~°•♡•°~
เอ๊า!! ถึงแล้ว ลงไปสักทีสิ”
เสียงห้าวเอ่ยขึ้นห้วนๆ กับคนที่ยังเกาะเอวเขาไว้แน่นตั้งแต่ออกจากร้านกระทั่งกลับมาถึงบ้าน
ร่างเล็กแต่อวบอิ่มด้วยวัยสาวค่อยๆ ปีนลงจากรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ด้วยอาการแข้งขาสั่น เพราะคนตรงหน้าขับรถเร็วจนเธอรู้สึกหัวใจจะวาย ไม่รู้ว่านี่เป็นนิสัยการขับขี่ปกติของเขาหรือว่าแค่อยากจะแกล้งเธอกันแน่
“บ้านอยู่ไหนเราน่ะ ฉันจะได้ไปส่ง”
เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงคาดคั้นพลางจ้องหน้าเธอเขม็ง
“อยู่เชียงรายค่ะ”
เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาจนเขาต้องเอ่ยถามซ้ำเพื่อความแน่ใจ
“อะไรนะ ฉันได้ยินไม่ชัด พูดให้มันดังๆ หน่อยไม่ได้หรือไง”
‘อยู่ถึงเชียงรายเชียวหรือ? บางทีเขาอาจจะฟังผิดไป’
“เชียงรายค่ะ บ้านฉันอยู่เชียงราย แต่ตอนนี้มันเป็นอดีตไปแล้ว ฉันไม่มีบ้านให้กลับแล้วค่ะ”
เธอด้วยเสียงที่ดังขึ้น แต่ช่วงท้ายกลับสั่นเครือด้วยความสะเทือนใจ
“อยู่ถึงเชียงรายเลยเหรอ? แล้วหมายความว่ายังไง ทำไมถึงเป็นอดีตทำไมถึงกลับไม่ได้ อย่าบอกนะว่าพ่อแม่พี่น้องตายหมดแถมเจ้าหนี้ยังมายึดบ้านด้วยน่ะ อ้อ…เพิ่มเติมอีกอย่าง เธอเองก็คงโดนจับมาขายใช้หนี้ด้วยอย่างนั้นล่ะสิ”
เขาเอ่ยคาดเดาแบบละครที่เคยเห็นพวกเด็กในค่ายมันชอบดูกันเวลาว่างๆ แต่น้ำเสียงที่ถามกลับเต็มไปด้วยความประชดประชันแถมยังมองมาด้วยแววตาที่รู้เท่าทันเหมือนต้องการจะดักคอว่า…เธออย่าได้คิดจะแต่งเรื่องมาโกหกเขาเป็นอันขาด
“ไม่ใช่อย่างที่คุณคาดเดาหรอกค่ะ แต่มีอย่างหนึ่งที่คุณเดาได้ใกล้เคียง…ฉันถูกหลอกมาขายจริงๆ ค่ะ และคนพวกนั้นที่คุณเห็นในร้านนั่นก็คือพวกคนคุมซ่องของแท้เลย”
เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังหวังให้เขาเข้าใจ แต่อีกฝ่ายก็ดูจะไม่เชื่อถือคำพูดของเธอเอาเสียเลย
“หืม ถูกหลอกมาขายงั้นเหรอ ท่าทางเธอก็ไม่ได้ดูโง่นะ ไปทำอีท่าไหนถึงได้โดนเขาหลอกมาล่ะ หรือความจริงก็สมัครใจแต่ตกลงเรื่องผลประโยชน์กันไม่ได้ก็เลยหนีออกมา”
เสียงห้าวกล่าววาจาที่ร้ายกาจออกมาจนเธอรู้สึกอึ้ง
‘หน้าตาท่าทางเขาก็ดูดี แต่ทำไมถึงได้ปากร้ายแบบนี้นะ!!’
“ฉันไม่ได้สมัครใจ แต่คนเรามันพลาดกันได้นี่คะ ทั้งชีวิตคุณไม่เคยทำอะไรผิดพลาดบ้างเลยหรือไง ไม่รู้อะไรก็อย่าเพิ่งรีบตัดสินคนอื่นแบบนี้สิคะ”
คราวนี้เสียงหวานเริ่มแข็งขึ้นด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธ
“ฉันสงสัยก็แค่ถาม ไม่ได้จะปรักปรำอะไรเธอสักหน่อย ทำไม?…แค่นี้ก็โกรธแล้วเหรอ”
เขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังอย่างไรมันก็คือการยั่วประสาทชัดๆ
ดวงตาคู่หวานมองเขาด้วยความขุ่นเคืองแต่ต้องพยายามกักเก็บความไม่พอใจเอาไว้ เพราะตอนนี้เธอจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากเขา ถึงจะปากร้ายไปหน่อยแต่เขาก็ยังพอจะใจดีอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นคงไม่ให้เธอกลับมาด้วยแบบนี้หรอก
“ฉันแค่พยายามจะอธิบายให้คุณเข้าใจก็เท่านั้น ฉันไม่ได้โกหกคุณจริงๆ นะคะ ไม่มีเหตุผลอะไรที่ฉันต้องทำแบบนั้นเลยสักนิด ถ้าฉันไม่อับจนหนทางจริงๆ ฉันคงไม่หน้าด้านมาขอความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้าหรอกค่ะ”
