มาเฟียบำบัด 1 แนะนำตัวเองและการพบเจอครั้งแรก
ฉันเป็นผู้หญิงประเภทที่ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่ถูกเรียกว่า ‘ผู้ชาย’
สักเท่าไหร่นัก ผู้ชายในชีวิตที่ฉันสนิทและสามารถอยู่ใกล้ ๆ ด้วยโดยที่ไม่รู้สึกกลัวหรือมีอาการแปลก ๆ เกิดขึ้น มีเพียงแค่สามประเภท คือคนในครอบครัว คนแก่ และเพื่อนที่เป็นตุ๊ดเท่านั้น ในทุก ๆ วันฉันจะพยายามหลีกเลี่ยงการพูดคุย การอยู่ใกล้ จนกระทั่งการสัมผัสโดนตัวกัน ชีวิตของฉันเลยไม่ค่อยมีเรื่องของพวกผู้ชายเข้าเกี่ยวข้องด้วยสักเท่าไหร่ ....ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ
ตั้งแต่ประมาณอายุ 13 ปีล่ะมั้งเท่าที่จำความได้ ฉันเริ่มมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นกับตัวเอง ไม่กล้าสบตา ไม่กล้าพูดคุย มือไม้สั่น หัวใจเต้นแรง จนบางครั้งเกือบจะเป็นลม แต่ดีที่ยังคงประคองสติตัวเองเอาไว้ได้ เรื่องของเรื่องมันก็เป็นแบบนั้น
ซึ่งทั้งหมดที่พูดมา มันคืออาการของโรคชนิดหนึ่งที่ฉันค้นพบว่าตัวเองเป็นโรคนี้มานานแล้ว
Androphobia หรือชื่อเรียกภาษาไทยที่แปลว่า โรคกลัวผู้ชาย
คงไม่ค่อยมีใครรู้จักโรคนี้กัน เพราะมันดูเป็นโรคที่ค่อนข้างจะแปลกประหลาดและเป็นอาการทางจิตชนิดหนึ่ง ฉันเคยคิดกับตัวเองนะ ว่าทั้ง ๆ ที่เพศชายก็เป็นมนุษย์เหมือนกันกับเพศหญิงแต่ทำไมฉันถึงได้กลัวพวกเขามากมายขนาดนี้
ไม่ใช่ว่าไม่อยากมีเพื่อนเป็นผู้ชาย ไม่ใช่ว่าไม่อยากมีแฟน แต่ว่าฉันทำไม่ได้จริง ๆ
ฉันไม่กล้าแม้แต่จะเดินเข้าไปใกล้ ๆ หรือชวนพวกเขาคุยได้เลยด้วยซ้ำ
ชีวิตช่างบัดซบ!
ทั้ง ๆ ที่คนในครอบครัวของฉันไม่มีใครมีอาการแบบเดียวกับที่ฉันเป็นเลยสักคน แต่ทำไมมีแค่ฉันที่ต้องมาทรมานกับโรคบ้า ๆ นี้ด้วยกันล่ะ
แล้วยิ่งเข้าเรียนมหาลัยยิ่งแล้วใหญ่ ผู้ชายเยอะฉิบหายวายวอด
โชคดีสาขาที่เรียนอยู่ไม่ค่อยมีผู้ชายมาเรียนสักเท่าไหร่ จึงยังสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้บ้าง
แต่ว่า...มันก็ไม่ได้ง่ายแบบนั้นเสมอหรอกนะ
ตลอดสองปีในการใช้ชีวิตมหาลัย หลายครั้งเหมือนกันที่เกือบเอาชีวิตแทบจะไม่รอด แถมเพื่อนพ้องมันก็ไม่รู้ด้วยว่าฉันเป็นโรคบ้าบอคอแตกแบบนี้
ล่าสุดก็เพิ่งโดนกลุ่มผู้ชายเอกดนตรีเอ่ยปากแซวขณะที่เดินผ่านม้านั่งมา แถมยังเจาะจงว่าเป็นผู้หญิงที่เดินหลังสุด สะพายกระเป๋าผ้าสีดำลายแมวน้อยด้วยนี่สิ
“คนข้างหลัง ที่สะพายกระเป๋าลายแมวน้อยน่ารักจังเลยครับ”
“ขอเบอร์ได้มั้ยครับ”
ตึก!
ใจฉันกระตุกอย่างรุนแรง ฝีเท้าที่เคยย่างก้าวอย่างรวดเร็วพลันชะงัก
ก่อนจะได้รับแรงกระทุ้งสีข้างเบา ๆ จากเพื่อนซี้นามว่า ‘อ้อมแอ้ม’ ในเวลาต่อมา
“จี พวกเขาแซวแกอะ หันไปดูหน่อยดิหล่อมากเว่อร์”
เพื่อนซี้เปลี่ยนจากกระทุ้งข้อศอกมาเป็นจับแขนฉันเขย่าแรง ๆ แทนเมื่อฉันยังคงไม่มีปฏิกิริยาอะไรตอบรับกลับคนพวกนั้นไป
ภายนอกฉันคงดูเหมือนเป็นผู้หญิงที่ดูนิ่งมาก..หยิ่งมาก…
แต่ใครเล่าจะรู้ว่าฉันใจสั่น และหายใจรัวเร็วมากขนาดไหน
ยิ่งได้ยินเสียงผิวปากดังวี้ดวิ้วขึ้นตามหลัง อาการประหลาดที่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิดก็ยิ่งรังแต่จะกำเริบขึ้นเรื่อย ๆ
“ไปเถอะ”
ฉันเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ และทำเหมือนไม่ได้สนใจอะไรก่อนจะรีบเดินไปข้างหน้าด้วยความไวว่องดั่งสายลม
พุธโธ ธัมโม สังโฆ หายใจเข้าพุธ หายใจออกโธ
สูดลมหายใจเข้าปอดตัวเองลึก ๆ และค่อย ๆ ผ่อนออกในเวลาถัดมา เมื่อเดินผ่านมาไกลจากจุดนั้นพอสมควรแล้ว อาการจึงเริ่มผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง
แต่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘เพื่อนซี้’ ที่กำลังเดินตามหลังมาก็ยังคงพล่ามเรื่องการกระทำของฉันไม่หยุด
ให้ตายเถอะ…
“จี! เป็นไรเนี่ย กี่ครั้งแล้วที่แกเดินหนีพวกผู้ชายมาดื้อ ๆ แบบนี้ พวกนั้นหน้าเสียหมดเลยนะ ฉันเห็นมีคนหนึ่งเขาเหมือนจะเข้ามาขอเบอร์แกด้วยซ้ำ ปีหน้าก็จะขึ้นปีสามแล้วนะจีแกไม่อยากมีหลัวเหมือนคนอื่นบ้างรึไง”
เมื่อเพื่อนซี้พูดจบฉันจึงหันไปมองหน้าคนตัวเล็กที่ขมวดคิ้วเรียวเข้าหากันมุ่น พร้อมกับหอบหายใจด้วยความหงุดหงิดฟึดฟัด ฉันบิดปากส่งยิ้มแหย ๆ ให้มันไปเล็กน้อยเพราะรู้ตัวดีว่าตัวเองผิด แต่ทำไงได้ล่ะ ความลับยังคงต้องเป็นความลับต่อไป
“จียังไม่อยากมีแฟนหรอก หลัวน่ะหาเมื่อไหร่ก็ได้ตอนนี้ตั้งใจเรียนไปก่อนดีกว่าเนอะ”
คำแก้ตัวแบบจริงบ้างเท็จบ้างถูกเอ่ยออกไป ก่อนที่ฉันจะก้าวเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง จุดหมายปลายทางก็คือจุดรอรถโดยสารของมหาลัยที่มักจะรับส่งนักศึกษาเพื่อไปยังสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ก็ได้เวลากลับหอของฉันแล้ว
ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขของฉันกำลังจะกลับคืนมาสักทีสินะ
“ตลอด! แม่เด็กเรียน แม่คนอยู่ในกฎในกรอบ สาธุขอให้วันนี้แกเจอผู้รุกหนักเข้าให้สักคนเถอะ”
บ้าบอ
