ตอนที่ 1 อุบัติเหตุ
เอี๊ยดดดดด !!!!!
ตุ้ม !!!
โครม !!!
รถหรูที่วิ่งด้วยความเร็วบนถนนนั้นขับเซไปมาก่อนจะเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ใหญ่ริมทาง สาวสวยคนขับที่อยู่ภายในรถนั้นแน่นิ่งไปพร้อมกับของเหลวหนืดสีแดงฉานไหลอาบทั่วใบหน้างามลงมาเป็นทาง กว่าทีมกู้ภัยและรถพยาบาลจะมาถึงสถานที่เกิดเหตุและงัดเอาร่างบางเล็กออกมาจากรถได้ก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมงเลยทีเดียว
“อาหนิง อาหนิงลูก อย่าเป็นอะไรไปนะ!”
“คุณหมอ ช่วยลูกผม ช่วยอาหนิงลูกผมด้วยนะครับ”
“หลินหนิงลี่” นักเขียนสาวสวยที่เพิ่งกลับจากการเดินทางไปตามหาจินตนาการใหม่ ๆ สำหรับนิยายเรื่องล่าสุดที่เธอเพิ่งจะเริ่มเขียนไปได้แค่ไม่กี่ตอน ด้วยความทุ่มเทให้กับงานเขียนที่เธอรักต่อให้ต้องหักโหมหรือหนักแค่ไหนก็ไม่หวั่น
หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาเธอขับรถไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ทะเล ภูเขา น้ำตก หรือสถานที่สำหรับชมวิว ซึ่งผลลัพท์ที่ได้ก็เป็นที่น่าพึงพอใจอย่างยิ่ง จินตนาการย่อมเกิดขึ้นจากการออกตามหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ความคิดและมันสมองที่โลดแล่นนั้นทำให้เธอโหมงานหนักและเขียนนิยายจนถึงเช้าของอีกวันมาทั้งสัปดาห์ ในแต่ล่ะวันเธอนอนไม่ถึง 4 ชั่วโมงเสียด้วยซ้ำ
“ในที่สุดก็จบสักทีเรื่องนี้ เย้!”
เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างดีอกดีใจที่ตัวเธอนั้นสามารถปิดจบเล่มนิยายได้ทันกำหนด ร่างบางนั่งกดส่งต้นฉบับไปให้ทางสำนักพิมพ์ทันที มือเล็กและดวงตาละออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คเครื่องโปรดที่เธอชอบพกพาไปไหนมาไหนด้วยเป็นประจำ
“อ่า เมื่อยจังเลย อื้อ....”
แขนเรียวทั้งสองข้างถูกยกขึ้นจนสุด เธอบิดขี้เกียจสองสามทีก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือเล็กหอบเอาข้าวของต่าง ๆ ที่วางกระจัดกระจายอยู่บนชุดเตียงและเก้าอี้สำหรับนั่งริมชายหาดที่เธอได้เช่าเอาไว้
“เป็นการมาเที่ยวทะเลที่คุ้มค่ามากจริง ๆ”
หลินหนิงลี่เอ่ยขึ้นอย่างพอใจ เธอเดินตรงปรี่ไปที่รถหรู เมื่อจัดเก็บข้าวของต่าง ๆ ใส่ในรถจนเสร็จเรียบร้อยเธอก็ขับออกไปทันที ปลายทางที่กำลังจะไปนั้นก็คือบ้านของเธอ
“ค่ะหม่าม้า”
เสียงหวานเอ่ยขึ้นเมื่อกดรับสายผ่านหน้าจอแสดงผลที่อยู่บนตัวรถ ปลายสายที่โทรเข้ามานั่นก็คือผู้เป็นแม่ของเธอนั่นเอง
