"เจ้ารู้ตัวไหมว่าทำตัวเสียมารยาทใส่ท่านจอมมารไปกี่รอบแล้ว!"
จิลตะคอกใส่ฉันเสียงดังทำเอาฉันได้แต่ก้มหน้างุดยอมโดนว่าอยู่ฝ่ายเดียว โดยมีจอมมารแดรีลนั่งจิบชามองด้วยสีหน้าเรียบเฉยอยู่ฝั่งตรงข้าม
พ่อบ้านของเฟลิกซ์พาพวกเราสามคนมาที่ห้องรับแขกชั้นสามซึ่งเป็นห้องรับรองที่ดูหรูหราอลังการที่สุด อีกทั้งภายในห้องรับแขกก็ยังมีชุดน้ำชาและของว่างเตรียมไว้เรียบร้อยเสร็จสรรพอีกด้วย
การที่จิลมาแว้ดๆ ใส่ฉันแถมยังเปลี่ยนสรรพนามการเรียก 'นายท่าน' กลับมาเป็น 'ท่านจอมมาร' เป็นเพราะจอมมารแดรีลได้ร่ายเวทกันเสียงชั้นสูงไว้ที่ห้องนี้แล้ว ทำให้ไม่มีใครนอกห้องจะได้ยินที่เราคุยกันแม้แต่คำเดียว
"ขะ- ข้ารับไม่ได้นี่ มันโหดร้ายเกินไป"
ตั้งแต่มาอยู่ต่างโลกฉันก็ไม่เคยได้เห็นการกระทำโหดร้ายแบบนี้เลยสักครั้ง มันเลยทำให้ฉันรู้สึกต่อต้านกับเรื่องบ้าๆ แบบนี้ ถึงแม้ในชาติก่อนฉันจะเคยเห็นข่าวเรื่องโหดร้ายมาเยอะ แต่นั่นก็คือได้ดูจากในทีวีหรืออินเตอร์เน็ต ไม่เคยได้เห็นของจริงสักครั้ง
"ทุกชีวิตต้องหาทางอยู่รอดของตัวเองกันทั้งนั้น เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่เจ้าควรจะรู้ตั้งแต่แรกแล้วนะไซเนียร์"
"แต่ข้าไม่เข้าใจ...กะอีแค่ลูกแก้วก้อนเดียวทำไมถึงต้องทำกันขนาดนี้ด้วย?"
จิลถอนหายใจแล้วพูดน้ำเสียงจริงจังพร้อมจ้องตามาทางฉันแล้วถามขึ้น
"ลูกแก้วก้อนเดียว? เจ้าไม่เข้าใจถึงความสำคัญของคริสตัลเอเทอร์สักนิดจริงๆ น่ะเหรอ?"
"กะ- ก็ไม่รู้น่ะสิ"
"ท่านจอมมารคะ จะอนุญาตให้ข้าทำไหมคะ?"
จิลหันไปถามจอมมารแดรีลซึ่งเขาก็เหมือนหยุดคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าให้
"เจ้าน่ะ มายืนตรงหน้าข้าเดี๋ยวนี้เลย"
"เจ้าจะทำอะไร"
ฉันถามแล้วมองจิลอย่างหวาดระแวงเพราะกลัวเธอจะทำอะไรแปลกๆ แต่จิลก็เหมือนจะหงุดหงิดกัดฟันกรอดๆ หลายรอบจนฉันกลัวจำใจต้องไปยืนอยู่ตรงหน้าเธออย่างช่วยไม่ได้
"สิ่งที่ข้าจะทำให้ดูต่อไปนี้ ข้าทำเพราะมันอธิบายเป็นคำพูดได้ลำบาก ข้าไม่ได้ทำเพราะเกลียดเจ้า หรือจริงๆ อาจจะเกลียดก็ได้นะ"
จิลเข้ามากระซิบข้างหูฉันเบาๆ แล้วผละออกไปก่อนจะเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาราวกับปีศาจซึ่งมันทำให้ฉันรู้สึกขนลุก เธอจับมือฉันทั้งสองข้างแล้วกุมไว้แน่น
ฉันรู้สึกเหมือนบรรยากาศในห้องมันเปลี่ยนไป พอฉันมองใบหน้าของจิลก็ถึงกับต้องขนลุกเมื่อเพียงพริบตาเดียวดวงตาของจิลก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำเหมือนเมื่อวันนั้นวันที่เธอ 'คลั่ง' จนเผลอตัวทำร้ายฉัน
ความกลัวทำให้ฉันพยายามที่จะดึงมือออกจากจิลแต่ก็ทำไม่ได้เพราะแรงของเธอเยอะกว่าฉันมาก
"ปล่อยข้านะ...อึก!"
