The best friend.1
หญิงสาวผมลอนยาวสะสวยรูปร่างสมส่วนหน้าตาบ๊องแบ๊วดวงตากลมโตจมูกโด่งเป็นสันผิวพรรณขาวสว่างไสวราวกับหลอดไฟเดินได้ผู้คนรอบข้างต่างก็จ้องมองเป็นตาเดียวแต่ใครจะไปคิดล่ะว่าเธอจะเดินเข้ามาทักคนอย่างผมหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจรับน้อง
ซึ่งตอนนี้ผมกำลังนั่งรอเพื่อนขับรถมารับอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนหน้าคณะศิลปกรรมศาสตร์
"นายอยู่ปีหนึ่งเหมือนกันใช่ปะ ทำไมหน้าแก่จังเลยอะ" เสียงเล็กเสียงน้อยเอ่ยถามขึ้นเมื่อเจ้าตัวมายืนหยุดตรงหน้าฉีกยิ้มกว้างราวกับว่าประโยคเมื่อครู่เป็นเรื่องตลก
แล้วจะให้ผมตอบเธอยังไง แน่ใจเหรอวะว่านี่คือคำทักทายคนแปลกหน้าแต่ไม่เป็นไรผมให้อภัยได้เพราะร่างบางตรงหน้าสวยเกินกว่าจะขุ่นเคืองใจอีกอย่างไอ้พวกหน้าตัวเมียกำลังจับจ้องมายังพวกเราทั้งสอง เดี๋ยวเจอคนอย่างไอ้เจ๋งสร้างความอิจฉาให้ตายห่าไปเลย
"ใช่ ทำไมเหรอ"
"เราไม่มีเพื่อนอะขอเป็นเพื่อนด้วยได้ไหม"
ผู้หญิงหน้าตาดีมีไม่น้อยที่คู่ควรเป็นเพื่อนกับเธอแปลกใจก็ตรงที่เธอเดินเข้ามาขอเป็นเพื่อนกับผู้ชายไม่เอาไหนแต่งกายผิดระเบียบอย่างผมนี่แหละ
หรือนี่คืออีกหนึ่งเหตุผลที่เธอจะได้เข้าใกล้คนหล่อ ๆ แบบผมวะ
และเมื่อร่างบางตรงหน้ายังไม่ได้คำตอบก็ทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ ฝ่ามือเล็กเขย่าท่อนแขนผมไปมาราวกับว่ารู้จักกันมาเนิ่นนาน
"นะ ๆ เรามาจากต่างจังหวัดอะไม่รู้จักใครเลย"
สวยสับขนาดนี้ปฏิเสธก็บ้าแล้วถึงแม้ตอนนี้เป็นแค่เพื่อนอนาคตข้างหน้าอาจจะได้เลื่อนเป็นแฟนก็ได้
"อืม ๆ ก็ได้เลิกเขย่าแขนได้แล้ว"
เลิกจริงหมายถึงเลิกเขย่าแขนผมแล้วเอาใบหน้าสวย แนบลงช้อนตาขึ้นมองปากเล็กยกยิ้มหน้าบานเท่าจานดาวเทียม บอกตามตรงว่าผมอยากเอามาทำเมียฉิบหาย ตั้งแต่เกิดมาจากท้องแม่จนอายุสิบเก้าขวบไม่เคยถูกอกถูกใจผู้หญิงคนไหนเท่ายัยบื้อมาขอเป็นเพื่อนตอนนี้เลย
"ชื่อไรอะนาย" พอทรงตัวกลับมานั่งปกติก็เอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง
"ชื่อเจ๋ง"
"เจ๋งสมชื่อปะ"
"หึ เดี๋ยวก็รู้" ผมที่กระตุกยิ้มเบา ๆ พลางก็ยักคิ้วข้างหนึ่งไปที
"เราชื่อข้าวสวยเป็นเด็กขอนแก่นพ่อเป็นนายกเทศมนตรีส่วนแม่เป็นคุณหญิงเมียของท่านนายก แต่ด้วยความที่เราอยากเจอสังคมใหม่ ๆ เลยเลือกมาเรียนที่นี่" ยังไม่ทันที่ผมจะเอ่ยปากถามคนข้าง ๆ ก็สาธยายให้ฟังซะยาวเหยียด
