บทนำ หลงทางคุณมานานแล้ว
เมื่อม่านประตูสีขาวแหวกออก เจ้าบ่าวรูปร่างสูงโปร่งประคองเจ้าสาวในชุดเกาะอกกระโปรงสุ่มยาวเดินมาบนพรมที่ปูเข้าไปยังห้องโถงกว้าง
ภายในห้องประดับประดาด้วยมวลดอกไม้หลากสีหลายสายพันธุ์ ด้านบนมีเส้นคริสตัลเรียงร้อยห้อยระย้าล้อแสงไฟนับไม่ถ้วน ราวกับดาวพราวระยับพร่างพรายบนท้องฟ้า งดงามตระการตาสมกับเป็นงานแต่งในฝันของใครหลายคน
แต่ในสายตาของเจ้าบ่าวไม่มีอะไรสวยงามและน่ามองเกินกว่าเจ้าสาวของเขา
เอื้ออังกูรคลี่ยิ้มหลังมาหยุดอยู่กลางห้องโถง ดวงตาคู่คมเป็นประกายยามมองใบหน้าสวยหวานหลังผ้าคลุมลูกไม้สีขาวบาง จากนั้นก็เลิกชายผ้าขึ้นเผยใบหน้าอ่อนหวานของหญิงสาว
ณ วินาทีนั้น คำว่า ‘สวย’ ยังน้อยเกินไปสำหรับผู้หญิงตรงหน้า
เธอคือนางฟ้า…
เจนนารีไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายชื่นชมความงามของเธอเพียงฝ่ายเดียว ดวงตาคู่งามช้อนขึ้นมองผู้เป็นเจ้าบ่าวในชุดสูทสีดำที่ผูกโบหูกระต่ายสีเดียวกันด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง หญิงสาวไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะมีวันแสนโรแมนติกกับผู้ชายคนนี้ คนที่เปรียบเสมือนพี่ชายและคนในครอบครัวของเธอ
หัวใจของหญิงสาวเต้นแรงโลดยามหัวแม่มือสากระคายแตะบนแก้มนุ่มแล้วเกลี่ยไล้แผ่วเบา
เอื้ออังกูรไม่ได้มองเธอด้วยสายตาเอ็นดูเหมือนที่ผ่านมา แต่เต็มไปด้วยความรักใคร่และปรารถนาระหว่างชายหญิง ทั้งยังทำในสิ่งที่เธอไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการถึง
นั่นก็คือ จูบ!
ใบหน้าหล่อเหลาเคลื่อนเข้ามาใกล้ ริมฝีปากอุ่นร้อนแนบบนริมฝีปากของเธอ
สัมผัสแรก…เจนนารีรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กเมื่อครั้งที่เธอใช้ปากแตะก้อนขนมสายไหมสีสวย มันให้ความรู้สึกนิ่ม เบา และหวาน อร่อยจนไม่คิดอยากถอนริมฝีปากออก
ทว่าหลงใหลอยู่กับรสสัมผัสนั้นได้ไม่นาน เอื้ออังกูรก็พาเธอข้ามขั้นไปเป็นวัยรุ่นแรกแย้มที่ได้ลองกินบะหมี่รสต้มยำครั้งแรก รสชาติแซ่บสะใจ เปรี้ยว เผ็ดและหวานนิดๆ เมื่อเปรียบเทียบความอร่อยกับขนมสายไหมแล้ว เธอชอบรสชาติของบะหมี่ต้มยำมากกว่าเยอะ
และดูเหมือนว่าจะติดใจรสชาติของมันมากเกินไปหน่อย เจนนารีเลยหยุดกินไม่ได้ สุดท้ายลมหายใจก็สะดุด
แค่กๆ
เจ้าบ่าวผละออกเพื่อให้เธอได้เอาอากาศเข้าปอด แต่พอนัยน์ตาสีดำหยาดเยิ้มเหมือนคนเมาสุราจับจ้องบนใบหน้าและริมฝีปากฉ่ำวาวที่บวมเจ่อของเธอ ใบหน้าหล่อเหลาก็เคลื่อนเข้ามาใกล้ และประทับริมฝีปากบนกลีบปากของเธออีกครั้ง ก่อนจะแทรกลิ้นอุ่นร้อนเข้ามาในโพรงปากเธอด้วย!