หัวใจฉันกระตุกขึ้นมาแบบไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ ฉันรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงในร่างกายหายไปในวูบเดียว จนฉันยืนไม่อยู่ต้องทรุดลงไปนั่งกับพื้นโดยมีจิลจับมือฉันแน่นไม่ยอมปล่อย
"นะ- นี่มันอะไร..."
หายใจไม่ออก ทรมาน นี่คือความรู้สึกของฉันในตอนนี้ ทุกอย่างมันรวดเร็วเกินจนฉันรับรู้ไม่ทันแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน พอเงยหน้ามองจิลก็เห็นว่าใบหน้าของเธอดูเย็นชาเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับอาการของฉัน
"เจ้ารู้สึกยังไงล่ะ...เจ็บปวด ทรมานใช่ไหม?"
"อึก...ขะ- ข้าหายใจไม่ออก"
"ปีศาจอย่างพวกข้าในร่างกายล้วนแต่มี 'มานา' อยู่กันทุกตน การมีพลังมากก็ย่อมใช้มานาเยอะตาม ส่วนพวกที่ไม่มีมานาก็จะกลายเป็นพวกอ่อนแอและไม่มีสติ และเมื่อ 'มานา' ในร่างกายของเจ้าถูกดึงออกไปจากร่างกายจนเกือบหมด ก็เสมือนชีวิตของเจ้าถูกดึงออกไปเช่นกัน"
จิลปล่อยมือจากฉันแล้วหันหลังไปหยิบอะไรบางอย่างซึ่งฉันก็ไม่มีแรงพอจะมองว่าเธอกำลังหยิบอะไร
"คริสตัลเอเทอร์ลูกนี้มีมานาแฝงอยู่มากมายนัก มันเพียงพอที่จะต่อชีวิตให้แก่เจ้า ช่วยให้ปีศาจระดับสูงแบบพวกข้าไม่ตกอยู่ในสภาวะ 'คลั่ง' จนต้องออกไปทำร้ายใครอีก แต่ถ้าเลือกที่จะไม่กินอะไรเลยแล้วไร้ซึ่งพลังจนต้องโดนคนอื่นฆ่าตายพวกข้าก็ไม่เอาหรอก" จิลจ่อคริสตัลลูกเล็กนั่นมาที่ปากของฉัน "กินซะสิ"
"มะ- ไม่"
ฉันพยายามใช้แรงที่เหลืออยู่น้อยนิดในการปัดมือเธอออกไป จิลขมวดคิ้วแล้วมองฉันด้วยสีหน้าหงุดหงิด พลางบังคับจับปลายคางฉันให้เชิดขึ้นเพื่อสบตากับเธอ
"หากเจ้าไม่กินเจ้าก็ต้องตาย หรือเจ้ายอมตายดีกว่าสินะ?"
"ใช่..."
ความตายที่เคยสัมผัสมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ถ้าเจออีกสักครั้งจะเป็นอะไรไป การที่ฉันจะต้องมีชีวิตรอดโดยการพรากชีวิตและเลือดเนื้อของคนอื่น มันทำให้ฉันรู้สึกแย่ ฉันไม่ใช่คนแบบนั้นแน่ๆ...
