bc

นกหลงฟ้าแต่ข้าหลงเธอ | 1990s

book_age16+
5
ติดตาม
1K
อ่าน
ครอบครัว
จบสุข
โชคชะตา
ตั้งครรภ์
พ่อเลี้ยง
แม่เลี้ยงเดี่ยว
ดราม่า
หวาน
ชายจีบหญิง
นักสืบ
วิทยาลัย
love at the first sight
like
intro-logo
คำนิยม

เธอต่อสู้กับลิขิตของฟากฟ้า จนได้แต่งงานกับพ่อหนุ่มคลั่งรัก และเมื่อโลกเสิร์ฟบททดสอบไม่หยุด พวกเขาจึงช่วยกันเขียนโลกในแบบที่ดีขึ้น แต่เขาดันทำผิดพลาดต่อเธอโดยไม่ได้ตั้งใจ มหากาพย์ดัดนิสัยจึงเริ่มต้น...

chap-preview
อ่านตัวอย่างฟรี
บทที่ 1 ปฐมบทแห่งโชคชะตา
ค.ศ.1991 (พ.ศ.2534) ชานเมืองพิษณุโลก “กริ๊งๆ” เสียงกระดิ่งจักรยานดังสลับกับเสียงหัวเราะของวัยรุ่นสาวสองคนที่กำลังปั่นจักรยานผ่านถนนลูกรังคดเคี้ยว ริมทางเต็มไปด้วยทุ่งนาเขียวขจีที่ลมเย็นพัดยอดต้นข้าวพลิ้วเป็นระลอกๆ เหมือนคลื่นน้ำ แดดยามเย็นย้อมท้องฟ้าเป็นสีส้มทอง เสียงวิทยุจากร้านขายของชำริมทางของยายบุญยังเปิดเพลงดังคลออยู่ไกลๆ เป็นเพลงลูกกรุงที่ยายบุญ แม่ค้าร้านขายของชำน่าจะร้องคลอตามได้ทุกคำ “ธารา! อย่าขี่เร็วสิ! ฉันกินลูกชิ้นมาเมื่อกี้ เดี๋ยวมันจะย้อนกลับขึ้นมา!” เสียงโวยวายของ แป้ง เพื่อนสนิทที่หน้าตามีฝุ่นติดแก้ม แถมยังหอบแฮ่กๆ ตามหลังธารามาติดๆ แฮ่ก ๆ แฮ่ก ๆ “ก็เธอมัวแต่แวะซื้อลูกชิ้นหน้าร้านยายบุญ! ฉันเลยต้องปั่นนำก่อนไงล่ะ เร็วสิแป้งใกล้จะถึงแล้ว!” ทิพย์ธาราหันมาหัวเราะ ดวงตาเปล่งประกายรับกับแสงแดดยามเย็น ผมสั้นบ๊อบปลิวไหวตามแรงลม แป้งย่นจมูก “อร่อยจะตาย! ไม่แวะกินวันนี้ คืนนี้ก็นอนไม่หลับเอาน่ะสิ!” ทั้งสองคนยังแข่งกันปั่นต่อไป และจวนจะถึงบ้านของแป้งร่ำเต็มทีแล้ว ทันใดนั้น ธาราก็ร้อง “อุ๊ย!” แล้วเบรกกระทันหัน จนแป้งร่ำต้องเบรกตามและจอดแทบไม่ทัน “อะไรอีกล่ะ คราวนี้?” “ดูนั่นสิ... หมา!” หมาสีดำตัวกลม ๆ วิ่งออกมาจากซอกรั้วบ้าน มันวิ่งตัดหน้าจักรยานของทิพย์ธารา พร้อมคาบรองเท้าแตะข้างหนึ่งออกจากบ้านแป้งร่ำไปต่อหน้าต่อตาของเธอทั้งสองคน “โอ้ย! นั่นรองเท้าฉัน!!!” แป้งร่ำกรี๊ดลั่น พร้อมกับขว้างกระเป๋านักเรียนลงพื้นแล้วกระโจนลงจากจักรยาน โครมม... “เจ้าบุญล้น!! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!!” ทิพย์ธาราหัวเราะลั่นจนตัวงอ “รองเท้าข้างเดียวไม่เป็นไรหรอกมั้งแป้ง เดี๋ยวบุญล้นมันกัดเอานะ!” “มันใหม่! พ่อฉันเพิ่งซื้อให้! แล้วดูสิ นังแป้งคนนี้จะมีรองเท้าดีๆใส่ไปเที่ยวแบบคนอื่นเขามั้ยเนี่ย อย่าให้ชั้นจับแกได้เชียวนะไอ้บุญล้น!” แป้งวิ่งไล่หมาไปจนเกือบสุดซอยหน้าโรงสี ส่วนธาราปั่นจักรยานตามอย่างกลั้นขำไม่อยู่ เสียงแป้งตะโกนไล่หลังหมาสลับกับเสียงเห่าของเจ้าบุญล้นทำให้คนแถวนั้นหันมาดูอย่างขำขัน ท้ายที่สุดแป้งร่ำก็ได้รองเท้าคืน...หลังจากแลกด้วยลูกชิ้นไม้สุดท้ายที่เหลืออยู่ในถุง “จำไว้นะธารา! ถ้ามีวันไหนที่หมามันคาบกระเป๋าเธอไป ฉันจะไม่ช่วยเด็ดขาด!” “โอ๋ๆ ขอโทษนะคุณเจ้าของรองเท้าทองคำ ฮ่าๆ!” ทั้งสองหัวเราะประสานกันอีกครั้ง ก่อนจะกลับขึ้นจักรยาน ขี่ต่อไปตามทางฝุ่นเก่า ๆ ที่ทอดยาวไปจนลับสายตา แกร่ก ๆ แกร่ก ๆ เสียงจักรยานดังคลอไปกับเสียงจิ้งหรีดยามเย็น ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีจากส้มทองเป็นม่วงอมชมพู ลมเย็นเริ่มพัดแรงขึ้น พัดเศษดอกหญ้าปลิวล้อไปกับล้อจักรยานคู่ขนาน “ธารา…” “หืม?” “บางทีฉันก็คิดนะ ว่าเราจะได้ปั่นจักรยานแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน อีกไม่นานเราก็จะเรียนจบกันแล้วอ่ะ...” “นั่นสิ ถ้าเราเรียนจบหลังจากนี้ก็คงทำงานกันแล้วมั้ง” “ทำงานน่ะหรอ ฉันอยากไปทำงานที่กรุงเทพ อยากมีชีวิตเป็นของตัวเอง เค้าว่ากันว่ารายได้ดีเชียวนะ ถ้าเรียนจบเธอไปกับฉันไหม” “คงไม่ล่ะฉันเป็นห่วงแม่อ่ะ อีกอย่างถ้าแม่ให้ไปฟ้าก็คงผ่าลงกลางบ้านฉันพอดี” “ไม่ขนาดนั้นหรอก เธอก็บอกแม่เธอสิว่าจะส่งเงินกลับมามากๆ ที่บ้านเธอจะได้ไม่ละบากกันไง อีกอย่างฉันก็ไม่ได้อยากไปอยู่คนเดียวหรอกนะ ฉันก็อยากมีเพื่อนไปด้วยอ่ะ มันสบายใจกว่าเยอะ เธอไปกับฉันนะ ถ้าพลาดโอกาสนี้ไปนานแค่ไหนกันน้าที่สาวน้อยคนนี้จะมีโอกาสติดปีกอีกครั้ง…” แป้งร่ำพูดทิ้งท้ายให้ทิพย์ธาราได้คิดตาม “ฉันขอคิดดูก่อนนะ! ปั่นไปเหอะ เย็นแล้ว เดี๋ยวแม่ฉันเอาไม้เรียวไล่ตีเอา ฮ่าๆ!” “แล้วเจอกันนะธารา” “อืม…เธอน่ะปั่นดีๆนะแป้ง ถ้าเธอล้มแขนหักอีกฉันไม่รู้ด้วยนะ” สองสาวโบกมือร่ำลากันเหมือนกับทุกวัน แป้งร่ำเลี้ยวเข้าไปยังซอยลูกรังเล็กๆ ล้อกระทบกับก้อนกรวดขรุขระไปจนสุดซอย ... ทิพย์ธาราจอดจักรยานไว้ใต้ต้นมะม่วงหน้าบ้าน เสียงล้อหยุดหมุนครืดเบาๆ ก่อนที่เธอจะหยิบกระเป๋านักเรียนขึ้นพาดบ่า แกร่ก... เสียงบันไดไม้ดังสะเทือนเบา ๆ เมื่อทิพย์ธาราก้าวขึ้นไปทีละขั้น รองเท้าผ้าใบเลอะฝุ่นจากถนนลูกรังขูดกับเนื้อไม้ที่เริ่มผุกร่อนตรงมุม เธอเหนื่อยเล็กน้อยจากการปั่นจักรยาน แต่หัวใจกำลังเต้นแรงด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจบอกชื่อได้ แอ๊ด... ประตูไม้บานเก่าถูกผลักเบา ๆ ให้เปิดออก แต่ยังไม่ทันที่ทิพย์ธาราจะก้าวเข้าไปเต็มตัว... แกร๊ง!! เสียงกะละมังอลูมิเนียมหล่นกระทบพื้นดังก้องไปทั้งบ้าน ตามมาด้วยเสียงแหลมสูงของแม่วารีที่ฟังออกทันทีว่าไม่ได้เรียกด้วยความดีใจ “ทิพย์ธารา! นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว!” เธอชะงักขาไว้ตรงธรณีประตู ลมหายใจติดขัดขึ้นมาเฉียบพลัน “แม่… ฉันแค่แวะส่งแป้ง แล้วก็…” “แล้วก็อะไร! แล้วก็ไม่ได้ล้างจาน! ไม่ได้ซักผ้า! แล้วก็ไม่ได้หุงข้าวใช่ไหม! นี่แม่ต้องกลับมาทำเองหมดใช่ไหม!” เสียงตวาดของแม่พุ่งใส่หน้า ทิพย์ธาราเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสบตากับแม่วารีเพียงวูบเดียว ก่อนจะรีบก้มลงมองปลายเท้าตัวเอง เธอเม้มริมฝีปากแน่น มือที่ถือสายกระเป๋านักเรียนสั่นน้อย ๆ จากแรงที่พยายามควบคุมอารมณ์ “ข้าบอกไว้แล้วใช่ไหม! ถ้าไม่ทำ ก็ไม่ต้องกินข้าวเย็น!” เธอสูดลมหายใจเข้าลึก “แม่…” คำพูดของเธอแทบจะหลุดออกมาอย่างแผ่วเบาเหมือนเสียงลม กระนั้นก็ยังไม่ทันจบประโยค... ฟึ่บ! เสียงผ้าพลาสติกเสียดสีกับอากาศ ก่อนที่ไม้แขวนเสื้อสีเขียวจะฟาดฉับลงที่น่องของเธออย่างแรง เพี๊ยะ! เสียงฟาดนั้นดังก้อง ราวกับมันสะท้อนอยู่ในอกทิพย์ธารายิ่งกว่าที่ผิวหนัง “โอ๊ย! แม่!” เธอทรุดตัวลงเล็กน้อย มือข้างหนึ่งจับที่น่อง อีกข้างยังคงกำสายกระเป๋าไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยแม้แต่เสี้ยววินาที แม่วารียืนอยู่ตรงนั้น มือถือไม้แขวนเสื้อแน่น ดวงตาดุดันและคิ้วขมวดเข้าหากันจนเป็นร่องลึก ฟันขบกันแน่น “ไปทำงานบ้านให้เรียบร้อย ทีหลังถ้ายังทำตัวเหลวไหลแบบนี้อีกก็อย่าหวังว่าจะได้ออกไปไหน!” ทิพย์ธารานิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง ริมฝีปากสั่นไหวเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายเธอก็ไม่พูด เธอเพียงแค่ลุกขึ้นช้า ๆ เพราะความเจ็บ แล้วเดินลากขาไปยังมุมบ้านที่วางไม้ถูพื้นไว้ เธอไม่ได้หันไปมองแม่วารีอีกเลย มือข้างหนึ่งจับด้ามไม้ถูไว้แน่น แล้วค่อย ๆ โน้มตัวลงไปคว้าผ้าถูที่ถูกมัดติดไว้ที่ปลายไม้ น้ำจากผ้าที่อมน้ำอยู่แล้วซึมเปื้อนกับชายกระโปรงนักเรียน แต่เธอก็ไม่สนใจ ครืดด... เสียงไม้ถูลากครืดกับพื้นไม้เก่าดังขึ้นพร้อมกับลมหายใจอ่อน ๆ ที่เธอระบายออกมาทางจมูก แรงที่ใช้ถูไม่เบาเหมือนทุกวัน เธอกดไม้ลงแรงขึ้น จนได้ยินเสียง "อื๊ดด" ของไม้อัดเสียดสีกับน้ำและฝุ่น เสียงฝีเท้าหนัก ๆ เดินจากห้องครัวไปห้องน้ำ แล้วกลับมาอยู่ที่บันได เสียงแม่ยังไม่จางหายไปง่าย ๆ “เอ็งนี่ไม่เคยทำอะไรให้มันเป็นเรื่องเป็นราวกับเขาสักอย่าง!” เสียงนั้นไม่ดังนัก ไม่ได้ตะโกนเหมือนก่อนหน้านี้ แต่กลับเจ็บลึกกว่าเดิม เธอกัดฟันแน่น ไม่ยอมให้น้ำตาไหลลงมา ไม่ใช่เพราะไม่เจ็บ... แต่เพราะเธอรู้ว่าถ้าร้องไห้ตอนนี้ มันจะไม่มีใครฟัง และมันจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น มือที่ถูพื้นยังกดแรงลงอีกนิด เหมือนจะระบายทุกความอัดอั้นผ่านแรงที่มีอยู่ในร่างเล็ก ๆ นี้ ใต้ถุนบ้านไม้กรอบเก่าเงียบลงไปชั่วขณะเสียงจิ้งหรีดร้องจากชายคาบ้านดังแผ่ว ๆ ราวกับคอยเตือนให้ใครบางคนอดกลั้น ไฟดวงเดียวในห้องส่องกลางบ้าน เห็นเงาของจานข้าวสามสี่ใบกับปลาทูทอดที่ยังมีไอจาง ๆ ลอยอยู่เหนือเนื้อสีทองกรอบ ทิพย์ธารานั่งพับเพียบตรงข้ามแม่วารี มือข้างหนึ่งคีบช้อน ข้างหนึ่งวางนิ่งบนตัก เธอตักข้าวเข้าปากช้า ๆ เคี้ยวแทบไม่รู้รส ลอบมองแม่ที่นั่งเงียบ ๆ เป็นพัก ๆ วารีกินไปเงียบ ๆ สีหน้าเคร่งขรึม คิ้วขมวดเป็นปม มือที่ถือช้อนก็ตักช้า ๆ เหมือนไม่ได้ตั้งใจจะกิน จนเมื่อเงียบอยู่นาน ธาราก็กลั้นใจเอ่ยเสียงเบา “...แม่” วารีเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สบตาลูกตรง ๆ “หือ?” ธาราวางช้อนลงบนจาน เสียงดังแผ่ว แล้วพูดเสียงตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม “เดือนหน้าฉันเรียนจบแล้วนะ... ฉันคิดว่า... จะไปหางานทำที่กรุงเทพ” คำพูดยังไม่ทันจาง มือของวารีที่ถือช้อนก็ชะงักค้างกลางอากาศ สีหน้าที่เคร่งอยู่แล้วก็เริ่มแข็งขึ้นกว่าเดิม “…ว่าไงนะ?” เธอวางช้อนลงกับจานทันที เสียงดัง กริ๊ง! จากนั้นดันตัวขึ้นนั่งตรง