“อาหนิง จะกลับเมื่อไหร่ลูก หม่าม้ากับป่ะป๊าเป็นห่วงนะ หนูยิ่งไปไหนมาไหนคนเดียวอันตรายนะลูก”
“หนูกำลังกลับค่ะหม่าม้า เพิ่งออกมาจากชายหาดค่ะ”
“แล้วนี่ลูกได้นอนบ้างรึยัง ไม่ใช่ว่าทำงานหามรุ่งหามค่ำจนอดหลับอดนอนนะ ถ้าแบบนั้นรีบหาโรงแรมพักก่อนเลย แล้วพรุ่งนี้ค่อยกลับ”
ผู้เป็นแม่เอ่ยบอกเธอด้วยความเป็นห่วง นั่นก็เพราะหลินหนิงลี่ ชอบทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำและนอนน้อยมาตลอด
“หนูนอนมาบ้างแล้วค่ะหม่าม้า ไม่ต้องห่วงหน่า หนูขับไหว ใกล้ถึงบ้านหนูจะโทรหาอีกทีนะคะ แค่นี้ก่อนนะหม่าม้า รักนะคะ ฝากบอกรับป่ะป๊าด้วยนะคะ หนูจะรีบกลับไปกอดหม่าม้ากับป่ะป๊าให้เร็วที่สุดเลย”
สายสนทนาถูกตัดไป ร่างบางขับรถไปตามท้องถนน เธอเปิดเพลงที่ชอบพร้อมกับฮัมเพลงไปด้วยอย่างอารมณ์ดี สำหรับชีวิตนักเขียนแล้วไม่มีอะไรน่าดีใจไปกว่าการที่สามารถปิดเล่มส่งสำนักพิมพ์ได้ทันเวลา
สองข้างทางนั้นเต็มไปด้วยป่าไม้และธรรมชาติที่เขียวขจี นานที่จะมีรถผ่านมาสักคัน สายตาที่จ้องไปบนถนนนั้นเริ่มพร่าเลือน สติที่มีอยู่นั้นก็เหมือนจะวูบหลับไปได้ในทุกวินาที นั่นก็เป็นผลมาจากการที่เธอพักผ่อนไม่เพียงพอและโหมงานหนักจนร่างกายเหนื่อยล้าสะสม
“เห้ย!!”
หลินหนิงลี่อุทานออกมาเสียงดังเมื่อสายตานั้นมองเห็นหญิงสาวในชุดฮั่นฝูสมัยโบราณยืนโบกมือให้เธออยู่ริมถนน
“สงสัยจะเขียนนิยายมากไปจนตาฝาดแล้วเรา”
ร่างบางพรึมพรำกับตัวเองและพยายามตั้งสติเพื่อขับรถต่อไป มือเล็กหยิบเอาผ้าเย็นขึ้นมาค่อย ๆ เช็คไปตามใบหน้าและลำคอเพื่อช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าและคลายง่วง
เอี๊ยดด!!!!
“เห้ย!! อีกแล้ว ตาฝาดอีกแล้วเหรอวะเนี่ย”
รถถูกเบรกกะทันหันจนเธอหน้าคะมำไปด้านหน้าจนถึงพวงมาลัย สายตาที่จ้องมองจดจ่อกับเส้นทางบนท้องถนนนั้น คราวนี้กลับมองเห็นร่างของหญิงสาวสวยในชุดฮั่นฝูสมัยโบราณยืนอยู่กลางถนน
หลินหนิงลี่ค่อย ๆ ตั้งสติอีกครั้งก่อนจะเหยียบคันเร่งออกไป ในใจได้แต่คิดเพียงว่าคงจะตาฝาดและคิดมากไปเพราะนิยายเล่มล่าสุดที่เพิ่งจะปิดเล่มไปนั้นก็เป็นแนวจีนโบราณ อาจจะติดภาพตัวละครจากนิยายที่ตัวเองเขียนมาเลยทำให้ตาฝาดเห็นภาพเหล่านั้นก็ได้
รถแล่นไปด้วยความเร็วคงที่ สายตาที่จ้องจดจ่อกับท้องถนนบวกกับความง่วงที่เข้ามาเยือนเพราะเธอนั้นอดหลับอดนอนมาหลายวันทำให้ร่างบางนั้นสัปหงกไปหลายครั้งจนกระทั่งเธอได้สติและเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง และแล้ว......
