บทที่ 1 Doppelgange คนหน้าเหมือนที่ไม่ได้เป็นฝาแฝด
รถหรูสีดำนับสิบคันจอดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบอยู่ที่ถนนสายหนึ่ง ชายรูปร่างสูงผิวขาวสะอาด สวมใส่ชุดสุทที่ไม่สามารถพูดถึงราคา แว่นดำสุดหรูถูกถอดออกเผยให้เห็นดวงตาคม รับกับจมูกโด่ง ขายาวๆ ก้าวไปด้านหน้าก่อนจะเงยขึ้นมองป้ายอาคารขนาดใหญ่ ที่เป็นแกลเลอลี่แสดงภาพเก่าแก่โบราณประจำตระกูล
“ทำไมพี่ใหญ่ถึงนัดมาเจอที่นี่นะ มาได้ทุกวัน มีอะไรให้หน้าดูกัน”
ชายร่างสูงถอนหายใจก่อนจะก้าวเดินเข้าไปด้านใน ในตัวอาการติดเครื่องปรับอาการเพื่อรักษาอุณภูมิให้กับรูปภาพที่ไม่อาจประเมินราคาได้ หากคำนวนเอาคราวๆ รูปภาพทั้งหมดนี้ก็อาจจะสามารถซื้อเกาะขนาดกลางได้เลยทีเดียว
โถงทางเดินขนาดกว้าง ตามกำแพงประดับประดาไปด้วยภาพวาดโบราณที่ขึ้นชื่อว่าหายาก ทั้งทางเดินยังมีตู้กระจกเล็กๆ ที่ใส่ของตกแต่ง เช่นแจกันหยก หรือถ้วยโถโอชาม
ไม่ไกลกันนั้นมองเห็นชายในเสื้อเชิ้ตสีขาว แขนเสื้อยาวทั้งสองข้างถูกพับขึ้นมาจนถึงข้อศอกพร้อมกับมือสองข้างที่ล้วงอยู่ในกระเป๋า
นัยตาสีเข้มจดจ้องไปยังภาพวาดในกรอบรูปบนกำแพงที่เป็นรูปของสตรีนางหนึ่งในชุดแต่งงานสีแดงตามแบบของโบราณ รอยยิ้มของนางดูอ่อนโยนและสดใส แต่ทำไมในดวงตากลับแสดงออกมาให้รู้สึกว่านางกำลังเศร้าหมอง
เฉิงไท่เวย เจ้าของธุระกิจสีเทาที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง ชายหนุ่มในวัยสามสิบสองปี เจ้าของรูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าคมดุ นัยตาของเขาแม้จะเป็นสำสนิท แต่หน้าแปลกที่เมื่อยามต้องแสงไฟมันกลับแวววาวเป็นเส้นสีราวกับดวงตาของพยัคฆ์ และนั่นคือเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ผู้หญิงหลายคนไม่อาจจะปฏิเสธและยินยอมพร้อมใจที่จะขึ้นเตียงของเขาแม้เพียงแค่ชั่วข้ามคืน
“พี่ใหญ่ ผมไม่เข้าใจทำไมพี่ถึงชอบมาที่นี่นัก มีแต่ของโบรานเก่าคร่ำครึ ไม่ได้มีอะไรให้หน้ามองเท่าสะโพกของสาวๆ ที่กำลังรอผมอยู่ที่ผับเลย”
เฉิงรุ่ยจาง เป็นน้องชายเพียงคนเดียวของเฉิงไท่เวย ด้วยธุระกิจที่ดำเนินมาตั้งแต่ต้นตระกูล ทำให้ต้องสูญเสียบิดาไปด้วยเหตุผลของการขัดแย้งทางผลประโยชน์ หรือเรียกว่าโดนลอบฆ่า
ตอนนั้นเข้าอายุสิบเก้าปีแล้ว และเฉิงจางรุ่ยอายุเพียงสิบขวบ ก่อนที่บิดาและมารดาจะสิ้นใจ ยังฝากฝังเอาไว้ว่าให้ดูแลน้องชายและธุระกิจของครอบครัวให้ดี