ร่างกายของเจนนารีร้อนยิ่งกว่าถ่านติดไฟ จนเธอแทบระเหิดกลายเป็นไอน้ำ หากไม่มีแขนแข็งแรงเกี่ยวกระหวัดเอวคอดกิ่วพยุงเอาไว้ ป่านนี้เธอคงขาอ่อนแรงและทรุดลงไปกองบนพื้นแล้ว
ใครจะคิดว่าผู้ชายหล่อเนี้ยบ สุขุม และใจเย็นอย่างเอื้ออังกูรจะจูบได้เร่าร้อนและดิบเถื่อนโดยไม่สนสายตาของแขกผู้มีเกียรติทั้งหลาย
ยิ่งนักร้องและนักดนตรีชื่อดังร้องท่อนฮุคของเพลง Love me Harder ที่ขับร้องโดย Ariana Grande และ The Weeknd ขับกล่อมแขกเหรื่อในงาน อรรถรสในการจูบของบ่าวสาวก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว สองกายบดเบียดเข้าหากันจนแทบไม่มีช่องว่าง ในที่สุดเจนนารียั้งอารมณ์ของตัวเองไว้ไม่ไหว เธอปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวของเจ้าบ่าวไปสามเม็ด แบะสาบเสื้อเนื้อดีออก แล้วยื่นมือเข้าไปลูบไล้แผ่นอกขาวตึงแน่น
‘เอาออกมาวิ่ง วิ่งนะ วิ่งนะ แฮมทาโร่ เอาออกมาเต้น เต้นนะ เต้นนะ แฮมทาโร่…ของอร่อยที่สุดก็คือ เมล็ดทานตะวัน~’
จู่ๆ เสียงไพเราะของนักร้องลูกคอดีก็เปลี่ยนไปเป็นเสียงเพลงประกอบการ์ตูนช่องดังที่เธอเคยดูตอนเด็กๆ ซึ่งแน่นอนว่าเธอชอบ แต่มันไม่เข้ากับบรรยากาศแสนโรแมนติกของงานแต่งเลยสักนิด พานให้คู่บ่าวสาวเซ็งจนหมดอารมณ์จะจูบกันต่อ
เจนนารีพยายามทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เสียงนั้นหยุด เธอจะไม่มีวันปล่อยให้งานแต่งในฝันของตัวเองล่มสลายแน่นอน กว่าเธอจะมีวันนี้ได้ไม่ง่ายเลยสักนิด
หญิงสาวหันไปแหวใส่นักดนตรีด้วยความไม่พอใจ แต่แทนที่พวกเขาจะฟัง กลับเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นจนกลบเสียงของเธอ
เจนนารีจนปัญญา ทำอะไรไม่ได้นอกจากตัดสินใจจะจูงมือเจ้าบ่าวเดินออกจากงานแทน แต่เพียงแค่หมุนตัวกลับไปหา เอื้ออังกูรกลับไม่ได้ยืนอยู่ข้างเธอแล้ว
ทั้งสิ่งของภายในงานยังหายไปทีละชิ้นๆ ก่อนทุกอย่างจะมืดสนิท ไม่กี่วินาทีต่อมาภาพตรงหน้าก็ปรากฏพื้นสีขาวขุ่นคล้ายฝ้าเพดานในห้องเช่าที่เธออาศัยอยู่
แค่ฝันหรือเนี่ย เซ็งชะมัด!
เจนนารีถอนหายใจแรงๆ ก่อนเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะข้างหัวเตียงที่ยังคงแผดเสียงดังมาปิดการปลุกแล้ววางลงที่เดิม
มือข้างขวายกขึ้นคลึงขมับเพื่อคลายอาการมึนศีรษะจากการตื่นกะทันหัน ก่อนจะเงยหน้าแล้วหรี่ตามองผ้าม่านสีเขียวอ่อนที่มีแสงสว่างลอดผ่านเข้ามา
กี่ครั้งแล้วที่เธอฝันแบบนี้
แก้มใสร้อนผ่าว คิ้วเรียวเลิกขึ้น เธอคิดฟุ้งซ่านและคลั่งรักผู้ชายคนนั้นมากถึงขนาดเก็บไปฝัน
หญิงสาวสะบัดหน้าเล็กน้อยเพื่อเรียกสติตัวเอง แต่ดันกลับมาได้เพียงนิดเดียว เพราะสมองยังคงติดอยู่กับจูบและเรียวลิ้นที่แทรกเข้ามาในโพรงปากราวกับเธอได้ทำอย่างนั้นกับเขาจริงๆ
คนฝันเพ้อเจ้อเลียริมฝีปากเล็กน้อย
เธออดนึกย้อนไปในยามที่เอื้ออังกูรจูบและเลียกลีบปากของเธอไม่ได้
หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ ร่างกายคล้ายว่าจะไม่ใช่ของตัวเอง
เจนนารีคว้าหมอนข้างใยสังเคราะห์ขึ้นมาจูบและกอดแทนเจ้าบ่าวที่หายตัวไปจากงานแต่งในฝันเมื่อครู่
ฮื้อออ เธอไม่น่าตั้งนาฬิกาปลุกเลย ไม่อย่างนั้นเธอกับเอื้ออังกูรคงได้ร่วมพิธีแต่งงานจนจบและเข้าหอกันเรียบร้อยแล้ว
กว่าอารมณ์วาบหวามจะบรรเทาลง หญิงสาวก็กลิ้งเกลือกบนที่นอนไปมาอยู่นาน จนผ่านไปร่วมสิบนาทีถึงเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือมาดูเวลา
9.00 a.m.