กรี๊ดดด!!!!!
เอี๊ยดดดดด !!!!!
ตุ้ม !!!
โครม !!!
รถที่วิ่งด้วยความเร็วถูกเบรกและหักหลบกะทันหันจนพุ่งชนต้นไม้ใหญ่ริมทางอย่างรุนแรง หลินหนิงลี่สติเลือนลับดับไปในทันทีพร้อมกับของเหลวสีแดงที่ไหลลงมาอาบเต็มทั่วใบหน้า ภาพสุดท้ายที่เธอมองเห็นก่อนเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้คือ หลังจากที่ได้สติและเงยหน้าขึ้นจากการสัปหงกไปนั้น หลินหนิงลี่มองเห็นหญิงสาวหน้าตาสะสวย แต่งตัวด้วยชุดฮั่นฝูโบราณสวยงามเหมือนในซีรีส์ที่เธอเคยดูลอยผ่านหน้ารถไปมาและก่อนที่เธอจะหักหลบจนชนต้นไม้ใหญ่ ก็เห็นหญิงสาวคนนั้นได้กวักมือเรียก ปากของเธอเหมือนกำลังพูดอะไรบางอย่างพร้อมกับลอยเข้ามาใกล้อีกครั้งและเอาหน้ามาแนบกับกระจกหน้ารถประหนึ่งว่ากำลังสอดส่องมองหาว่ามีใครอยู่ในรถหรือไม่
หน้าห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งของเมืองฉางชา
สองสามีภรรยานั่งกอดปลอบใจกันด้วยความกังวล ลูกสาวเพียงคนเดียวของทั้งคู่ถูกพบว่าเกิดอุบัติเหตุรถเสียหลักชนต้นไม้ใหญ่ระหว่างเดินทางกลับบ้านและถูกช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาล หลังจากที่ได้รับการติดต่อจากทีมกู้ภัย ผู้เป็นพ่อและแม่ก็รีบตรงดิ่งมาที่โรงพยาบาลทันที
“ที่รัก ลูก ลูกของเราอาหนิงจะเป็นอะไรไหม...ฮึก!”
“ลูกต้องไม่เป็นอะไรที่รัก เชื่อผมนะ เราต้องเข้มแข็งรอลูกฟื้นขึ้นมาเจอเรา”
เสียงปลอบโยนกันและกันปนเสียงสะอื้นเอ่ยขึ้นจากปากสองสามีภรรยาที่กำลังกอดกันแน่นรอคอยหมอเจ้าของเคสออกมาบอกข่าวดี
ประตูห้องฉุกเฉินถูกเปิดออก นายแพทย์หนุ่มเดินออกมาด้วยสีหน้าและแววตาเศร้า เขาเดินตรงไปยังทั้งคู่ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำสุดสลด
“หมอเสียใจด้วยนะครับ ทางเราพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยชีวิตคนไข้ แต่คนไข้ถูกกระแทกที่ศีรษะอย่างรุนแรงและเสียเลือดเยอะมาก กว่าทีมกู้ภัยจะไปพบก็เกือบชั่วโมงแล้ว หมอพยายามเต็มที่แล้วครับ ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ”
ดั่งฟ้าผ่าลงที่กลางหัวใจพร้อมความรู้สึกที่แตกสลายออกไปเป็นเสี่ยง ๆ หัวอกของคนที่เป็นพ่อแม่เมื่อได้ยินเสียงบอกเล่าว่าลูกสาวเพียงคนเดียวไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว หลินเหม่ยไร้เรี่ยวแรงเข่าทรุดลงกับพื้น ตามด้วยผู้เป็นสามีอย่างหลินเฟิงเฉินที่ประคองเธออยู่นั้นทรุดนั่งตามลงไป
“อาหนิง ฮือ ฮือ ฮือ ไม่จริง อาหนิง.........”
