~°•☆•°~
‘พ่อ’ คำนี้ควรจะให้ความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยเมื่อได้นึกถึง
ก่อนหน้านี้เธอก็เชื่อว่าเป็นแบบนั้น แม้ว่าเขาจะไม่ได้มาคลุกคลีเลี้ยงดูตลอดเวลาแต่เธอก็ยังเคารพรักเขาในฐานะพ่อมาตลอด
กระทั่งเมื่อสามวันก่อน หลังงานทำบุญเจ็ดวันให้กับคุณย่าผู้ล่วงลับ วันนั้นแม่บ้านจากบ้านใหญ่มาบอกว่า
‘พ่อให้เธอไปกินข้าวเย็นด้วยกัน’
ในตอนนั้นเธอรู้สึกยินดีเพราะนานแล้วที่เธอแทบจะไม่เฉียดกรายไปบ้านพ่อเพราะรู้ว่าแม่เลี้ยงไม่ชอบหน้า
แต่เพราะคุณย่าเพิ่งเสียเธอจึงต้องกินข้าวคนเดียว แม้จะมีแม่บ้านที่มาคอยทำอาหารทำความสะอาดให้ทุกวัน แต่ก็เป็นแม่บ้านที่ไปเช้าเย็นกลับ บ้านหลังน้อยที่เธอเคยอยู่กับคุณย่าจึงดูเงียบเหงาไปถนัดตา เมื่อพ่อชวนไปกินข้าวด้วยเธอจึงรู้สึกยินดียิ่งนัก
แต่เมื่อเดินลัดเลาะเข้าไปทางหลังบ้านด้วยความเคยชิน เธอก็บังเอิญได้ยินเสียงทุ่มเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายของพ่อกับแม่เลี้ยง
เหตุผลแท้จริงของการทะเลาะกันจะเป็นเรื่องอะไรนั้นเธอไม่อาจรู้ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ใจคือ เรื่องนั้นมันเกี่ยวข้องกับเธออย่างแน่นอน
‘คุณจะให้มันอยู่ที่นี่อีกทำไมกัน คุณแม่ก็ตายไปแล้ว นังเด็กนั่นก็ไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องอยู่ที่นี่ต่อ คุณก็แค่ให้เงินมันไปสักก้อนหนึ่งก็พอแล้วนี่คะ’
เธอจำได้ว่านี่คือเสียงของแม่เลี้ยง
‘จะทำแบบนั้นได้ยังไงกัน คุณแม่ยกทรัพย์สินทั้งหมดของท่านให้ยายกั้ง พินัยกรรมระบุชัดเจนว่ายายกั้งจะใช้ทรัพย์สินพวกนั้นได้ตอนอายุครบยี่สิบปี แถมยังระบุแนบท้ายว่าไม่ให้มีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกด้วย เอาน่าถ้ายายกั้งยังอยู่กับเรา การจะถ่ายโอนมรดกเหล่านั้นกลับมาก็ยังพอมีทาง’
และนี่ก็คือเสียงพ่อของเธอนั่นเอง
‘ความจริงนังเด็กนั่นมันก็ไม่รู้เรื่องพินัยกรรมนี่เลยด้วยซ้ำ เราก็ไม่จำเป็นต้องบอกมันสิคะ ไล่มันออกจากบ้านไปก็สิ้นเรื่อง แล้วเราค่อยมาคุยกับทนายอีกทีว่าจะแก้ไขหรือถ่ายโอนทรัพย์สินกันยังไงได้บ้าง กฎหมายมันย่อมมีช่องทางอยู่แล้วล่ะค่ะ’
‘แต่ผมไม่เห็นด้วยที่จะไล่ยายกั้งออกจากบ้านนะ คุณคิดดูว่าเด็กสาวตัวคนเดียวจะใช้ชีวิตข้างนอกบ้านได้ยังไง ผมสงสารแกน่ะ’
เสียงของพ่อที่พยายามอธิบายกับแม่เลี้ยงทำให้กังสดาลรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาบ้าง แต่ทว่า…
‘คุณแค่สงสารมัน หรือว่าคิดอะไรอยู่ในใจกันแน่คะ อย่าคิดนะว่าฉันจะไม่รู้นะคุณประทีป’