"อึก..."
ฉันทรุดลงไปนอนกับพื้นพลางหอบหายใจอากาศเข้า ความทรมานมันเริ่มท่วมล้นแทบจะทะลักร่างกายฉันอยู่แล้ว ตอนนี้ฉันมองไม่เห็นอะไรเลย...
"เจ้านี่มันดื้อจริงๆ! อ๊ะ...ท่านจอมมาร"
จอมมารแดรีลเข้ามาพยุงฉันให้อยู่ในอ้อมแขนของเขา ถึงแม้จะเลือนรางแต่ฉันก็พอจะมองออกว่าคนตรงหน้าเป็นใคร หลากหลายคำพูดที่จุกอยู่ในอกอยากจะด่าอยากจะว่าเขาสารพัดแต่ก็พูดอะไรออกไปไม่ได้มากมาย
"คนใจร้าย..."
"ข้าไม่ใช่มนุษย์ เพราะงั้นจะให้ข้ารู้สึกสงสาร เวทนาเช่นพวกมัน ข้าทำไม่เป็นหรอกนะ"
"..."
"การที่เจ้าห่วงชีวิตผู้อื่นมันก็ไม่ใช่เรื่องแย่ เพียงแต่การที่ทุกชีวิตจะอยู่รอดได้โดยไม่ฆ่าฟันหรือแย่งชิงชีวิตผู้อื่นมันเป็นไปไม่ได้ในโลกใบนี้"
จอมมารแดรีลหยิบคริสตัลลูกนั้นมาใส่ปากตัวเองก่อนจะจับคางให้ฉันเชิดขึ้นเล็กน้อย แล้วก้มลงมาประกบริมฝีปากของฉันอย่างแผ่วเบา ฉันเบิกตากว้างเพราะรู้สึกถึงบางอย่างที่กำลังไหลเข้าไปในลำคอ สองมือพยายามทุบตีเขาแต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
"อื้ออ!"
อึก...
การจูบอันเนิ่นนานเกือบห้านาทีแต่สำหรับฉันมันยาวนานมากกว่านั้นหลายเท่า สุดท้ายฉันก็ต้องยอมแพ้แล้วกลืนคริสตัลเอเทอร์ลงไปจนได้ น้ำตาฉันไหลออกมามันยากที่จะฝืนไม่ให้ร้องไห้ออกมา เพราะการที่กลืนมันเข้าไปก็เท่ากับว่าตัวฉันเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ทำร้ายพวกเอลฟ์เหล่านั้นด้วยเช่นกัน...
"ดีขึ้นแล้ว..."
เพี๊ยะ!
"ท่านจอมมารคะ!"
พอจอมมารแดรีลปล่อยฉันให้เป็นอิสระและเรี่ยวแรงฉันเริ่มกลับมา ฉันตวัดฝ่ามือไปที่ใบหน้าของเขาอย่างแรงจนจิลเองเห็นก็ยังตกใจกับสิ่งที่ฉันทำกับเจ้านายของเธอ
"ข้าเกลียด...เกลียดท่านที่สุด!"