เอียงตัวมาทางลูกสาวนิด ๆ สายตาเริ่มดุขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ไปกรุงเทพ? จะหนีกูไปอยู่กรุงเทพเลยหรอ เมืองหลวงมันไม่ใช่ที่สำหรับเด็กบ้านนอกอย่างมึงหรอก!” ทิพย์ธารายังคงนั่งนิ่ง ดวงตาเริ่มแดง น้ำเสียงยังเรียบแต่แน่วแน่ “ฉันไม่ได้อยากหนีแม่... แต่ฉันอยากไปทำงาน” เธอพูดช้า ๆ มือวางไว้บนตักนิ่ง “ฉันก็จะส่งเงินกลับมาให้ เราจะได้สุขสบายกว่านี้นะแม่...” “มึงมีไม่พอรึไง? บ้านก็มีให้อยู่ ข้าวก็มีให้กิน ยังจะไปดิ้นรนหาอะไรอีก!” วารีขยับตัวเหมือนหงุดหงิด คำพูดแทบจะสวนขึ้นมาทันที “ใจเย็น ๆ นะแม่วารี... ฟังเหตุผลมันสักหน่อยดีไหม” พ่อพนาที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้ริมเสากลางบ้าน เอนตัวขึ้นเล็กน้อย เอ่ยเสียงกล่อมกล่อม วารีหันไปมองผัวแวบหนึ่ง แล้วหันกลับมาทางลูก สีหน้าเริ่มเข้มขึ้น ทิพย์ธารายังไม่ยอมลดเสียง “แม่... ฉันอายุสิบแปดแล้วนะ อีกอย่างฉันก็ไม่ได้ไปคนเดียว แป้งก็ไปด้วย” “ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ถ้ายังหากินเองไม่ได้ ก็ยังเป็นเด็กกะโปโลอยู่วันยังค่ำ!” “ฉันก็กำลังจะไปทำงานเพื่อหากิ...” เธอยังพูดไม่ทันจบ “เงียบ!!” วารีตวาดเสียงดัง ลั่นห้อง เสียงนั้นทำให้บ้านเงียบกริบลงไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมข้างนอกที่ยังพัดผ่านปลายชายคา เธอลุกขึ้นรวดเร็ว มือหนึ่งยกชายผ้าถุง อีกมือก้าวฉับ ๆ ไปยังฝาผนังที่มีไม้พายทำครัวพิงไว้ ธาราขยับตัวเล็กน้อย ดวงตาเบิกขึ้นนิด ๆ แต่ยังไม่หนี วารีเอื้อมมือไปหยิบไม้พายขึ้นครึ่งทาง มือที่จับแน่น สั่นเล็กน้อย พ่อพนาเอ่ยเสียงดังนุ่ม “แม่วารี!” วารีชะงัก หันหน้ามามองผัว คิ้วยังขมวดแน่น ก่อนจะหยุดมือไว้กลางอากาศ เธอสูดลมหายใจแรง ๆ สองครั้ง ลดมือลงอย่างหงุดหงิด แล้วหันกลับมาทางลูก “ข้าไม่ให้ไป!” วารีทิ้งไม้ลงพื้น ขยับตัวหันหลังให้ทั้งพ่อและลูก ก้าวยาว ๆ ฉับ ๆ ขึ้นบันไดบ้าน เสียงฝีเท้าเธอดัง ตึง ๆ ๆ ไปตามไม้กระดานเก่า ก่อนจะเงียบไป เหลือเพียงแสงไฟสีเหลืองนวลที่ยังคงส่องลงบนโต๊ะกลางห้อง ปลาทูในจานเย็นลงจนไม่มีไออีกต่อไปแล้ว “แม่เอ็งแค่ไม่อยากให้อีหนูไปลำบากห่างอกเค้าเท่านั้นแหละ” พ่อพนาขยับตัว เอนตัวเข้ามาใกล้ เอ่ยเบา ๆ ทิพย์ธารายังไม่หันไปมองพ่อ พูดเสียงแผ่วแต่ติดจะขื่น “ฉันว่าเค้ากลัวจะไม่มีที่ระบายอารมณ์มากกว่ามั้งพ่อ” “อีหนู... พูดถึงแม่แบบนั้นไม่ค่อยจะน่ารักสักเท่าไรเลยนะ พ่อว่า” พ่อพนาหลุบตา ถอนใจเบา ๆ เธอยิ้มจาง ๆ เหมือนรู้ตัวว่าพูดแรงไป น้ำตายังคลอในตาเช่นเดิม “งั้นก็ขอให้แม่เชื่อว่าฉันจะทำให้ได้...