ถึงเวลาตื่นจากฝันจริงๆ สักที เจนนารีถอนหายใจยาว ปัดผ้าห่มออกจากตัว แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ
หญิงสาวเช่าอะพาร์ตเมนต์ย่านสุทธิสารอยู่เพียงลำพังในราคาครึ่งหมื่น โดยรวมนับว่าน่าพอใจ อาคารมีอายุไม่มาก ยามค่ำคืนแสงไฟทุกดวงส่องสว่าง เลยไม่ได้ทำให้รู้สึกเปลี่ยวเหงาและน่ากลัวเท่าไร ทั้งเจ้าของที่นี่ยังค่อนข้างเข้มงวด ไม่อนุญาตให้ผู้อาศัยพาใครที่ไม่ได้แจ้งตั้งแต่แรกเข้ามา แต่หากจะขอเพิ่มจำนวนผู้เข้าพัก ก็ต้องแจ้งเจ้าของให้ทราบล่วงหน้าและยื่นสำเนาบัตรประชาชนไว้เป็นหลักฐาน สถานที่นี้จึงนับว่าปลอดภัยระดับหนึ่ง สมน้ำสมเนื้อกับค่าเช่าที่เธอจ่ายไป
คนช่วยหาอะพาร์ตเมนต์ดีๆ แบบนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเอื้ออังกูร เจ้าบ่าวในฝันของเธอนั่นเอง ลำพังเธอคงจะหาห้องพักที่มีกฎระเบียบเคร่งครัดในราคาย่อมเยาแบบนี้ได้ค่อนข้างยาก
ร่างระหงก้าวออกจากห้องน้ำหลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จ โทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น แต่คราวนี้เสียงเรียกเข้าคือเสียงเปียโน ไม่ใช่เสียงปลุกเพลงประกอบการ์ตูนอย่างเช่นเมื่อครู่
ใครกันนะที่โทร. มาแต่เช้า
หญิงสาวเดินไปดูหน้าจอโทรศัพท์ ก็เห็นว่าปรากฏชื่อของ ‘เจ้าบ่าว’
พลันภาพเหตุการณ์หวานฟุ้งผสานความร้อนเร่าฉายขึ้นในสมองราวกับละครรีรัน หัวใจเต้นผิดจังหวะ แก้มนวลเนียนร้อนผ่าวจนเริ่มมีเหงื่อซึมออกมา
แต่ถึงอย่างนั้นเธอจะกลัวอะไร ในเมื่อเขารู้ดีอยู่แล้วว่าเธอ ‘แอบชอบ’
ก็รับสายไปเลยสิ แล้วจีบเขาเพื่อกลบเกลื่อนอาการประดักประเดิดซะ
“สวัสดีค่ะพี่เอิร์ธ…” เจนนารีทักทายปลายสายเสียงสดใสหลังจากรู้สึกมั่นใจมากขึ้น ก่อนจะหยอดคำหวานด้วยท่าทีน่าเอ็นดู “โทร. มาในวันหยุดแบบนี้มีอะไรเหรอคะ หรือว่า…คิดถึงเจน” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอพูดแบบนี้ แต่เป็นความพยายามที่ทำมาตลอด เพราะหวังว่า ‘น้ำหยดลงหินทุกวัน หินจะกร่อน’