อวยพรอะไรกัน
ฉันหันขวับไปมองเพื่อนตัวดีอย่างคนโกรธเคือง เกิดมันเป็นจริงขึ้นมาจะทำยังไง ทำไมเป็นคนปากเสียแบบนี้ไม่ดีเลยนะ
“แอ้มอย่าพูดแบบนี้ดิ ก็รู้อยู่ว่าตัวเองปากศักดิ์สิทธิ์แค่ไหนน่ะ”
“เป็นจริงขึ้นมาก็ดีสิ เพื่อนฉันจะได้มีหลัวเป็นตัวเป็นตนกับคนอื่นเขาสักที”
ฉันหันไปมองหน้าเพื่อนซี้อย่างเอือมระอาอีกครั้ง ทำไมพักนี้คะยั้นคะยอให้มีหลัวบ่อยจังนะ
เอ...สงสัยเพราะว่าแอ้มมีแฟนแล้วแน่ ๆ เลยอยากจะสวีทกับแฟนไม่อยากจะไปไหนมาไหนกับฉันแล้วสินะ
มันน่าน้อยใจจริง ๆ
“ถึงเวลาที่เหมาะสมเดี๋ยวจีก็มีเองแหละ แอ้มไม่ต้องห่วง จีไปก่อนนะรถมาแล้ว”
ท้ายประโยคฉันเอ่ยบอกลาเพื่อนก่อนจะหมุนตัวเดินกึ่งวิ่งตรงไปยังรถโดยสายคันสีดำเหลืองที่จอดสนิทอยู่ตรงข้าง ๆ ถนนเบื้องหน้า
“เออ ๆ จะไปไหนก็ไปเลย พรุ่งนี้เจอกันอย่าตื่นสายล่ะ”
“โอเซฮ้าบบ”
เมื่อได้ยินคำเอ่ยไล่บวกกับคำเตือนจากเพื่อนซี้ตะโกนดังตามหลัง ฉันจึงหันไปยกนิ้วโป้งกับนิ้วชี้จรดกันเป็นวงกลมสามนิ้วที่เหลือถูกกระดกขึ้นทำเป็นสัญลักษณ์โอเค พลางตะโกนตอบกลับเพื่อนไปพร้อมกับรอยยิ้มร่า
อันที่จริงฉันเป็นคนบ้ าๆ บอ ๆ นะ ออกจะตลกติ๊งต๊องขี้เล่น และชอบสร้างรอยยิ้มให้กับคนรอบข้างอยู่เสมอด้วยซ้ำ
เพียงแต่ว่าการกระทำของฉันมันมีขีดและขอบเขตที่จำกัด เพราะคนที่จะได้เห็นฉันในมุมมองนี้น่ะต้องไม่ใช่ผู้ชาย
“ไปหน้ามอค่ะลุง”
“จ้า ลูก”
ยกเว้นลุงคนขับรถโดยสารมอไว้คนละกัน ฉันสามารถคุยเล่นกับลุงแกได้นะ
ความจริงอาการของโรคแปลก ๆ นี่ มันก็เลือกปฏิบัติอยู่เหมือนกัน กับผู้ชายที่มีอายุแก่แล้วหรือว่าเด็กตัวเล็ก ๆ ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกกลัวหรอก แต่ผู้ชายที่สามารถทำให้กลัวได้ต้องเป็นวัยที่ยังไงดีล่ะ ประมาณว่าเป็นวัยที่สามารถจะมีปฏิสัมพันธ์กันในเชิงชู้สาวกันได้ ฉันจะกลัวมาก...มากถึงมากที่สุด
เรียกว่าอย่าได้เจอะได้เจอกันเลย อย่าได้เฉียดเข้ามาใกล้
แต่ก็นะ...ในบางเวลา บางสถานการณ์มันก็เลี่ยงไม่ได้จริง ๆ
ฟุบ!
สายลมเย็นพัดผ่านหน้าไปชั่ววูบ ก่อนที่ฉันจะรู้สึกตัวได้ว่าขณะนี้มีผู้ชายตัวสูงใหญ่คนหนึ่งทรุดนั่งลงตรงที่นั่งด้านข้าง กลิ่นหอมอ่อน ๆ แบบผู้ชายลอยเข้ามาแตะจมูก
และนั่นยิ่งทำให้ใจที่เคยเต้นปกติกลับมากระหน่ำรัวเร็วราวกับกลองซิมบ้าอีกครั้ง
ใกล้เกินไป รถโดยสารนี่ทำที่นั่งให้ใกล้กันเกินไปแล้ว
แล้วผู้ชายคนนี้ก็เหมือนกัน ที่นั่งก็มีตั้งเยอะแยะจะมานั่งข้างฉันทำไมนะ
อึก!
เสียงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ดังเล็ดลอดมาจากลำคอแห้งผากของฉันทันทีที่ผู้ชายในชุดนักศึกษาแต่งตัวไม่ค่อยจะเรียบร้อยเท่าไหร่ข้าง ๆ ขยับตัวจัดของพะรุงพะรังไว้ข้างตัวอีกฝั่งหนึ่ง จนเป็นเหตุให้เขาขยับเข้ามาใกล้ฉันจนกระทั่งผิวเนื้อเราสัมผัสกัน
ชีพจรฉันเต้นเร็วและแรงขึ้นกว่าเดิมเป็นสิบเท่าจากเมื่อครู่ เนื้อตัวเริ่มสั่นเทา ความหวั่นวิตกและความกลัวต่าง ๆ นานา เริ่มเข้ามาแทนที่
เหงื่อแตกพลั่กไปทั่วร่างอย่างไม่อาจห้ามได้
อะ...อันตราย
ถ้าขืนฉันยังนั่งอยู่ที่เดิม ต้องได้หัวใจวายตายบนรถนี้แน่ ๆ แล้ววันพรุ่งนี้ข่าวประจำวันของมหาลัยก็จะถูกตีแผ่ในการพาดหัวข้อข่าวแปลกประหลาดที่ว่า
‘นักศึกษาสาว ดับอนาถบนรถโดยสารมหาลัยชื่อดัง! เหตุเพราะหัวใจเต้นผิดจังหวะขณะนั่งข้างผู้ชาย’
หรือไม่งั้นก็
‘ดับปริศนา! นักศึกษาสาวสิ้นใจโดยไร้สาเหตุขณะนั่งข้างหนุ่มหล่อ’
อืม...ทุเรศไม่เบาแต่ละความคิด แต่มันคือความจริงที่สามารถเกิดขึ้นได้กับฉันในวินาทีเสี่ยงตายตอนนี้จริง ๆ
ต้องย้าย ฉันต้องย้ายที่นั่งเท่านั้น
เมื่อคิดหาทางออกที่ดีที่สุดได้ ฉันก็รีบหยิบกระเป๋าผ้าบนตักขึ้นมาจับไว้แน่นด้วยสองมืออันสั่นเทา ปลายเล็บเท้าจิกเกร็งแน่นกับเนื้อผ้าภายใต้รองเท้าผ้าใบสีขาว ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เฮือกใหญ่เพื่อประคองทั้งสติ ร่างอันสั่นเทาและบัดนี้กำลังเปียกชุ่มด้วยหยาดเหงื่อของตัวเองให้ลุกขึ้นยืน
แต่ทว่า...
ปรื้นนนนนน
อ้ะ!
ตุบ!
รถโดยสารที่ถูกจอดนิ่งไว้เมื่อครู่ จู่ ๆ กลับเคลื่อนออกจากพื้นที่เดิมโดยไม่ให้สัญญาณอะไรกับฉันเลยเเม้แต่น้อย หรือว่าให้แล้วฉันไม่ได้ยินก็ไม่อาจทราบได้ และแทนที่จะได้ลุกยืนขึ้นอย่างปลอดภัยตอนนี้เลยกลับกลายเป็นความผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย เพราะความที่รถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วบวกกับร่างของฉันที่ไม่ค่อยมั่นคงจึงทำสถานการณ์พลิกผันกลายเป็นฉันล้มลงไปนั่งเก้าอี้ที่เพิ่งย้ายก้นขึ้นมาได้ไม่ถึง 5 วินาทีอีกครั้ง แต่จะไม่เป็นอะไรเลยหากจุดที่ฉันล้มตัวลงเป็นจุดเดิม ไม่ใช่เป็นตักแกร่งของผู้ชายหน้าหล่อที่นั่งอยู่ด้านข้าง
บุคคลต้นเหตุที่ทำให้อาการของโรคกลัวผู้ชายกำเริบเข้าขั้นโคม่า
ลมหายใจอุ่นร้อน จากจมูกโด่งสวยเป่ารดลงตรงข้างแก้มฉันแผ่วเบา สัมผัสแนบแน่นของมือหนากอดรั้งเอวฉันเอาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าฉันจะตกลงไปนั่งกองกับพื้นหากไม่จับไว้ดี ๆ
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
เสียงหัวใจที่เต้นรัวเพราะสัมผัสแนบชิดน่ากลัวจากผู้ชายคนนี้ส่งผลให้อาการเริ่มหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ ในหัวฉันหนักอึ้ง รู้สึกวิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลมอยู่รอมร่อ
“เป็นอะไรวะ ทำไมตัวสั่น”
เสียงเรียบนิ่งเอ่ยชิดพวงแก้มนุ่ม เขาไม่ยอมขยับตัวออกห่าง สัมผัสอุ่นร้อนนั่นเลยได้โอกาสเสียดสีเข้ากับผิวแก้มฉันไปมาอย่างแผ่วเบา
“ฉะ...ฉัน”
เอ่ยออกไปได้เท่านั้น อาการพูดไม่ออกระบบการหายใจเริ่มติดขัดอย่างไม่ควรจะเป็นก็กำเริบขึ้นอย่างรุนแรง และพอหันไปสบตากับผู้ชายเจ้าของตักแกร่งคนนี้ก็ยิ่งทำให้อาการยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ถึงใบหน้านั้นจะรางเลือนแต่ฉันรับรู้ว่าเขาหล่อมาก…
โครงหน้าดีมาก…
เส้นผมที่ถูกปรกลงมาดูนุ่มนิ่มมาก...
ตาคมสวยมาก...
จมูกโด่งมาก...
ฟุบ!
และก่อนที่โลกทั้งใบจะดับมืดไป ความรู้สึกสุดท้ายของฉันคือ
ริมฝีปากนั้น….