1 คลุมถุงชน 1/2
ณ เมืองที่มีความเจริญรุ่งเรือง ตึกแถวมากมาย บ้านเรือนเต็มไปหมด รถราเต็มถนน ฝุ่นควันมลพิษ ทุกอย่างดูวุ่นวาย
นันทพิวัฒน์กรุ๊ป และ พัฒนศิริสกุลกรุ๊ป สองบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่เป็นที่รู้จักกันดีว่าสองบริษัทนี้เป็นคู่แข่งกัน และประธานของทั้งสองบริษัท ก็ยังเป็นเพื่อนรักกันอีกด้วย
นาย วรธีนนท์ พัฒนศิริสกุล (นนท์) อายุ 30 (พระเอกของเรื่อง)
นาย วริทธิ์ นันทพิวัฒน์ (ริชส์) อายุ 30 (นายเอกของเรื่อง)
ตอนนี้บริษัทนันทพิวัฒน์ของริชส์เจอปัญหาหนัก หุ้นในบริษัทตกลงถึงขั้นวิกฤต พ่อของริชส์กับพ่อของนนท์ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกัน พวกเขาปรึกษาหารือ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาในเรื่องที่เกิดขึ้น
และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ ‘นนท์' กับ ‘ริชส์’ จะต้องมาแต่งงานกัน ซึ่งมันเป็นอะไรที่ขัดใจนนท์เอามากๆ เขาเป็นผู้ชายก็ควรแต่งงานกับผู้หญิง แต่นี่อะไรให้มาแต่งงานกับผู้ชาย แม้ว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นเพื่อนที่รู้จักและสนิทกันมาก่อนก็เถอะ
“ผมไม่แต่ง” ร่างสูงตวาดเสียงดังใส่ผู้เป็นพ่อ
“ถือว่าช่วยกันนะลูก ครอบครัวของเราทั้งสอง ก็สนิทชิดเชื้อกันมานาน ตอนนี้พวกเขาเดือดร้อน เราก็ช่วยเขาหน่อยเถอะ” กฤษณะ พัฒนศิริสกุล (ณะ) พ่อของนนท์ พยายามเกลี้ยกล่อมให้ลูกยอมแต่งงาน
“แล้วทำไมไม่ช่วยด้วยวิธีอื่นล่ะพ่อ ทำไมต้องให้ผมแต่งงานกับไอ้ริชส์ด้วย” นนท์ยังคงหงุดหงิดไม่หาย จะบังคับให้แต่งงานกับผู้หญิงเขาก็จะไม่ว่า แต่นี่บังคับให้แต่งงานกับผู้ชาย แถมผู้ชายคนนั้นยังเป็นเพื่อนกันอีก
“แต่งกับเพื่อนก็ดีแล้วไง พอทุกอย่างดีขึ้นแล้วแกค่อยหย่าก็ได้นี่” ผู้เป็นพ่อยื่นข้อเสนอ
“ไม่เอาอ่ะพ่อ... ผมไม่แต่ง” นนท์ยังคงยืนยันเสียงแข็ง หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็จะไม่ยอมแต่งานกับริชส์อย่างแน่นอน
3 ชั่วโมง ผ่านไป
นนท์นั่งเล่นเกมในมือถืออยู่ที่โซฟารับแขก ในห้องทำงานของท่านประธาน (พ่อ) บริษัทพัฒนศิริสกุล
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้น พร้อมกับเลขาที่เปิดประตูเข้ามา
“ขออนุญาตค่ะท่านประธาน ท่านประธานบริษัทนันทพิวัฒน์เดินทางมาถึงแล้วค่ะ” เลขาสาวเอ่ยบอก
“เชิญเขาเข้ามา”
“ค่ะ”
เลขาสาวก้มหน้ารับคำสั่ง ก่อนจะเดินออกไป เพื่อทำตามคำสั่งของท่านประธาน ไม่นานเท่าไหร่นัก ประตูก็ถูกเปิดออก พร้อมกับพ่อลูกสองคนที่เดินเข้ามา