“หึๆ” เอื้ออังกูรหัวเราะเสียงทุ้มต่ำชวนให้ใจคนฟังหลอมละลายเช่นทุกครั้ง “จำได้ว่าเมื่อวานเด็กบางคนบอกว่าจะออกไปซื้อของใช้ข้างนอก พี่ก็เลยมารอรับไปไงครับ”
“…แล้วตอนนี้พี่เอิร์ธอยู่ไหนคะ”
“อยู่ในรถ หน้าอะพาร์ตเมนต์เจนครับ”
“!?” ดวงตาโตเบิกกว้าง ตอนนี้เพิ่งจะเก้าโมงเช้า แสดงว่าเขาออกจากบ้านตั้งแต่เช้าน่ะสิ “งั้นรออีกแป๊บนะคะ เดี๋ยวเจนแต่งตัวเสร็จแล้วจะรีบลงไปหา”
เสียงขำดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนเขาจะตอบรับเธอด้วยโทนเสียงอบอุ่น “ครับ พี่จะรออยู่ข้างล่างนะ”
ใบหน้าของเจนนารีร้อนผ่าวกับการที่เขาบอกว่าจะรอเธอโดยไม่เกี่ยงงอน ทำเหมือนคนเป็นแฟนกันไปได้
ไหนจะเสียงผ่อนลมหายใจของเขาที่ดังแผ่วชิดริมหู สร้างความรู้สึกจั๊กจี้และสยิวกิ๊วให้เธออย่างท่วมท้นจนภาพจูบในฝันเมื่อครู่ผุดขึ้นมาในสมองอีกครั้ง
ฟันขาวสะอาดขบลงบนกลีบปากล่างของตัวเอง หัวใจเต้นเหมือนจะกระเด็นกระดอน
กว่าภาพทะลึ่งจะหายไป และได้สติกลับมาก็เมื่ออีกฝ่ายตัดสายไปแล้ว
หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะวางโทรศัพท์ลงบนเตียงแล้วรีบเดินจ้ำไปหยิบเสื้อผ้าในตู้มาสวมทันที
เช้านี้ไม่มีเวลาอาบน้ำเช่นทุกวันแล้ว ฉะนั้นจะต้องอัดน้ำหอมมากกว่าทุกครั้งเพื่อไม่ให้บางคนจับได้
ปกติทุกวันเสาร์และอาทิตย์ เธอกับเขาจะเจอกันในช่วงบ่าย และมักบอกให้เธอเตรียมตัวก่อน ไม่ใช่มารอเธอหน้าอะพาร์ตเมนต์โดยไม่ได้บอกกล่าวอย่างนี้
เธอจะได้ตื่นก่อนเวลาปกติสักหนึ่งชั่วโมง พิถีพิถันกับการแต่งตัวและแต่งหน้าเหมือนเช่นทุกครั้งที่ต้องเจอเขา
อย่างตอนนี้ที่เพียงแค่สวมเสื้อผ้าเสร็จ ก็ต้องวิ่งแจ้นไปแต้มครีมกันแดด ตบคุชชั่น แล้วควานหาลิปสติกสีชมพูอ่อนมาแต้มบนริมฝีปากลวกๆ จากนั้นก็รีบออกจากห้องทันที
จะสวยพอให้พี่เอิร์ธประทับใจได้ไหมเนี่ย!