"แม่หนู! เดี๋ยวช่วยยกไปให้ร้านค้าฝั่งตรงข้ามหน่อยนะ"
"ได้ค่ะๆ จะรีบยกไปเดี๋ยวนี้ล่ะค่ะ"
ฉันหันไปบอกคุณป้าเจ้าของร้านขายผลไม้ก่อนจะยกลังผลพีรี (รสชาติคล้ายๆ ฝรั่ง) ขึ้นมาแล้วเดินไปร้านฝั่งตรงข้ามที่เป็นร้านขายเนื้อที่มีคุณลุงหนวดหน้าดุๆ ยืนรอฉันอยู่
"เอ่อ...นี่ค่ะ ผลพีรีหนึ่งลังที่สั่งไว้กับคุณมิเอล"
"ขอบใจ"
ลุงหนวดคนนี้ชื่อ 'ลูเธอร์' เป็นเจ้าของร้านขายเนื้อสัตว์ต่างๆ ประจำเมืองเวลแห่งนี้ ถึงแม้แกจะหน้าตาดูโหดเถื่อนไปหน่อย แต่ลึกๆ แกเป็นคนใจดีทีเดียวล่ะ
"เอ้า ข้าแบ่งให้เจ้า"
ลุงลูเธอร์ที่เดินเอาของไปเก็บในร้านก็เดินกลับออกมาพร้อมกับยื่นถุงที่มีขนมปังไส้เนื้อให้ ฉันรับถุงมาจากแกก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา
"ขอบคุณค่ะคุณลูเธอร์"
"ชิ...ไปได้แล้ว เกะกะหน้าร้านข้า เดี๋ยวลูกค้าก็ไม่เข้าร้านกันพอดี"
พอพูดจบลุงลูเธอร์ก็เดินกลับเข้าไปในร้านทันทีเลย ฉันหัวเราะออกมาเพราะรู้ว่าจริงๆ ลุงลูเธอร์แค่เขินเฉยๆ
ฉันเดินมาที่สวนใจกลางเมืองเวลซึ่งเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนที่นี่ พอนั่งลงเสร็จฉันก็หยิบขนมปังออกมากินทันที เพราะมันยังร้อนอยู่รสชาติมันเลยอร่อยมาก
สาเหตุที่ฉันมาช่วยคุณมิเอลเจ้าของร้านขายผลไม้ไม่ใช่อะไรเลย ฉันแค่อยากหนีไปให้พ้นจากการอยู่ใกล้ๆ จอมมารแดรีลก็เท่านั้นแหละ ฉันได้สติกลับมาก็ตอนที่ตบหน้าเขาไปแล้ว พอรู้ตัวอีกทีก็เผลอวิ่งออกมาจากคฤหาสน์ซะแล้ว แถมดูเหมือนว่าเขาเองก็ไม่ได้สั่งให้จิลมาตามฉันกลับไปด้วย
แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะหนีเขาออกจากเมืองเวลได้หรอกนะ เพราะปลอกคอทาสที่ฉันสวมใส่อยู่ ถึงคนอื่นจะมองไม่เห็นเพราะเขาร่ายเวทเอาไว้ แต่จริงๆ ปลอกคอมันไม่ได้ไปไหนเลย มันทำให้ฉันไม่สามารถที่จะหนีไปจากเขาได้ในระยะที่เขากำหนดซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะกำหนดแค่ขอบเขตเมืองเวลเท่านั้น ก่อนหน้านี้ฉันลองหนีไปนอกเมืองแล้วแต่สุดท้ายฉันก็ถูกวาร์ปกลับมาที่จุดใดจุดหนึ่งในเมืองอยู่ดี
ฉันไม่ยอมกลับไปหรอก เพราะจอมมารแดรีลเป็นฝ่ายผิดนี่! เขาเห็นชีวิตคนอื่นเป็นผักปลาได้ยังไง ไหนว่าเคยรักภรรยาไง มันก็ควรที่จะมีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจต่อสิ่งอื่นบ้างสิ ฉันรู้ว่าตัวเองอาจจะโลกสวยที่ไม่อยากให้ใครถูกฆ่า ทุกชีวิตต้องอยู่รอดให้ได้แม้จะต้องแลกมากับการทำร้ายคนอื่น แต่ฉันไม่โอเคอ่ะ จะให้ทำไง!
ความจริงฉันก็รู้สึกไม่ดีอยู่หรอกที่ตบหน้าเขาไปแบบนั้น แถมตบเต็มแรงอีกต่างหาก เขาจะเจ็บหรือเปล่านะ?
ไม่ได้สิไซเนียร์! เธอจะใจอ่อนได้ยังไง ต้องใจแข็งกว่านี้ แข็งกว่านี้สิ...
กึก...