“เอ้า... มาๆ เข้ามาๆ มานั่งนี่ก่อน” เจ้าของห้องเชิญให้แขกนั่ง ด้วยความสุภาพ
ชาญวิทย์ นันทพิวัฒน์ (วิทย์) พ่อของริชส์ เดินมานั่งที่โซฟา ข้างๆ กับณะเพื่อนของเขา ส่วนริชส์ก็เดินมานั่งลงฝั่งตรงข้ามกับนนท์
นนท์เห็นแบบนั้นก็เมินหน้าหนี เพราะทั้งคู่ไม่ลงรอยกัน นนท์กับริชส์เจอหน้ากันทีไร เป็นต้องทะเลาะกันทุกที และส่วนมากคนที่เริ่มหาเรื่องก่อน ก็มักจะเป็นนนท์
ส่วนริชส์จะนิ่งๆ เงียบๆ ไม่ค่อยตอบโต้อะไรนนท์กลับไป แต่การที่เงียบใส่แบบนั้น มันทำให้นนท์ยิ่งทวีความเอาแต่ใจ ที่อยากจะเอาชนะริชส์ให้ได้
“นี่แกอยากแต่งงานกับฉันงั้นเหรอ” นนท์เป็นฝ่ายเริ่มการสนทนานี้
“เห๊อะ....ใครมันจะอยากแต่งงานกับคนงี่เง่าอย่างนายล่ะ” ริชส์ตอบกลับไป พร้อมกับยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ในมือ
ท่าทีของริชส์ทำให้นนท์หงุดหงิดเอามากๆ เขาไม่พอใจที่คนตรงหน้าเมินใส่เขา
‘ในเมื่อไม่ได้อยากแต่งงานกับฉัน แล้วแกจะมาพูดเรื่องแต่งงานเพื่ออะไรวะ’ นนท์ได้แต่คิด ไม่ได้พูดออกไปให้อีกฝ่ายได้ยิน เพียงแต่นั่งจ้องหน้าของอีกฝ่ายด้วยความหงุดหงิด
ตอนนี้อาการของนนท์เหมือนอยากจะเอาคืน ทั้งที่ตัวเองเป็นคนเริ่มการสนทนานี้ก่อนแท้ๆ แต่ท่าทีของริชส์ มันทำให้นนท์อยากจะเอาชนะ นนท์จึงอดไม่ได้ที่จะต้องหาเรื่อง
ผู้เป็นพ่อหันมองทั้งสองคน ก่อนจะพูดขัด
“นี่พวกแกเริ่มจะทะเลาะกันอีกแล้วใช่ไหม” วิทย์พูดแทรก ทำให้นนท์นั่งจ้องหน้าริชส์ไปเงียบๆ
ริชส์นั่งไขว่ห้างหลังตรงดูมีสง่าราศี บุคลิกของเขาช่างดูน่าหลงใหล ใบหน้าก็หล่อเหลาจนมีสาวๆ มาตามจีบมากมาย แต่เขากลับไม่สนใจใครเลยสักคน
คงเพราะริชส์ไม่ได้ชอบผู้หญิง ถึงได้เย็นชากับพวกสาวๆ แบบนั้น
นนท์นั่งกางขาออกเล็กน้อย สองแขนใช้ข้อศอกเท้าลงที่หัวเข่า ในมือถือโทรศัพท์ และกดนิ้วจิ้มเกมไปอย่างสนุกสนาน
ในขณะที่ผู้ใหญ่กำลังคุยกัน ถึงปัญหาที่นนท์ไม่ยอมแต่งงาน นนท์ก็ก่อกวนด้วยการเปิดเสียงเกมดังๆ ต่อให้มีสายตาอาฆาตจ้องมองมา นนท์ก็ไม่สนใจอะไร ก้มหน้าก้มตาเล่นเกมไป แบบไม่รู้สึกเดือดร้อนใดๆ นั่นทำให้พ่อของเขาต้องตวาดเรียกเสียงดัง
“ไอ้นนท์..นี่แกจะก่อกวนไปถึงไหนฮะ ไม่รู้จักเกรงใจคุณอาวิทย์เขาบ้างเลย” ผู้เป็นพ่อดุใส่นนท์เสียงดัง
“เฮ้ยเอาน่า..ไม่เป็นไรหรอกอย่าไปดุลูกเลย” วิทย์พ่อของริชส์เอ่ย นนท์เองก็เหมือนลูกคนนึงของเขา จึงไม่อยากจะถือสาอะไร
บอกเพื่อนจบ วิทย์ก็หันมาคุยกับนนท์ต่อ
“อาขอร้องให้เราแต่งงานกับริชส์ได้ไหมนนท์” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ขอร้อง วิทย์ไม่เคยขอร้องอะไรนนท์มาก่อน สีหน้าของเขาครั้งนี้ จึงทำให้นนท์ต้องนึกเกรงใจขึ้นมา