เธอพูดขึ้นด้วยความรู้สึกอัดอั้นตันใจ แถมแววตาที่มองเขาก็ดูไม่เหมือนคนกำลังโกหกเลยสักนิด เขาเองก็ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำขนาดจะเพิกเฉยกับคนที่กำลังตกทุกข์ได้ยากเสียด้วย อีกทั้งท่าทางของเธอก็ดูไม่มีพิษมีภัย ช่วยไว้เอาบุญสักครั้งก็คงไม่เสียหายอะไรนักหรอก เขาจึงปรับท่าทีการเจรจาเสียใหม่
“แล้วเธอจะให้ฉันช่วยอะไร เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ ถ้าเป็นสายให้โจรขึ้นมาฉันจะทำยังไง มานั่งนี่สิ ถ้าจะให้ช่วยฉันก็จำเป็นต้องสอบประวัติเธอเสียหน่อย เล่าเรื่องของเธอมา เอาแบบที่เข้าใจง่ายและครอบคลุม ส่วนจะเชื่อหรือไม่…ฉันจะตัดสินใจเอง”
เขาใช้คำพูดที่ปรับให้นุ่มนวลลงแล้วในความรู้สึกของตัวเอง แต่ก็ยังห้วนในความรู้สึกของคนฟังอยู่ดี เธอเดินตามเขาไปนั่งที่โต๊ะหินอ่อนใต้ร่มไม้หน้าบ้านสองชั้นขนาดใหญ่ด้วยหัวใจที่เริ่มมีความหวัง
“ชื่ออะไรเธอน่ะ”
เขาเอ่ยถามทันทีที่เธอนั่งลงเรียบร้อยแล้ว
“ชื่อกังสดาลค่ะ กังสดาล เลิศสาลี เรียกว่ากั้งก็ได้ค่ะ”
เอ่ยแนะนำตัวเพียงสั้นๆ
“โอเครู้ชื่อแล้ว จะเรียกเธอว่ากั้งก็แล้วกัน แล้วไงต่อ…เล่าไปสิ”
“บ้านเกิดฉันอยู่เชียงรายค่ะ ตั้งแต่จำความได้ฉันมีแต่พ่อ ส่วนแม่ไม่เคยรู้ว่าอยู่ไหน เพราะท่านหายออกจากบ้านไปตั้งแต่ฉันอายุได้ขวบกว่าๆ ฉันเลยไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับท่าน ถึงจะอยู่กับพ่อ แต่คนที่เลี้ยงฉันมาก็คือคุณย่า บ้านของคุณย่าแยกออกมาต่างหากจากบ้านของพ่อ แต่ยังอยู่ในรั้วเดียวกัน
เหตุผลหลักๆ ก็น่าจะมาจากพ่อแต่งงานใหม่และพาผู้หญิงคนนั้นและลูกติดของเธอเข้ามาอยู่ในบ้าน แน่นอนว่าสองคนนั่นไม่ชอบฉัน โดยเฉพาะแม่เลี้ยงของฉัน เรียกว่าเกลียดเข้าไส้เลยก็ว่าได้ คุณย่าจึงรับฉันไปเลี้ยงดูที่บ้านเล็กด้วยตัวเอง ฉันจึงไม่ค่อยสนิทกับพ่อสักเท่าไหร่ พ่อก็ให้ความเอ็นดูฉันอยู่บ้าง แต่บ่อยครั้งที่ฉันมักจะรู้สึกเหมือนมีกำแพงบางอย่างกั้นกลางระหว่างเราพ่อลูก
แต่ฉันก็ไม่คิดมากหรอกค่ะ เพราะชีวิตฉันมีแค่คุณย่าก็พอแล้ว ท่านเลี้ยงดูและให้ความรักกับฉันเหมือนเป็นลูกคนหนึ่ง ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดีเพราะคุณย่าส่งเสียให้ฉันเรียนด้วยเงินของท่านเองไม่ยุ่งเกี่ยวกับพ่อ ชีวิตของฉันไม่ยากลำบากอะไร ได้กินได้ใช้และได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียนโดยมีย่าเป็นคนสนับสนุน
แต่เมื่อกลางปีที่แล้วท่านตรวจพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ระยะลุกลาม ท่านพยายามรักษาตัวอย่างเต็มที่ แต่การรักษาด้วยเคมีก็ทำให้อาการป่วยของท่านทรุดลงจนน่าใจหาย ระหว่างนั้นฉันก็อยู่ดูแลท่านตลอดโดยที่บ้านพ่อแทบจะไม่มีใครมาไถ่ถามอาการ นานๆ พ่อจึงจะแวะมาเยี่ยมคุณย่าสักครั้งแต่ก็อยู่ไม่นาน
ฉันเริ่มสงสัยว่าพ่อกับคุณย่าทะเลาะอะไรกันหรือเปล่า จึงได้ตัดสินใจเอ่ยถามขึ้นในวันหนึ่ง ตอนนั้นคุณย่าร้องไห้แล้วพูดเพียง
‘ย่าขอโทษนะลูก เจ้ากั้ง…ถ้าย่าไม่อยู่แล้วหนูอย่าอยู่ที่นี่ต่อนะลูก ไปตามหาแม่แล้วไปใช้ชีวิตกับแม่เขานะ รับปากย่าสิ’
ท่านบอกกับฉันแบบนี้แล้วนำกล่องใบหนึ่งมาให้ฉัน ในนั้นมีจดหมายของแม่นับร้อยฉบับที่ส่งมาหาฉันพร้อมกับรูปถ่ายของฉันกับแม่อีกหนึ่งใบ คุณย่าบอกให้ฉันตามหาแม่จากที่อยู่ตามหน้าซองจดหมาย
ตอนนั้นฉันเพียงแค่รับปากให้ท่านสบายใจเท่านั้น ไม่เคยคิดว่าสุดท้ายฉันก็ต้องทำตามที่ท่านบอกในที่สุด หลังคุณย่าเสียและจัดงานศพได้ไม่ถึงสิบวันก็เกิดเรื่องขึ้น..."