เอื้ออังกูรขับซูเปอร์คาร์สีดำเข้าไปจอดในตรอกเล็กๆ ข้างร้านข้าวหมูแดงชื่อดังซึ่งเจนนารีแนะนำว่าร้านนี้อร่อยที่สุด อยากให้เขาได้ลองกินก่อนจะพาเธอไปซื้อของในห้างสรรพสินค้า
ปกติกินแต่ร้านในศูนย์การค้าตลอด มากินอาหารชื่อดังตามร้านริมทางเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง…ก็โรแมนติกไปอีกแบบ
เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุด ในอาคารสองคูหาจึงมีลูกค้าไม่มาก เมื่อทั้งสองคนลงจากรถและเดินตรงเข้าไปในร้านก็ได้ที่นั่งทันที
เจนนารีเงยหน้ามองป้ายรายการอาหารขนาดใหญ่ติดผนังเหนือศีรษะ ก่อนหันไปบอกพนักงานร้าน
“ข้าวหมูแดงหมูกรอบค่ะ” บอกแล้วเธอก็หันไปมองหน้าผู้ชายที่นั่งตรงกันข้าม เห็นเขามองป้ายเมนูคล้ายไม่รู้จะเลือกอะไรตามประสาคนไม่เคยมานั่งรับประทานร้านอาหารธรรมดาแบบนี้ เธอจึงตั้งใจจะแนะนำเมนูเด็ด
“เหมือนกันครับ” แต่เอื้ออังกูรพยักพเยิดมาทางเธอเพื่อบอกพนักงานเสียก่อน
ไม่นานข้าวหมูแดงหมูกรอบราดด้วยน้ำสีน้ำตาลอมแดงโดยมีไข่ต้มยางมะตูมวางข้างๆ ก็มาเสิร์ฟ
เจนนารีกุลีกุจอหยิบช้อนส้อมให้เขาแล้วค่อยหยิบของตัวเอง
“ขอบคุณครับ”
เธอเหลือบมองผู้ชายพูดจาสุภาพแล้วก็อมยิ้ม “ขอโทษนะคะที่พามาร้านนี้ แต่เช้าๆ แบบนี้คงไม่มีร้านหรูที่ไหนเปิดหรอกค่ะ”
ปกติเวลาที่เอื้ออังกรูนัดเจอเธอในวันหยุด จะพาไปรับประทานอาหารในร้านตามห้างสรรพสินค้ามากกว่า
“พี่กินที่ไหนก็ได้ เจนเห็นพี่เป็นคนแบบไหน ฮึ” เอื้ออังกรูขำ มองเธอยิ้มๆ “ขอแค่ให้ได้นั่งกินกับน้องสาว ที่ไหนสำหรับพี่ก็เหมือนกันหมดแหละ”
รอยยิ้มของคนเป็น ‘น้อง’ ค้างอย่างนั้นครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไป ใบหน้าสวยก้มลงเพื่อจัดการอาหารตรงหน้า
ข้าวหอมมะลิอุ่นหอมกรุ่น หมูแดงนุ่ม น้ำซอสหวาน…รสชาติอาหารแสนอร่อยพอจะเยียวยาหัวใจของเธอได้บ้าง
แต่พอเคี้ยวและกลืนไปได้คำเดียว มือที่กำลังตักข้าวคำที่สองเข้าปากก็ชะงักเมื่อสายตาเห็นหมูกรอบชิ้นโตถูกวางไว้บนจานตัวเอง
เจนนารีเงยหน้ามองใบหน้าหล่อเหลาของคนใจดีที่ตักอาหารมาให้ด้วยความคลางแคลงใจ
เธออาจดูชินชากับการรับน้ำใจจากเอื้ออังกูร ไม่ว่าจะเลื่อนเก้าอี้ จัดผมเผ้าที่ปรกใบหน้า เปิดประตูรถให้ แต่ความจริงแล้วเธอรู้สึกหวั่นไหว ทั้งมันยังซึมลึกเข้าไปในจิตใจจนเธอไม่สามารถดึงออกมาได้
“มองหน้าพี่แบบนี้มีอะไรรึเปล่า ฮึ หรือว่าวันนี้พี่หล่อเกินไป” เอื้ออังกูรเลิกคิ้วขึ้น แซวเธอเป็นเชิงขบขันด้วยความเอ็นดู
นอกจากเดี๋ยวนี้เขาจะไม่สะท้านกับการหยอดคำหวานของเธอแล้ว ชายหนุ่มก็ยังกล้าหยอกเธอกลับอย่างไร้ยางอาย ทำเอาคนฟังนึกมันเขี้ยวผู้ชายหลงตัวเอง
แต่ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาหล่อจริงๆ และต่อให้ไม่รู้สึกหวั่นไหวกับเขา ก็ยังยากละสายตาไปจากใบหน้าคมคายและรูปร่างสุดเพอร์เฟกต์ของเขาไปได้เลย
ริมฝีปากได้รูปสีชมพูเป็นธรรมชาติ จมูกโด่งเป็นสัน ดวงตาสองชั้น ขนคิ้วเข้มเรียงตัวกันสวย ทุกองค์ประกอบบนใบหน้าล้วนสมบูรณ์และน่ามอง ทั้งผมสีดำสนิทที่ถูกเซตเป็นทรงด้วยการหวีเสยไปทางด้านหลังก็ยิ่งทำให้ชายหนุ่มหล่อเหลาและโดดเด่นมากขึ้น