ชั่วขณะที่กำลังคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างมาโดนที่เท้า พอก้มลงไปมองก็เห็นว่าเป็นลูกแก้วกลมๆ ลูกหนึ่ง หัวใจฉันกระตุกวูบเพราะหน้าตามันเหมือนกับคริสตัลเอเทอร์เลย ยังไม่ทันจะลุกหนีก็มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหาก่อนจะก้มลงเก็บลูกแก้วใส่กระเป๋า
"ขอโทษด้วยครับพี่สาว"
เด็กคนนั้นว่าจบก็โค้งให้ก่อนจะวิ่งกลับไปหากลุ่มเพื่อนๆ ที่รออยู่ ฉันเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าพวกเด็กๆ แถวนี้กำลังจับกลุ่มเล่นลูกแก้วกันอยู่หลายกลุ่ม ฉันกลืนน้ำลายลงคอ เพราะพอเห็นลูกแก้วก็ยิ่งทำให้คิดถึงคริสตัลเอเทอร์เมื่อวานที่ฉันโดนบังคับให้กลืนลงไป...
"พวกเด็กๆ ที่เมืองนี้ชอบเล่นลูกแก้วกันมากเลยล่ะครับ..."
เฮือก!
ฉันสะดุ้งตกใจเพราะจำได้ว่าเป็นเสียงของใคร พอหันหลังกลับไปมองก็เห็นว่าเป็นเฟลิกซ์นั่นเอง เขาเผยรอยยิ้มน่ารังเกียจนั่นออกมาแล้วเอ่ยต่อ
"จะกลัวอะไรกันครับเนีย...ข้าแค่มาตามเจ้ากลับไปหาท่านแกรนด์ดยุกเดลเฉยๆ เองนะครับ"
"ขะ...ข้าไม่กลับไปหรอก"
"แหม ไม่กลับก็แย่สิครับ เจ้าเองก็ถือว่าเป็นแขกในเมืองเวลของข้านะครับ หากปล่อยให้หนีเอาเองตามใจชอบแบบนี้ข้าคงรู้สึกไม่ดี..."
"ทำไมถึงได้ทำเรื่องโหดร้ายแบบนั้นได้ลงคอล่ะคะ!"
ฉันแย้งขึ้นก่อนที่เฟลิกซ์จะพูดจาเสแสร้งจบ เฟลิกซ์เลิกคิ้วเล็กน้อยแล้วถอนหายใจออกมา
"หมายถึงเรื่องพวกทาสเอลฟ์เหล่านั้นน่ะเหรอครับ? ข้าก็บอกไปแล้วว่าไม่เห็นจะเป็นเรื่องโหดร้ายอะไรเลยแท้ๆ"
"เห็นชีวิตคนอื่นเป็นผักปลาแท้ๆ ยังกล้าพูดแบบนั้นอีกเหรอ?"
"พูดเรื่องอะไรกันครับเนี่ย? ข้าไม่เห็นเข้าใจเลย ข้าไม่ได้ฆ่าคนสักหน่อยนะครับ พวกนั้นเป็นแค่เอลฟ์นะครับ"
ฉันไม่รู้จะสรรหาคำพูดแบบไหนมาด่าหรือว่าผู้ชายคนนี้แล้วจริงๆ เขาเลวเกินกว่าจะบรรยายได้เป็นสิบๆ บรรทัดเกินไปแล้ว!
"เจ้านี่มัน..."
"อ้าว เนีย มาทำอะไรอยู่ที่นี่ล่ะ"
"คุณมิเอล! มาทำอะไรที่นี่คะ!"