เสียงแม่เลี้ยงหวีดหวายขึ้นมาทันที
‘ไปกันใหญ่แล้ว พูดอะไรของคุณกันน่ะ เอาเถอะน่าเชื่อผม ผมมีวิธีของตัวเองก็แล้วกันน่า’
‘ให้มันจริงเถอะ อย่าให้รู้ว่าคุณทำอะไรลับหลังฉันนะคะ’
เสียงแม่เลี้ยงเอ่ยขึ้นอย่างแง่งอน แต่ไม่รู้ว่าพ่อได้พูดอะไรกับแม่เลี้ยงต่อจากนั้น เพราะหลังจากจบประโยคของแม่เลี้ยง...เธอก็หันหลังเดินกลับบ้านแทบจะทันที นาทีนี้ความอยากอาหารแทบไม่หลงเหลืออีกแล้ว
***☆☆☆***
และในกลางดึกคืนนั้นเองก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น พ่อมาหาเธอบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย เธอจึงได้ออกมาคุยกับพ่อที่ห้องรับแขกของเรือน
“กั้ง ทำไมวันนี้ไม่ไปกินข้าวกับพ่อล่ะลูก”
คำถามแรกของพ่อเต็มไปด้วยความห่วงใยจนเธอแทบจะน้ำตาซึม
“กั้งไม่ค่อยหิวค่ะ แล้วก็ปวดหัวนิดหน่อยก็เลยไม่ได้ไปค่ะ”
จำได้ว่าเธอตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“แล้วตอนนี้เป็นยังไงบ้างล่ะลูก กินยาแล้วหรือยัง”
คำถามของพ่อมาพร้อมกับร่างหนาที่ขยับเข้ามาใกล้ มือใหญ่แตะหน้าผากและซอกคอเพื่อวัดอุณหภูมิ เธอสะดุ้งเล็กน้อยกับความอุ่นร้อนของมือนั้น
“เอ ตัวก็ไม่ร้อนนี่นา ไหนขยับมาใกล้ๆ สิ พ่อจะเป่าคาถาให้จะได้หายไวๆ”
ตอนนั้นเธอขยับเข้าหาอย่างพาซื่อ พ่อทำท่าท่องอะไรบางอย่างก่อนจะเป่าเบาๆ ที่หน้าผากของเธอ
นั่นคงไม่แปลกอะไรนัก ถ้าเพียงแต่เขาจะไม่เลื่อนปาก ร้อนๆ มาประกบปากของเธอ และนั่นเองที่ทำให้เธอเริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ จึงได้ผลักไสเขาราวกับต้องของร้อน พลางร้องถามออกไป
“นี่พ่อทำอะไรคะ!!”
เธอเอ่ยถามปากคอสั่น
“อะไรกันกั้ง แค่นี้ตกใจอะไรฮึ อย่าบอกนะว่าโตป่านนี้แล้วยังไม่รู้ว่าสิ่งนี้เรียกว่าอะไรน่ะ ถ้าไม่รู้พ่อก็จะบอกให้…มันเรียกว่าการแสดงความรักน่ะ กั้งโตแล้วนะ ต้องเรียนรู้เรื่องนี้ได้แล้ว
มามะ มาใกล้ๆ นี่ พ่อจะสอนบทเรียนสำคัญที่ผู้หญิงควรรู้ให้”
คำพูดนั้นยิ่งผลักให้เธอรีบตะกายร่างหนี เมื่อรับรู้ถึงความหมายในประโยคเหล่านั้นชัดเจน แต่คนที่เธอเรียกว่าพ่อกลับกระชากร่างของเธอกลับมาพลางขึ้นคร่อมร่างของเธออย่างรวดเร็ว
ใบหน้าของคนที่เธอเคยเคารพกลับกลายเป็นภาพของซาตานร้ายที่น่าเกลียดน่ากลัว
ทุกรอยสัมผัสที่แตะต้องบนร่างกายสร้างความรู้สึกขยะแขยงน่ารังเกียจจนเธอแทบอยากอาเจียน ไม่เคยรู้สึกสะอิดสะเอียดกับการกระทำของใครมากเท่าคนผู้นี้อีกแล้ว
คนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อกำลังลงมือกระทำชำเราเธอผู้เป็นลูกสาวอย่างไร้จิตสำนึกเป็นที่สุด!!