“ก็พอดูได้ค่ะ” ตอบแล้วเธอก็ยักไหล่เล็กน้อย คล้ายไม่มีท่าทีสนใจคนสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวปลดกระดุมด้านบนสองเม็ดเข้าคู่กับกางเกงสีดำ ดึงดูดสายตาคนที่เดินผ่านไปมาให้ลอบมองอยู่บ่อยครั้ง
ความจริงคำว่า ‘พอดูได้’ ของเธอ คืออยู่ในระดับเดียวกับพระเอก/ดังในจอโทรทัศน์ต่างหาก
แต่เอื้ออังกูรกลับหัวเราะในลำคอคล้ายเอ็นดูกับการประชดของเธอ ไม่รู้สึกอะไรด้วยซ้ำ แล้วยังจะตักหมูชิ้นโตมาให้กันอีก แสดงให้เห็นว่าไม่ได้ถือโทษโกรธอะไรเลย
“พอแล้ว มันเยอะเกินไปแล้วค่ะ” เจนนารีตักหมูแดงคืนเขาบ้าง แต่ไม่ใช่หมูกรอบชิ้นโตที่เขาตักมาให้
เพราะเธอชอบกินหมูกรอบมาก พอเขาให้มาแล้วก็ไม่คิดจะสละคืนไป
“กินเถอะ เผื่อตัวจะได้โตขึ้นมาบ้าง”
คนตัวเล็กสูงน้อยกว่าร้อยหกสิบเซนติเมตรมองค้อนผู้ชายที่แซวเธอเหมือนน้องนุ่ง ไม่เคยแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น
“เดี๋ยวพี่จะบินไปไต้หวัน ไม่อยู่หลายวันนะ กลับมาอีกทีก็คืนวันศุกร์ แต่มีอะไรก็โทร. หรือส่งข้อความมาได้ตลอด” เอื้ออังกูรต้องบินไปไต้หวันเพื่อไปดูความเรียบร้อยของโรงงานและสาขาที่กำลังก่อสร้างขึ้นที่นั่น
เจนนารีพยักหน้าเร็วๆ ก่อนก้มหน้ากินต่อ
นอกจากสนิทสนมกันแล้ว เอื้ออังกูรยังเป็นห่วงเธอมาก ดูแลและใส่ใจเธอเป็นพิเศษ แต่เขาทำทุกอย่างในฐานะพี่ชายเท่านั้น ไม่เคยแสดงให้เห็นเลยว่าเขารู้สึกเกินเลยกับเธอ
ถึงที่ผ่านมาเจนนารีจะแอบพยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่าบางครั้งเขาอาจจะหวั่นไหว เพียงแต่ไม่ได้พูดออกมา ทว่าทุกอย่างก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐานลมๆ แล้งๆ ที่ไม่รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร
ถ้าอย่างนั้นแล้วทำไมเธอไม่ทำให้กระจ่างเลยล่ะ จะทนอยู่ในจุดคลุมเครือ เฝ้ามองเขาทำร้ายจิตใจตัวเองด้วยการทำดีโดยไม่มีเหตุผลมาตลอดเพื่ออะไร
“เป็นอะไร จู่ๆ ก็ขมวดคิ้ว ทำอย่างกับโกรธอะไรใคร” เอื้ออังกูรตักหมูกรอบให้เธออีกชิ้นเพื่อเอาใจคนที่จู่ๆ ก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป
“เปล่าค่ะ แค่คิดว่าตัวเองเหงาๆ นิดหน่อย…” เลยอยากมีแฟนสักที
เธอเหลือบมองเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุบตามองอาหารอย่างหมั่นไส้คนทำเป็นทองไม่รู้ร้อน
“…พี่รู้นะว่าอาจจะเป็นคำปลอบใจที่ค่อนข้างแย่ แต่อย่างน้อยเจนก็ยังมีพี่”
ใบหน้าของเจนนารีบึ้งตึงกว่าเดิม เพราะคนฟังกลับเข้าใจไปอีกอย่าง เขานึกว่าเธอคิดถึงครอบครัวที่จากไปหมดแล้ว
ตอนนี้เจนนารีไม่เหลือใคร พ่อและแม่ของเธอตายด้วยโรคร้าย พี่ชายจากไปด้วยอุบัติเหตุ ทุกวันนี้เธอมีแต่เพื่อนพี่ชายอย่างเอื้ออังกูรที่พอให้พึ่งพาและเป็นที่ปรึกษาในเรื่องสำคัญได้
หญิงสาวตักอาหารเข้าปากแล้วเคี้ยวช้าๆ อย่างเซ็งๆ
เธออยากให้เขาบอกว่าชอบ ไม่ใช่มาปลอบโยนอะไรแบบนี้ เพราะรู้อยู่แล้วว่าอย่างไรเขาก็อยู่ข้างเธอเสมอ!