"ข้าจะมาส่งผลไม้ให้...อ้าว! ท่านเจ้าเมือง สวัสดียามเย็นค่ะ"
คุณมิเอลที่สังเกตเห็นเฟลิกซ์ก็ยิ้มแล้วก้มหัวให้อย่างสุภาพก่อนที่เธอจะวางลังผลไม้ลงที่ม้านั่ง
"ท่านไม่น่าลำบากมารับผลไม้เองเลยนะเจ้าคะ จริงๆ ให้ข้าน้อยไปส่งให้ที่คฤหาสน์ก็ได้ค่ะ"
"ไม่เป็นไรหรอกครับ เพราะว่าผลไม้ของมิเอลมันอร่อยมากจนสัตว์เลี้ยงของผมติดอกติดใจกันมากเลยล่ะครับ"
เฟลิกซ์บอกแล้วแสร้งยิ้มออกมาเหมือนทุกครั้งแต่ฉันกลับรู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่คือการสร้างภาพ และ 'สัตว์เลี้ยง' ที่เขากำลังพูดถึงก็แน่นอนว่าต้องเป็นพวกเอลฟ์เหล่านั้นแน่นอน ฉันที่ทนไม่ไหวกับความเสแสร้งของเฟลิกซ์สุดท้ายก็พูดออกไปโดยไม่ทันคิด
"คุณมิเอล! ผู้ชายคนนี้เขาเป็นคนไม่ดีนะคะ เขาไว้ใจไม่ได้ค่ะ!!!"
"เนีย...นี่เจ้าไปพูดจาแบบนั้นกับท่านเจ้าเมืองได้ยังไงน่ะ"
คุณมิเอลมองฉันด้วยสายตาตำหนิราวกับว่าฉันกำลังไปกล่าวหาอะไรเฟลิกซ์แบบนั้น
"มันเรื่องจริงนะคะ! ผู้ชายคนนี้เขาใช้ชีวิตคนมาหากินนะคะ! คุณมิเอล"
"นี่เจ้า การที่พูดจาแบบนี้ รู้ไหมว่ามันทำให้ท่านเจ้าเมืองเขาเสียหายได้นะ ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเป็นเด็กแบบนี้"
"ข้าพูดความจริงนะคะ"
"ไหนล่ะหลักฐาน?"
"คือ..."
ใช่ ฉันไม่มีหลักฐานที่จะชี้ว่าเฟลิกซ์เป็นคนชั่ว เขากำลังใช้ชีวิตของเอลฟ์พวกนั้นไปในทางไม่ดี เพราะภาพลักษณ์ที่เขาสร้างมาในเมืองเวล ทุกคนเลยมองว่าเขาเป็นเจ้าเมืองที่ดีรักประชาชน
"เจ้าควรจะขอโทษท่านซะนะ ท่านเจ้าเมืองไม่ใช่คนใจแคบ เพราะงั้นยังไงท่านก็ให้อภัยเจ้าได้อยู่แล้ว จริงไหมคะท่านเจ้าเมือง?"
คุณมิเอลตบไหล่ฉันเบาๆ เหมือนจะบอกให้ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันพูดออกไปคือสิ่งที่ผิดเธอหันไปถามเฟลิกซ์ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
"ครับ เรื่องแค่นี้เอง อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลย ข้าไม่ถือสาเด็กสาวคนนี้หรอก ถ้าเพียงแต่นางขอโทษข้าแต่โดยดี"
เฟลิกซ์แสร้งยิ้มใส่หน้ากากอย่างแนบเนียนพลางเบนสายตามามองทางฉันราวกับจะกดดันให้ฉันทำตามคำพูดของเขา
"ข้าแค่พูดเรื่องจริงค่ะ และข้าก็จะไม่ขอโทษกับคนแบบนี้ด้วย" ฉันยังคงยืนยันคำตอบเดิมซึ่งมันก็ทำให้คุณมิเอลประหลาดใจมาก
"เนีย เจ้าเป็นเด็กนิสัยแบบนี้เองเหรอ! เสียแรงที่ข้ากับลูเธอร์เอ็นดูจริงๆ..."