“หมอครับ บอกผมสิครับว่าหมอแค่ล้อเล่น ฮือ ฮือ....”
เสียงสะอื้นร่ำไห้ของทั้งสองสามีภรรยานั้นดังลั่นไปทั่วบริเวณนั้น ทั้งคู่ต่างพยุงกันและกันให้ลุกขึ้นเพื่อเข้าไปดูหน้าลูกสาวสุดที่รักเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะทำเรื่องขอรับร่างไร้วิญญาณของลูกสาวไปประกอบพิธี
“อาหนิง อาหนิง ฮือ ฮือ ฮือ ฟื้นสิ ตื่นขึ้นมาคุยกับหม่าม้าก่อนสิลูก อาหนิง ฮือ ฮือ.....”
“อาหนิงลูกรักของป๊า ฮือ ฮือ ป๊าไม่อยากจะเชื่อเลย ฮือ ฮือ จากนี้ไปป๊ากับหม่าม้าจะอยู่ยังไง อาหนิง ฮือ....”
“หม่าม้าจะอยู่ได้อย่างไรลูก ฮือ ฮือ....”
หลินเหม่ยและหลินเฟิงเฉินก้มลงไปกอดร่างที่ไร้วิญญาณของลูกสาวไว้แน่ ไม่ว่าทั้งคู่จะเขย่าและร้องเรียกสักแค่ไหน จะเสียน้ำตาไปสักกี่หยด หลินหนิงลี่ลูกสาวสุดที่รักของพวกเขาก็ไม่มีวันที่จะหวนคืนกลับมาได้อีกต่อไป
ห้วงหนึ่งของต่างมิติ หลินหนิงลี่รู้สึกว่าตัวเธอเหมือนไร้น้ำหนัก ร่างที่ดูบางเบากำลังล่องลอยไปอย่างไร้จุดหมาย บริเวณโดยรอบนั้นทั้งมืดมิดและเย็นยะเยือก
“ที่นี่คือที่ไหน ทำไมฉันมองไม่เห็นอะไรเลย”
เธอพยายามยกมือขึ้นปัดป่ายไปทั่วทั้งบริเวณแต่กลับสัมผัสสิ่งใดไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียวจนกระทั่งได้ยิ่งเสียงเรียกชื่อชื่อหนึ่งที่คล้ายคลึงกับชื่อของเธอ
“หนิงเอ๋อ หนิงเอ๋อ หนิงเอ๋อเจ้ารีบฟื้นเร็ว”
“หนิงเอ๋อ ที่นี่คือบ้านของเจ้า รีบฟื้นเสียเถิดหนิงเอ๋อ”
“คุณหนู คุณหนูหนิงเอ๋อท่านรีบฟื้นขึ้นมาเถิดเจ้าค่ะ”
“คุณหนู คุณหนู.........”
---------------------------------------------------------
“เสียงใคร นั่นมันเสียงใคร หนิงเอ๋อคือใคร”
“แล้วนี่มันชุดอะไรพะรุงพะรังขนาดนี้”
“ฉันไม่เคยมีชุดแบบนี้นะ นี่มันเรื่องอะไรกันวะเนี่ย”
หวืดดด!!!
กรี๊ดดดดด!!!
ความรู้สึกเหมือนถูกบางสิ่งบางอย่างดึงอย่างรุนแรงทำให้ร่างกายที่รู้สึกบางเบานั้นลอยหวืดตามแรงดึงนั้นไปอย่างรวดเร็ว หลินหนิงลี่กรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียงด้วยความตกใจ สติสัมปชัญญะดับวูบลงอีกครั้ง แรงดึงนั้นนำพาร่างกายที่บางเบาลอยล่องไปยังจุดหมายปลายทางที่ถูกกำหนดเอาไว้