“ว่าแต่ทำงานเป็นไง เบื่อรึยัง” เมื่อเห็นสีหน้าของเธอหมองคล้ำลงกว่าเดิม เอื้ออังกูรก็รีบเปลี่ยนเรื่อง เผื่อว่าเธอจะอารมณ์ดีขึ้นทันที
“ก็…โอเคค่ะ ยังไม่เบื่อ”
“ลองมาทำงานที่ DP ไหม มีตำแหน่งว่างเยอะเลยนะ”
“หือ ยากเลยค่ะ คงต้องรอให้เจนเก็บประสบการณ์และเก่งกว่านี้ก่อนน่ะสิคะ”
DP คือบริษัทใหญ่ที่ทำทั้งค้าปลีกเกี่ยวกับวัสดุก่อสร้างครบวงจรขนาดใหญ่ มีสาขาอยู่ทั่วประเทศและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเอื้ออังกูรเป็นทั้งทายาทเจ้าของและผู้บริหารใหญ่ ในแต่ละปีบริษัทมักรับผู้สมัครโพรไฟล์เลิศ จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ เกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าสามจุดห้า ฉะนั้นเธอที่ไม่ได้มีเกรดเฉลี่ยสวยหรูและผ่านประสบการณ์มามากตามมาตรฐานของบริษัทย่อมถูกปัดตกไปอยู่แล้ว
“พี่เชื่อว่าเจนทำได้แน่นอน” ผู้บริหารใหญ่ให้กำลังใจ “หรือว่าถ้าอยากเข้ามาทำจริงๆ พี่ก็จะช่วย…”
“โนวค่ะ” เจนนารียกมือห้านิ้วขึ้นมากางตรงหน้าของเขา “เจนต้องการเข้าไปด้วยความสามารถตัวเอง ไม่ใช้เส้นค่ะ”
เธอชอบทำอะไรด้วยตัวเอง หากไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่อยากใช้อภิสิทธิ์เหนือใคร
เอื้ออังกูรพยักหน้ายิ้มๆ เขาเองก็รู้นิสัยของน้องสาวเพื่อนคนนี้ดี แต่มักเป็นห่วง ทนดูเธอลำบากไม่ได้ จึงเสนอความช่วยเหลือตามประสาคนทำหน้าที่ดูแลอยู่เสมอ
เจนนารีก้มลงกินข้าวต่อ ตอนนี้ความน้อยใจและความโกรธเริ่มเบาบางลง บทสนทนาเมื่อครู่แสดงออกถึงความใส่ใจกันจนหัวใจอ่อนยวบ
เธอก็เป็นแบบนี้อยู่เรื่อย เห็นเขามาไยดีนิดหน่อย ก็ดีใจจนเนื้อเต้นและลืมเรื่องน้อยใจไปหมด
คนอ่อนใจกับตัวเองได้แต่ลอบถอนหายใจเบาๆ ก่อนจู่ๆ จะสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นบริเวณมุมปาก
พอช้อนสายตามองไปที่เขาก็เห็นว่าคนตรงหน้ากำลังจ้องมาที่ปากเธอ และหยิบทิชชูมาแล้วเช็ดเบาๆ ตรงผิวเนื้อของเธอด้วย
คนรู้แน่ชัดแล้วว่าโดนเขาสัมผัสจึงอึ้ง ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นถี่เหมือนรัวกลอง
แต่เพียงครู่เดียวอาการตกตะลึงของเธอก็หายไป เมื่อความอบอุ่นในแววตาคู่นั้นแปรเปลี่ยนเป็นขำขัน ทั้งมุมปากก็ยังกดลึก คล้ายว่าไม่รู้สึกลึกซึ้งอะไรเหมือนอย่างเธอเลยสักนิด
“เลอะครับ”
เครื่องปั๊มน้ำในอกข้างซ้ายจึงแทบหยุดสูบทันที
เจนนารีรีบหยิบกระดาษทิชชูในกล่องสีแดงขึ้นมาเช็ดปากเพื่อกลบเกลื่อนอาการกระดากอายของตัวเอง ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตากินต่อโดยไม่พูดอะไร เพราะกลัวจะเผลอร้องไห้ต่อหน้าเขา ตอนนี้หัวใจเธอแป้วไปกับการกระทำของผู้ชายที่นั่งตรงข้ามกันไปมาก