“แม้มันจะเป็นเรื่องผิดกฏหมาย แต่อย่าลืมว่าหากเราล้มละลาย ลูกน้องอีกนับพันชีวิตก็จะแย่ไปด้วย แกอยู่ได้แม้ไม่มีพ่อกับแม่อยู่ข้างๆ แกยังมีน้อง พ่อรู้ว่าแกทำได้ แกเข้มแข็ง และแกต้องสอนน้องให้เข้มแข็งได้เหมือนกับแก และแกรู้ว่าพ่อกับแม่รักแกกับน้องมากที่สุด”
นั่นเป็นประโยคสุดท้ายของการพูดคุยกัน หลังจากนั้นเฉิงกรุ๊ปที่ผู้นำจากไปก็แทบจะล้มละลายเมื่อหลายคนเลือกที่จะขายหุ้นออก ใครจะกล้าไว้ใจเด็กที่อายุเพียงสิบเก้าที่ต้องเข้ามาบริหารกิจการในเครือ ทั้งคาสิโน โรงแรม หรืออีกหลายอย่างที่ใช้มือนับยังไม่พอ
“แกว่า ผู้หญิงในรูปนี้เธอกำลังมีความสุข หรือกำลังเสียใจกันแน่”
จู่ๆ เฉิงไท่เวยก็พูดออกมา
“ก็ต้องมีความสุขสิพี่ เห็นชัดว่าเธอกำลังยิ้มอยู่”
เฉิงไท่เวยไม่พูดต่อ สายตาของเขายังคงจดจ้องไปที่รูปวาด ก่อนผู้ดูแลแกลเลอลี่จะก้าวเข้ามา ในมือของเขามีหีบยาวที่แกะสลักอย่างงดงามและปราณีตมาก
“ท่านครับ นี่คือชิ้นล่าสุดที่คนของเราประมูลมาได้”
เฉิงไท่เวยขยับมืออกจากกระเป๋าก่อนจะยื่นไปรับม้วนกระดาษที่ถูกบรรจุมาอย่างดี
แผนกระดาษสีเหลืองแกมน้ำตาลบงบอกถึงอายุที่ยาวนานของมัน เมื่อค่อยๆคลี่ออก ก็เห็นเป็นภาพวาดของบุรุษผู้หนึ่งที่สวมใส่ชุดสีแดง บนศีรษะสวมกวานทองบ่งบอกถึงตำแหน่งและดูมีอำนาจ
“ว่ากันว่า นี่เป็นรูปภาพของฮ่องเต้พระองค์หนึ่ง แต่ไม่สามรถระบุได้ว่าเป็นช่วงราชวงศ์ใด”
ผู้ดูแลแกลเลอลี่กล่าวอธิบาย ตอนนั้นเฉิงรุ่ยจางก็ชะเง้อหน้าเข้ามาดู
“เอ๊ะพี่ คนในรูปวาดนี้ดุเหมือนกับพี่เลย”
พอได้สังเกตดีๆ เฉิงไท่เวยถึงจะได้รู้สึกว่าคนในภาพวาดดูคล้ายเขาอยู่มากทีเดียว แต่ที่ต้องแปลกใจคือองค์ประกอบของพื้นหลัง เมื่อลองนำมาทาบกับภาพของหญิงสาวบนกำแพงจึงได้เห็นว่า พื้นหลังของพวกเขาเป็นรูปเดียวกัน
“เอ๊ะ หรือว่านี้คือภาพของคู่รัก”
เฉิงรุ่ยจางเกาคางอย่างคบคิด
“พี่ใหญ่ หรือว่าเราจะเป็นเชื้อพระวงศ์ของฮ่องเต้ราชวงศ์ใดราชวงศ์หนึ่ง หรือพี่จะเป็นฮ่องเต้ที่กลับชาติมาเกิด ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ”
เฉิงรุ่ยจางหัวเราะอย่างขบขันก็เรื่องนี้มันอย่างกับละครที่เคยเห็นผ่านตา หรือไม่ก็นิยายสมัยใหม่ที่เด็กวัยรุ่นสมัยนี้ชอบอ่านกัน
“บอกให้คนจัดใส่กรอบให้ดี แล้วเอามาแขวนคู่กัน”
เฉิงไท่เวยส่งรูปคืนให้กลับผู้ดูแล เขามองรูปวาดของหญิงสาวอีกครั้ง พลันต้องรู้สึกแปลกใจทำไมเขาถึงรู้สึกว่าเธอกำลังยิ้มออกมาอย่างดีใจ หรือเธอรอคอยที่จะได้พบเจอคนที่เธอรักซึ่งก็คือคนในรูปวาดนี้อย่างนั้นหรือ