นนท์หยุดเล่นเกม และวางโทรศัพท์ในมือลง ก่อนจะหันมาคุยกับพ่อของริชส์ด้วยท่าทีที่สุภาพ
“คุณอาครับ ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากช่วยนะ แต่ผมไม่อยากแต่งงานกับไอ้ริชส์จริงๆ ครับ ให้ผมช่วยคุณอาด้วยวิธีอื่นไม่ได้เหรอครับ” นนท์พยายามยื่นข้อเสนออื่น เพื่อให้คุณอาวิทย์ลองคิดดู แต่ยังไม่ทันที่นนท์จะได้คำตอบจากอาวิทย์ ริชส์ก็พูดแทรกขึ้นมาซะก่อน
“ดูท่า....นายคงจะกลัวฉันล่ะสิ” ริชส์มองอีกฝ่ายด้วยสายตาจ้องจะเอาผิด นนท์จ้องหน้าอีกฝ่ายกลับ เพียงครู่ริชส์ก็ก้มหน้าไปเล่นโทรศัพท์ต่อ
“กลัวอะไร แกมีอะไรให้ฉันต้องกลัวไม่ทราบ” นนท์ตอบด้วยความมั่นใจ เขาไม่ได้กลัวอะไรริชส์เลย
“หึ....ถ้าไม่กลัว งั้นก็มาแต่งงานกัน” ริชส์พูดนิ่งๆ ก่อนจะเก็บมือถือใส่กระเป๋ากางเกง แล้วเงยหน้าขึ้นมามองอีกคน
“ก็ไม่อยากแต่งอ่ะ....จะทำไม”
“ที่แท้ก็กลัวนี่เอง”
“ก็บอกว่าไม่ได้กลัวไง ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไงวะ”
“ถ้าไม่ได้กลัวอะไร งั้นนายก็มาแต่งงานกับฉันสิ” ริชส์ยังคงพยายามพูดให้นนท์ ยอมแต่งงานกับตนให้ได้
“ไม่แต่งโว๊ยย...”
นนท์เริ่มที่จะหงุดหงิดมากขึ้น เขาตวาดเสียงดังใส่ริชส์ ทำให้ร่างบางสะดุ้งขึ้นมานิดหน่อย แต่ไม่อยากให้อีกคนเห็นว่าตนกลัว จึงยังคงวางท่าทีนิ่งขรึมอยู่ ก่อนจะพูดต่อ
“แล้วทำไมถึงไม่กล้าแต่งงานกับฉัน พ่อก็บอกแล้วนี่ ว่าเดี๋ยวค่อยหย่ากันทีหลังก็ได้ อีกอย่าง...การแต่งงานในครั้งนี้ มันก็แต่งแค่ในนามเท่านั้นป่ะ แต่ที่นายไม่ยอมแต่งเนี่ยะ เพราะกลัวฉันจริงๆ ใช่ไหมล่ะ” ริชส์รวบรวมความกล้า พูดจายุให้นนท์โมโห
“ฉันไม่ได้กลัวอะไรแกเลยนะไอ้ริชส์” นนท์ลุกขึ้นยืน สองมือเท้าสะเอว
“เหอะ....ดูท่าทางของนายสิ แบบนี้ไม่ให้บอกว่ากลัว แล้วจะให้บอกว่าอะไร” ริชส์แสยะยิ้มใส่อีกคน
นนท์เห็นมุมปากที่แสยะยิ้มแบบนั้น ก็รู้สึกเหมือนว่าตนกำลังโดนดูถูก จึงรับปากไปเพราะความโกรธ
“ก็ได้....งั้นก็เอาซี่....แต่งก็แต่ง แกจะได้รู้ไปเลยไง ว่าฉันไม่ได้กลัวไอ้ขี้แงอย่างแก” พูดจบนนท์ก็เดินออกจากห้องไป ด้วยความหงุดหงิด
ริชส์ยกยิ้มที่นนท์ยอมแต่งงาน ก่อนจะหันมายิ้มให้พ่อทั้งสอง ณะ กับ วิทย์ ก็ยิ้มพอใจในผลงานของริชส์เช่นกัน
วิทย์ยกมือขึ้นมาตบบ่าลูกชายเบาๆ
“พ่อคิดถูกจริงๆ ที่พาแกมาด้วย” เขาพูดพลางยิ้ม
“คนงี่เง่าอย่างไอ้นนท์ ทำไมผมจะไม่รู้นิสัยมันล่ะครับพ่อ” ริชส์ยิ้มร่า ที่แท้เขาก็ตั้งใจพูดให้นนท์โกรธ จนพลั้งปากตกลงแต่งงานนี่เอง