กินอาหารเลอะต่อหน้ายังไม่น่าอายได้เท่ากับการรู้ว่าผู้ชายที่เราแอบรักไม่ได้รู้สึกอะไรกับเราเลยสักนิด
ตอนนี้ทุกอย่างชัดเจนแล้ว เขาเห็นเธอเป็นเพียงน้องนุ่งคนหนึ่งเท่านั้น
เจนนารีจึงรู้สึกเจ็บแปลบในอก ไม่อยากเงยหน้าขึ้นมาเห็นคนใจร้ายอีกแล้ว
"เจน…เป็นอะไร" นักธุรกิจหนุ่มเห็นสีหน้าของน้องสาวสลดลงกว่าเดิมมากจึงเริ่มใจเสีย ใบหน้ายิ้มแย้มเริ่มเปลี่ยนเป็นบูดบึ้ง เต็มเปี่ยมไปด้วยความกังวล “หรือว่าไม่ชอบที่พี่แตะตัวน้อง…พี่ขอโทษนะครับ”
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสัมผัสผิวเนื้อของเธออย่างตั้งใจ ชายหนุ่มจึงอดคิดและรู้สึกผิดไม่ได้
"เปล่าค่ะ เจนไม่ได้ไม่ชอบ…” เพราะความน้อยใจ ทำให้เจนนารีเผลอโพล่งออกไปในสิ่งที่ใจคิด
ทำเอาคนนั่งตรงข้ามนิ่งอึ้งคล้ายตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน
กว่าจะรู้ตัวว่าพูดในสิ่งไม่สมควรออกไปแล้ว แก้มใสของเธอก็ร้อนจัด ฟันขาวขบริมฝีปากล่างของตัวเองจนห้อเลือด หัวใจเต้นแรงเพราะความอายระคนเสียใจ
แต่ไหนๆ ก็เผลอเดินมาไกลถึงขั้นนี้ เธอคงไม่ต้องกลัวเสียหน้าอะไร “พี่เอิร์ธ…เจนถามอะไรหน่อยสิ"
เจนนารีพยายามดึงความกล้าออกมาด้วยการปั้นหน้าและผ่อนลมหายใจเพื่อลดความเกร็งลง
"เรื่องอะไรเหรอ" เอื้ออังกูรเห็นว่าคงเป็นเรื่องสำคัญ คราวนี้จึงเริ่มยิ้มละไมเพื่อให้เธอรู้สึกสบายใจ วางข้อศอกสองข้างลงบนโต๊ะ ตั้งท่าพร้อมรับฟังปัญหาของเธอ
"เจน..." แต่พอได้เริ่มพูดออกไปแล้วก็เกิดอาการน้ำท่วมปากและรู้สึกขี้ขลาดจนสุดท้ายก็ทำได้แค่คลี่ยิ้มออกมา
“เปล่าค่ะ เจนแค่…แค่สงสัยนิดหน่อยว่าทำไมข้าวหมูแดงที่กินกับพี่เอิร์ธวันนี้ถึงได้อร่อยเป็นพิเศษ”
ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นก็คลี่ยิ้มละมุนให้เธอ ทำเอาคนขี้ขลาดทั้งรู้สึกหวิวโหวงและโล่งอกไปพร้อมกัน
ใจหนึ่งก็เสียดายโอกาสที่เกือบจะได้สารภาพรักกับเขา อีกใจหนึ่งก็กลัวเขาจะปฏิเสธ
“เรานี่ปากหวานจริงๆ เลยนะ” มือหนายื่นมายีผมเธอ ซึ่งเจนนารีก็ยิ้มจนตาหยี ทำหน้าตาน่ารักให้เขาเห็นอย่างเช่นทุกครั้ง
“รีบกินกันเถอะค่ะ เดี๋ยวพี่ต้องไปดูงานที่สาขาใกล้ๆ ช่วงบ่ายนี้ไม่ใช่เหรอคะ” เขาบอกเธอตั้งแต่อยู่ในรถด้วยกัน
“ครับ” เอื้ออังกูรรับคำ ก่อนจะก้มหน้ากินต่อ ในขณะที่เจนนารีก็ลอบมองเขาเงียบๆ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป
บางเรื่องเก็บไว้ในใจ อาจจะปลอดภัยมากที่สุด…รึเปล่า