หน้าตาขัดกับบุคลิกเหลือเกินนะแม่คุณดูท่าน่าจะเป็นคนเฟรนลี่ ขี้เล่น อยู่ไม่น้อย
"แล้วพ่อต้องหวงลูกสาวเหมือนในหนังด้วยงี้เปล่า"
"เปล่า พ่อกับแม่ตั้งความหวังให้ลูกสาวคนเดียวของบ้านอย่างเราหอบลูกเขยเมืองกรุงหล่อ ๆ รวย ๆ ไปฝาก"
"แล้วเจอบ้างยังคนหล่อ" แกล้งถามไปงั้นเผื่อเธอจะบอกว่าเป็นคนข้าง ๆ ที่นั่งอยู่ด้วยกันตอนนี้
"ไม่เจอก็บ้าแล้วตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามามหาลัยมองจนแทบน้ำลายจะไหล แต่ที่ถูกใจสุดคงจะเป็นหัวหน้าพี่ว้าก สาธุขอให้ข้าวสวยคนนี้เป็นเมียพี่เขาด้วยเถอะ" น้ำเสียงติดเล่นละเมอเพ้อฝันรอยยิ้มมีเลศนัยก่อนจะตามด้วยพนมมือยกขึ้นเหนือหัว
เธอสวยแต่เธอแปลก แปลกที่ไม่เห็นความหล่อของผม
"เลิกเพ้อได้แล้ว ไอ้พี่ว้ากมันมีเมียแล้วเสียใจด้วยนะ"
"ทำไมนายถึงรู้ มั่วหรือเปล่า" คนข้าง ๆ โน้มตัวเล็กน้อยหันมาจ้องมองหน้าผมราวกับว่ากำลังจับผิด
ก็ไอ้พี่ว้ากที่เธอพูดถึงมันคือพี่ชายของผมเองซึ่งทางมหาลัยมีกลไกอย่างไรไม่รู้ถึงเอาคณะนิเทศศาสตร์และคณะศิลปศาสตร์มารับน้องร่วมกันเฮียเจษเลยได้มายืนเสนอหน้านิ่งถือโทรโข่งอยู่เมื่อครู่นี้และผู้เป็นพี่จะเข้าสู่ประตูวิวาห์กับแฟนสาวหลังจากเรียนจบ อีกอย่างผมหล่อกว่าเห็น ๆ เธอตาถั่วหรือไง
"ก็เธอว่ามันหล่อไม่ใช่หรือไงแล้วคนหล่อที่ไหนมันจะไม่มีแฟนวะ"
"งั้นแสดงว่านายก็มีแฟนแล้วนี่"
เชี่ย! เธอกำลังบอกว่าผมหล่อเหรอวะ
"ละเว้นฉันไว้คนหนึ่งหน้าตาดีแถมไม่มีเมียด้วยโว้ย"
"ไม่มีใครเอาเหรอน่าสงสารจัง"
นั่นเหรอปากอยากจะถามเธอออกไปสักทีแต่ติดตรงที่เกรงใจใบหน้าสวย ๆ ถ้าผมไม่อยากได้เธอมาเป็นเมียคงฟาดงวงฟาดงาเข้าให้สักป๊าบ ลองเป็นไอ้แก๊งนรกเพื่อนผมพูดดูดิคงไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้แน่นอน
"ไม่อยากจะโม้มีผู้หญิงต่อแถวเข้ามาจีบยาวเป็นหางว่าว เธอจะยอมเป็นหนึ่งในนั้นด้วยไหม" เลิกคิ้วสูงขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ตั้งใจฟังคำตอบ คนข้าง ๆ กลับเบือนหน้าหนี
"เราไม่ใช่ผู้หญิงตาบอดนะ"
โอ้เธอเจ็บจี๊ด
คนอย่างไอ้เจ๋งมันไม่ดีตรงไหนรูปหล่อพ่อรวยมีเงินให้ใช้มีรถขับครอบครัวทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
"..."