ฟังคุณมิเอลพูดแบบนี้ฉันก็รู้สึกแย่เหมือนกันนะ กับการที่เขาไม่ได้เชื่อในคำพูดของฉันแถมยังมองว่าฉันนิสัยไม่ดีอีกต่างหาก แต่จะให้ฉันโกหกเพื่อเอาตัวเองรอดแล้วทำเป็นหูไปนาตาไปไร่ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเอลฟ์พวกนั้นได้ยังไง
"มิเอล ข้าว่าเจ้าอย่าเพิ่งมองนางแบบนั้นเลย นางอาจจะมีเหตุผลก็ได้ที่ต้องพูดโกหกออกมาแบบนี้ จริงไหมครับ?"
เฟลิกซ์เข้าไปโอบไหล่คุณมิเอลแล้วเอ่ยปลอบใจทันทีพลางหันมามองฉันแวบหนึ่งแล้วแสยะยิ้มออกมาซึ่งนั่นมันทำให้ฉันโมโหมาก
คนอะไรตีสองหน้าได้แนบเนียนขนาดนี้! เขาต้องทำร้ายคนมากี่ชีวิตกันแน่ถึงได้กลายมาเป็นคนเลวได้แบบนี้!
แต่แล้วจู่ๆ ก็มีทหารคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาทางพวกเรา พร้อมกับโค้งให้เฟลิกซ์แล้วเอ่ยถามอย่างสุภาพ
"ท่านเจ้าเมือง เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ?"
"อ่า...ไม่มีอะไรมากหรอกนะ"
"ท่านเจ้าเมืองอย่าใจดีนักเลยเจ้าค่ะ! คุณทหารเจ้าคะ เด็กคนนี้กำลังใส่ร้ายท่านเจ้าเมืองอยู่ค่ะ"
ฉันถึงกับอ้าปากค้างหลังได้ยินคุณมิเอลพูดบอกเหตุการณ์กับทหารยามคนนั้นไปแบบนั้น ไม่อยากจะเชื่อว่าเธอจะเข้าข้างเฟลิกซ์ได้มากขนาดนี้
"จริงหรือครับท่านเจ้าเมือง?"
"จริงแหละครับ แต่ข้าไม่ถือสาหรอก นางคงไม่ได้ตั้งใจ"
"จะตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ไม่ควรที่จะทำแบบนั้นครับ เพราะท่านเป็นถึงเจ้าเมืองผู้ปกครองเมืองเวลแห่งนี้ให้สงบสุขมาได้โดยตลอด" ทหารคนนั้นหันมามองฉันพร้อมกับตวาดใส่ "เจ้า! รู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังใส่ร้ายใคร!"
"ข้าแค่พูดความจริง! ที่คฤหาสน์ของผู้ชายคนนี้กำลังทำเรื่องโหดร้ายอยู่นะ"
"ทำเรื่องโหดร้ายอะไรไม่ทราบ?"
ทหารเอ่ยถามพร้อมหัวเราะกับสิ่งที่ฉันพูด เขาก็เป็นอีกคนที่ดูจะไม่เชื่อกับคำพูดของฉัน
จากตอนแรกที่มีแค่ฉัน เฟลิกซ์ และคุณมิเอล เพิ่มเข้ามาอีกคนคือทหารที่ผ่านมา กลายเป็นว่าไม่ใช่แล้ว เพราะเหตุการณ์ทะเลาะกันเสียงดังของพวกเราทำให้พวกชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงก็เข้ามามุงฟังกันหลายคน
"เจ้าเมืองที่ใครๆ ก็นับถือชื่นชมคนนี้น่ะ เขากักขังเอลฟ์ไว้ที่คฤหาสน์นับไม่ถ้วนเลยนะ! แถมยังทำร้ายพวกเขาอีกต่างหาก!!"
จนในที่สุดฉันก็อดทนไม่ไหวระเบิดออกไปจนได้ ชาวบ้านรอบข้างที่ฟังอยู่ต่างนิ่งเงียบกันไปหมด ฉันคิดว่าคงเพราะช็อกกับสิ่งที่ฉันเล่าออกไปแน่ๆ แต่ดูเหมือนว่าฉันจะคิดน้อยไปหน่อย เมื่อได้ยินสิ่งที่คุณมิเอลพูดออกมา
"อะไรกัน เรื่องนี้เองเหรอที่บอกว่าโหดร้ายน่ะเนีย"
"นี่คุณมิเอล...ก็รู้เรื่องนี้ด้วยเหรอคะ!?"