ร่างเล็กพยายามต่อสู้ขัดขืน ทั้งหยิกทั้งกัด ทั้งตะกายหน้าจนเกิดรอยแผลเลือดซิบ แต่เขาก็หาได้หยุดการกระทำต่ำทรามนั้นลงไม่ เธอทั้งถีบทั้งถองจนแทบจะหมดแรง
ก่อนจะรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้าย ซัดกำปั้นน้อยๆ ไปบนครึ่งปากครึ่งจมูกของผู้รุกรานแล้วผลักร่างหนาหนักออกจากตัวอย่างทุลักทุเล
เมื่อหลุดพ้นออกมาได้จึงหันไปคว้าสิ่งของที่พอจะเป็นอาวุธได้ขึ้นมาชิ้นหนึ่ง และแจกันลายครามแสนรักที่คุณย่าหวงนักหวงหนา ก็ถูกประเคนลงบนหัวของคนเป็นพ่ออย่างเต็มแรงเหวี่ยงจนแจกันดินเผาแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับร่างหนาของพ่อร่วงลงไปกองกับพื้นหมดสติไปทันที
เมื่อเห็นเขาล้มลงไปแบบนั้นแล้วเธอก็ไม่คิดจะรอชมผลงาน
สมองสั่งการให้ร่างกายเร่งรีบไปเก็บของเท่าที่จำเป็นลงกระเป๋าเป้ใบเก่งอย่างลนลาน เมื่อได้ของที่ต้องการแล้วก็รีบเผ่นออกจากบ้านอย่างไม่คิดชีวิต
สถานที่แรกที่คิดได้ในตอนนั้นคือ บ้านของเพื่อนที่เรียนด้วยกัน เธอโทรบอกเพื่อนว่าจะขอไปนอนด้วยสักคืน ไม่ได้บอกรายละเอียดอื่นใด เพียงเล่าให้เพื่อนฟังว่า เธอมีธุระด่วนที่สำคัญมากที่กรุงเทพฯ จึงไหว้วานให้เพื่อนไปส่งที่ท่ารถในตอนเช้า
เพื่อนจึงบอกว่ามีญาติที่กำลังจะเดินทางกลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ วันพรุ่งนี้พอดี ทั้งยังบอกว่าจะฝากญาติให้พาไปด้วย...จะได้มีเพื่อนเดินทาง เพราะเธอเองก็เพิ่งเคยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก
และเรื่องราวต่อจากนั้นก็คือเหตุการณ์ที่เธอได้เล่าให้จอมทัพฟังทั้งหมด
สิ่งที่เธอบอกกับเขาเป็นเรื่องจริง…แต่เป็นความจริงเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น อีกส่วนสำคัญที่ทำให้เธอหัวใจแทบสลายนั้น…เธอไม่อาจบอกเล่าให้ใครฟังได้ เพราะมันเป็นเรื่องอุบาทว์และน่ารังเกียจจนเกินกว่าจะเอ่ยถึง
ซ้ำร้ายมันยังสร้างแผลใจขนาดใหญ่ไว้ในหัวใจดวงน้อยของเธอ จนไม่อาจรู้เลยว่าจะลบรอยแผลเหล่านี้ออกไปได้อย่างไร
ใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนด้วยรอยคราบน้ำตาซบหน้าลงกับหมอนพลางร้องสะอึกสะอื้นจนตัวโยน
เธอร้องและร้องกระทั่งร่างกายอ่อนล้าจนเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจจำได้
แม้แต่ในความฝันเธอก็ยังคงร้องไห้จนดูราวกับว่าน้ำตาแทบจะหมดตัวได้เลย
>>>@