สักครั้งก็ยังดี” ตีห้ากว่าๆ เป็นเวลารุ่งสางของเช้าวันใหม่ แม่วารีเพิ่งกลับมาจากไปขุดหน่อไม้เพื่อมาขายในตลาดนัดเช้าหน้าหมู่บ้าน เป็นเวลาเดียวกับที่ทิพย์ธาราตื่นออกไปจูงวัวออกจากคอก หุงข้าว ทำกับข้าว ก่อนที่จะแต่งตัวเพื่อเตรียมจะไปโรงเรียนเหมือนกับทุกวัน ก๊อกแก๊ก ๆ ... ทว่าวันนี้เหมือนเวลาในบ้านหยุดเดิน แม่วารีกับทิพย์ธาราเงียบใส่กันแม้ว่าจะต้องทำกิจวัตรต่างๆ เหมือนที่เคยทำทุกวันก็ตาม แต่ทั้งสองคนก็ยังไม่ได้พูดอะไรด้วยกันสักคำ ดูเหมือนจะมีแค่พ่อพนาที่ไม่ได้มีอะไรแปลกไป “เงินอยู่บนหลังตู้เย็นนะอีหนู” พ่อพนาตะโกนขึ้นมาจากสวนผักหลังบ้าน ฉับ...ฉับ... “ขอบคุณจ่ะพ่อ” ทิพย์ธาราพูดพลางพนมมืออยู่คนเดียว พ่อน่าจะไม่เห็นด้วยซ้ำ “แม่ ฉันไปโรงเรียนแล้วนะ” เธอตะโกนขึ้น แต่ก็ไม่ได้มีเสียงตอบรับจากคนเป็นแม่ ก่อนที่เธอจะควบจักรยานคันเก่งที่อยู่ใต้ต้นมะม่วงหน้าบ้าน แล้วเธอก็ออกจากบ้านเพื่อไปโรงเรียนตามเคย “จะต้องบอกแม่ยังไงดีวะ” ทิพย์ธาราคิดในหัวก่อนจะพูดออกมา “ให้แป้งทำสรุปเกี่ยวกับที่ที่จะไปดีป่าววะ” “แต่ถ้ายิ่งเห็นแล้วยิ่งไม่ให้ไปล่ะ” “แต่ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้นะเว้ย” “โอ้ย…เครียดโว้ย…” ธาราพึมพำคนเดียวก่อนที่จะตะโกนออกมา ขณะที่เธออยู่บนจักรยานของเธอ และเธอก็กำลังปั่นไปเรื่อยๆ

editor-pick
Dreame - ขวัญใจบรรณาธิการ

bc

My Cruel Guy รักอันตรายผู้ชายพันธุ์เถื่อน

read
1.3K
bc

ขุนพลหวงรัก

read
30.8K
bc

BAD BROTHER พันธะร้ายพี่ชายตัวแสบ

read
1K
bc

My Frist Lover พิชิตรักอันตรายผู้ชายพันธุ์เถื่อน

read
1.5K
bc

มาเฟียเลี้ยงต้อย MAFIA DEMON

read
9.9K
bc

เกิดใหม่ทั้งทีดันมาอยู่ในร่างตุ้ยนุ้ยที่คู่หมั้นรังเกียจ

read
1K
bc

ADORE YOU ยัยตัวป่วน

read
7.5K

สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป

download_iosApp Store
google icon
Google Play
Facebook