิดเดียว และนั่นทำให้เขาหน้าแดงหนักขึ้นไปอีก เด็กหนุ่มส่ายหน้าขณะที่เหงื่อเริ่มไหลลงมาเยอะขึ้น
"ไม่ครับ เขาไม่ได้บอก"
"ถ้าคิดจะเล่นละครปาหี่ละก็ อย่างน้อยก็ไปหาศพของหมอนั่นให้เจอก่อนสิ" พูดพลางลุกขึ้นจากเก้าอี้พรวดอย่างหัวเสีย ดูเหมือนดีแลนจะทำลายวันดีๆ ของชายหนุ่มไปเรียบร้อยแล้ว "กลับไปได้แล้ว และอย่ามาพูดจาอะไรเลอะเทอะแถวนี้อีก ดีแลน ฮิกกินส์น่ะก็แค่หนีออกจากบ้าน เขาอาจจะยังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้ก็ได้ ถ้าเธอไม่รู้อะไรจริงๆ ก็อย่าพูดจาไร้สาระดีกว่า"
"แต่ผมพูดความจริงนะครับ" ดีแลนว่าก่อนจะถอนหายใจยาว สีหน้าถมึงทึงของคนตรงหน้าทำให้เขารู้ว่าคงไปได้ไม่ไกลกว่านี้แล้ว "ช่างเถอะ ผมมีหน้าที่แค่บอกในสิ่งที่ดีแลนบอกให้ผมพูดเท่านั้น คุณเป็นตำรวจไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่ลองพยายามให้มากกว่านี้เพื่อหาตัวเขาให้เจอล่ะ"
"นี่เธอ...!"
แต่ดีแลนผลุนผลันออกจากห้องมาเรียบร้อยแล้ว เขารู้ดีว่าตัวเองโง่มากที่ไปยั่วโมโหตำรวจแบบนั้น แต่เขาอดแค้นใจไม่ได้จริงๆ เด็กชายผมทองที่ตามเขามาติดๆ ส่ายหน้าเหมือนเอือมระอา
"มันก็แหงอยู่แล้วที่จะไม่มีใครเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติพรรค์นั้น นายจะเจ็บใจให้ได้อะไรขึ้นมา"
"หนวกหูน่า" ดีแลนพึมพำขณะที่ออกมาจากตัวอาคารของสถานีตำรวจ "ฉันรู้อยู่แล้ว"
"งั้นก็ตั้งสติแล้วเลิกอารมณ์เสียไร้สาระเถอะ จะไปหาแม่ไม่ใช่เหรอ จะไปเจอหล่อนทั้งๆ ที่อารมณ์บูดหรือไง"
จริงตามที่หมอนี่พูด เด็กหนุ่มปรับอารมณ์ของตัวเองก่อนจะมุ่งหน้าต่อ เพื่อไปยังสถานที่ซึ่งเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของวันนี้
หลังจากที่แอรอน วูกลับไปแล้ว สิ่งแรกที่แรนดี้ทำคือยกมือกุมหัว นัยน์ตาคมกริบที่ดูข่มขู่เด็กหนุ่มเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความกังวลระคนหนักใจ
เขาเดินงุ่นง่านกลับไปยังคอกทำงานของตัวเองก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหมุนหาใครบางคน
“หวัดดี ไม่ได้คุยกันนานเลยนะ” เขากรอกเสียงลงไป อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงร่าเริงแบบที่คนฟังต้องขมวดคิ้ว เขาบอกกับอีกฝ่ายว่าเรื่องคุยเล่นเอาไว้ทีหลัง ที่โทรมาตอนนี้เพราะมีธุระสำคัญต้องคุยด้วย “ฉันว่านายจำเป็นต้องพูดเรื่องนี้กับสเปนซ์ ริดเจล เพื่อนของนายแล้วล่ะ”