"พูดไม่ออกเลยดิหยอก ๆ น่าเราแค่อยากคบเพื่อนผู้ชายบ้างแลดูนายก็เป็นคนจริงใจดี"
โชคดีที่เธอเข้าหาถูกคนถ้าเจอผู้ชายเหี้ย ๆ หน่อยไม่อยากจะคิด ผมก็ไม่ได้มีพิษภัยอะไรแต่แค่ผมไม่ได้อยากเป็นเพื่อนกับเธอเท่านั้นเองพูดง่าย ๆ คืออยากเป็นสามีในอนาคตถูกใจตั้งแต่แรกพบผู้หญิงบ้าอะไรสวยฉิบหาย
ผมดูชอบคนง่ายเกินไปหรือเปล่าวะ แต่ความรู้สึกคือใช่เลยอยากครอบครองเป็นเจ้าของ หัวใจเต้นแรงแทบจะหลุดออกแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนมันบ่งบอกว่าผมกำลังตกหลุมรักผู้หญิงคนสวยคนนี้
"หึ เคเดี๋ยวแนะนำเพื่อนอีกสองคนให้รู้จัก"
"หน้าอย่างนายยังมีคนคบด้วยเหรอนอกซะจากข้าวสวยคนนี้แล้ว"
"พูดงี้เดี๋ยวได้สวย"
"ก็สวยอยู่แล้วปะ ไม่งั้นคนแถวนี้จะมองเราเหรอรวมถึงนายด้วย"
"รู้ดีจังเลยนะแม่คุณ" ว่าจบผมก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงยื่นมือไปคว้าเอามือเล็กมาจับไว้แล้วกึ่งเดินกึ่งลากอีกคนออกไปจากจุดที่พวกเรานั่งกันอยู่
เพราะเพื่อนอีกคนบอกจะขับรถมารับเวลาผ่านไปหลายนาทีก็ไม่โผล่มาสักทีจนผมต้องลากเพื่อนใหม่ติดสอยห้อยตามมาด้วย
"นายจะพาเราไปไหนเนี่ย" เสียงเล็กเอ่ยท้วงขึ้นทันทีแต่สองเท้าก็ยอมเดินตามมาอย่างเสี่ยงไม่ได้
"ไม่ได้ชื่อนายชื่อเจ๋งครับ" เอี้ยวหน้ากลับมาบอกคนที่กำลังจับมืออยู่ด้านหลังพร้อมกระตุกยิ้มกวนส่งไปที
"เออไอ้เจ๋งจะพาเราไปไหน"
"หึ ตามมาเถอะน่าไม่พาไปฆ่าหรอก"
มีเพียงเสียงลอบถอนหายใจของคนหลังแต่เจ้าตัวก็ยอมเดินตามมาอย่างว่าง่าย พอมาถึงจุดหมายคือโรงจอดรถของทางสถาบันก็เจอกับเพื่อนที่มันบอกจะไปรับกำลังนั่งยองเคาะรถมอเตอร์ไซค์คันเก่าของมันอยู่
ถ้าเดาไม่ผิดก็คงเสียอีกเช่นเคย ยืนมองมันอยู่ชั่วครู่ก่อนจะส่งเสียงให้คนนั่งข้าง ๆ รถคันเก่าได้รู้ตัว
"กูก็นั่งรอวนไปดิ"
"รถกูเสียอีกแล้ววะ ไอ้จ้านกำลังกลับไปเปลี่ยนรถกระบะมาหอบลูกรักกูกลับบ้าน" เสียงเข้มว่าบอกพร้อมกับแหงนหน้ามองหน้าผมตามมาด้วยคิ้วหนาขมวดกันเป็นปมเมื่อเห็นอีกคนที่ผมกำลังจับมือถือแขนยืนอยู่เคียงข้าง
ส่วนไอ้จ้านที่เพื่อนกล่าวถึงมันก็คือเพื่อนอีกคนในกลุ่มแก๊งมีกันอยู่สามคน ซึ่งเมื่อเช้าเจ้าตัวขับรถสปอร์ตมาเรียนจนต้องลำบากกลับไปเปลี่ยนรถคันใหม่เพื่อมารับไอ้ตัวปัญหาและรถมอเตอร์ไซค์คันเก่าของมันกลับไปส่งบ้าน
ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมไอ้โต้งถึงขับรถคันเก่ามาเรียนทั้งที่ฐานะทางครอบครัวรวยระดับต้น ๆ ของประเทศและผมเองก็เป็นบ้าชอบนั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ไฟเลี้ยวไม่มีของมันซะเหลือเกิน
"เออแล้วรอบนี้เสียตรงไหนอีก"
"ไม่รู้แม่งสตาร์ทไม่ติดเฉย ถ้ามึงรีบก็กลับไปก่อนก็ได้"
"กูไม่อยากเสียค่าแท็กซี่รอไอ้จ้านไปส่งด้วยดีกว่า"
"เงินแค่ไม่กี่บาทขนหน้าแข้งมึงไม่ร่วงหรอกไอ้เวร"
จะหนีกลับก่อนได้ไงในเมื่อเรามาด้วยกันทางกลับบ้านพวกมันก็ต้องผ่านคอนโดผมอยู่แล้ว เอาแต่สนใจเรื่องรถจนลืมแนะนำคนข้าง ๆ เสียสนิทคิดได้ดังนั้นจึงรีบเอ่ยบอกเพื่อนทันที
"นี่ข้าวสวย"
"แฟน?" ถึงจะเป็นเพียงประโยคสั้น ๆ แต่สีหน้าของคนที่กำลังลุกขึ้นนั่งคร่อมรถมอเตอร์ไซค์ก็สงสัยอยู่ไม่น้อย
"แฟนก็บ้าแล้วเรามาขอเจ๋งเป็นเพื่อนน่ะ" ไม่ต้องรีบปฏิเสธก็ได้ไหมวะ เพื่อนมันถามผมต่างหากไม่ได้ถามเธอ
"อ๋อครับ..ก็ว่าคนสวย ๆ อย่างข้าวสวยจะมาเป็นแฟนไอ้เจ๋งได้ไง"
"ทำไม กูมันทำไม"
"ก็มึงสติไม่ค่อยสมประกอบเท่าไหร่"
"เพื่อนเวรมึงก็หักหน้ากูเกิน"
"หึ ๆ " เสียงแค่นหัวเราะสะใจถ้าไม่ติดว่าข้าวสวยยืนอยู่ด้วยผมคงได้ง้างเท้าถีบมันเข้าให้สักที"
"เราชื่อโต้งนะ ไอ้นี่ก็ไม่คิดจะแนะนำชื่อกูให้เพื่อนรู้จักเลย" พอบอกกับเพื่อนใหม่เสร็จไอ้เพื่อนเก่าอย่างผมก็โดนมันว่าอีกตามเคย
"เย็นนี้นัดทานข้าวกันไหมจะได้รู้จักกันมากขึ้น" เป็นข้าวสวยที่เอ่ยชวนซึ่งผมเองก็เห็นด้วย
"ที่ไหนดี"
"บ้านกูไหมล่ะปาร์ตี้ข้างริมสระเหมือนเดิม" สถานที่ผ่อนคลายที่เราทั้งสามมักจัดขึ้นอยู่บ่อยครั้งซึ่งข้อเสมอของไอ้โต้งมันก็ดีแต่สำหรับข้าวสวยแล้วเธอจะยอมตกลงไหมเพราะนี่คือวันแรกที่พวกเราได้รู้จักกัน
จะไว้ใจพวกผมมากแค่ไหน
"มึงต้องถามข้าวสวยมากกว่าเพราะกูยังไงก็ได้อยู่แล้ว"
"เราไม่ติดไปได้"
"โอเคงั้นตกลงตามนี้ วานข้าวสวยให้ไอ้เจ๋งติดรถกลับคอนโดด้วยได้ไหมคือเราต้องเอารถไปซ้อมด้วยขี้เกียจวนกลับมาส่งมัน" ไอ้เพื่อนคนนี้มันรู้งานจังวะน่าตกรางวัลแดกเหล้าฟรีตลาดทั้งปีเสียจริง
"ได้ดิ งั้นเรากลับก่อนเลยนะเดี๋ยวเย็นรถติด"
"เจอกันคืนนี้"
พอเพื่อนทั้งสองร่ำลากันผมจึงอาศัยจังหวะเวลาเสี้ยววินาทีไม่ให้อีกคนเห็น โดยการยกนิ้วหัวแม่มือขึ้นเยี่ยมส่งไปให้ไอ้คนนั่งคร่อมรถมอเตอร์ไซค์พอมันเห็นผมทำเช่นนั้นก็ไหวไหล่ยิ้มกรุ้มกริ่มรู้ดีจริง ๆ เลยนะมึง
"เลิกตีเนียนจับมือเราได้แล้ว เดินตามมาไอ้เจ๋ง"