"โธ่ เนีย เรื่องพวกนี้น่ะมันเป็นเรื่อง 'ปกติ' นะ"
"คะ?"
อะไรนะ 'ปกติ' เนี่ยนะ ปกติตรงไหนกัน! เรื่องที่จับพวกเขามาเป็นทาส อีกทั้งทำร้ายตบตี แย่สุดคือใช้เลือดพวกเขาผลิตคริสตัลเอเทอร์น่ะนะ คือเรื่องปกติ!! นี่คุณมิเอลพูดบ้าอะไรออกมาน่ะ
"ฟังนะเนีย" คุณมิเอลเข้ามาจับไหล่ฉันสองข้างก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริง "พวกเอลฟ์น่ะเป็นพวกป่าเถื่อน โหดร้ายยิ่งกว่าพวกข้าอีกนะ พวกมันน่ะชอบจับเด็กเล็กๆ ในหมู่บ้านไปนะ"
"คุณมิเอล..."
"การที่เจ้ามาบอกว่าท่านเจ้าเมืองโหดร้ายเนี่ยมันไม่จริงเลยนะ ท่านเป็นคนช่วยพวกเราทุกคนในเมืองนี้ให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของเอลฟ์พวกนั้นนะ ไม่งั้นป่านนี้พวกเราคงไม่มีชีวิตรอดมาจนทุกวันนี้หรอก"
นี่ใช่คุณมิเอลที่ดูอ่อนโยนและใจดีกับฉันก่อนหน้านี้จริงๆ น่ะเหรอ ทำไมฉันถึงได้รู้สึกกลัวเธอได้ขนาดนี้กันนะ...
"ใช่ๆ เจ้าเป็นเด็กต่างถิ่นอาจจะไม่รู้อะไรแต่เอลฟ์พวกนั้นน่ะน่ากลัวจะตายไป ท่านเจ้าเมืองทำถูกแล้วล่ะที่ทรมานพวกมันแบบนั้น"
"ข้าว่าเด็กคนนี้คงมาจากเมืองอื่นที่ไม่มีเอลฟ์ไปเยือนแน่ๆ เลยมองว่าพวกเอลฟ์เป็นคนดีล่ะสิท่า"
และอีกหลายเสียงที่พูดออกมาจากชาวบ้านรอบข้าง ทุกคนดูเหมือนจะไม่พอใจกับสิ่งที่ฉันทำกับเฟลิกซ์เอามากๆ พอฉันเหลือบไปมองเฟลิกซ์ที่ยืนอยู่ด้านหลังฉันก็รู้ได้ทันทีว่าตัวเองดันไปตกหลุมพรางคนชั่วอย่างเขาเข้าให้แล้ว
"เอาล่ะครับทุกคน พอเถอะ อย่าไปรังแกนางนักเลย ข้าว่าเดี๋ยวข้าจะเป็นคนอธิบายให้นางเข้าใจเองนะครับเรื่องของพวกเอลฟ์..."
"ข้าไม่...อึก"
ฉันกำลังจะปฏิเสธว่าไม่ต้องการแต่ก็พูดไม่ออกเมื่อรู้สึกถึงของแหลมมีคมที่กำลังจ่ออยู่ที่ด้านหลัง เฟลิกซ์เข้ามาประชิดตัวฉันตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้พร้อมกับเอามีดสั้นมาจ่อที่เอวพลางกระซิบข้างหูฉันเชิงขู่
"เป็นเด็กดีและตามข้ามาดีๆ จะดีกว่านะ...ไม่งั้นเจ้าจะไม่มีโอกาสกลับไปให้ท่านแกรนด์ดยุกเดลได้เห็นหน้าอีกแน่"