ตอนที่ 1 กำเนิดใหม่ในฐานะไอดอล 'ชาติหมา' (1/3)
‘หลับให้สบายนะถ้วย’
กลิ่นฉุนทำเอาผมรู้สึกไม่สบอารมณ์จนผมอดไม่ได้ที่จะนิ่วหน้าแม้จะยังคงหลับตาอยู่ มันเป็นกลิ่นที่ผมไม่พิสมัย เอาเสียเลย ยิ่งดมก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงประสบการณ์ที่ไม่น่าอภิรมย์ จนพาลต้องขยับตัวขยุกขยิกออกมาอย่างเสียมิได้
“รู้สึกตัวแล้วเหรอ?” เสียงใครบางคนดังอยู่ข้างโสตประสาทหูฝั่งขวาของขนมถ้วยไม่พัก โอเค สงสัยเขาคงนอนต่อไม่ได้แล้ว ลูกท่านหลานเธอคนไหนมาเรียกให้ตนเองไปเล่นด้วยอีกแล้วแน่ๆ
พอคิดว่าได้เวลาที่ต้องทำงานแลกข้าวแล้ว ความเกียจคร้านก็มลายหายไป ดวงตาที่ปิดสนิทค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมาพบกับแสงสว่างจ้า และสบเข้ากับดวงตาอีก 2 คู่ที่ดูเหมือนจะยืนจ้องอยู่มาสักพักได้แล้ว
“ใคร?”
ทันทีที่ขนมถ้วยเอ่ยปากถาม ก็ราวกับทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มหมุนติ้ว ภาพความทรงจำ และความรู้สึกนึกคิดมากมายหลั่งไหลเข้ามาราวกับเขื่อนกั้นน้ำที่พังครืนลงมาในชั่วอึดใจเดียว
‘นี่มันอะไรวะเนี่ย!’
นี่มันไม่ใช่ความรู้สึกของตนเองแม้แต่นิดเดียว ไม่ใช่เลยความทรงจำพวกนี้ก็ด้วย มันเป็นความทรงจำของใคร และมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ขนมถ้วยทำได้แค่อดทนไปกับมัน ในขณะเดียวกันก็จับหัวที่ปวดตุ้บด้วยความรวดร้าว มันไม่โอเค สักนิด เพราะร่างกายนี้ไม่ใช่ขนมถ้วย ขนมถ้วยไม่ใช่มนุษย์คนนี้เสียหน่อย ทำไมตนเองถึงมาอยู่ในร่างมนุษย์คนนี้กัน
เมื่อความปวดร้าวหายไป สติของขนมถ้วยก็เริ่มกลับมากระจ่างชัด ดูเหมือนขนมถ้วยจะได้เข้ามาอยู่ในร่างของมนุษย์ผู้ชายที่กำลังจะเข้าแข่งขันในรายการเซอร์ไวเวอร์ค้นหาผู้ชนะเพื่อจะกลายเป็น 1 ในไอดอลที่จะฟอร์มวงขึ้นมาภายใต้สัญญา 1 ปีจากความร่วมมือของค่ายและช่องใหญ่ยักษ์ที่ชื่อว่า ‘Wish’ เข้าเสียแล้ว
ระหว่างที่อยู่ในการแข่งขันช่วงการแสดงความสามารถพิเศษส่วนตัวรอบแรกและเจ้าของร่างเดิมกำลังจะขึ้นแสดงเป็นคิวถัดไป แต่ดันเกิดความเครียดจนทำให้ร่างกายช็อก ก้าวขาขึ้นไปบนเวทีไม่ออกกระทั่งทรงตัวไม่ได้และลื่นล้มจากบันไดจนหัวฟาด ทุกอย่างของเจ้าของร่างเดิมดับวูบลง ซึ่งมันรวมถึงชีวิตของเขาด้วยเช่นกันและก็เป็นขนมถ้วยที่เข้ามาอยู่ตรงนี้แทนแบบงงๆ
“หนมโอเคไหมอ่ะ ฉันไปตามหมอมาดูนายดีกว่า ทีม ฝากดูหนมหน่อยนะ” น้ำเสียงของคนพูดดูร้อนรนเล็กน้อยก่อนจะหันหลังแล้ววิ่งออกจากประตูห้องไป โดยที่ยังไม่ทันจะได้สบตาหรือมองหน้ากัน
“เฮอะ! อยากได้ซีนออกกล้องจนไม่รู้จักระวังเลยหรือยังไง” มีใครอีกคนที่ยังเหลืออยู่ในห้องพูดขึ้นมา เทียบกับน้ำเสียงเมื่อครู่ คนคนนี้ดูจะไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด
ขนมถ้วยนอนกุมหัวตัวเอง ฟังมนุษย์ช่างบ่นพูดอะไรไปอีกพักก็เริ่มตั้งสติได้ เลยค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาใหม่แล้วเหลือบไปมองใบหน้าของเจ้าของน้ำเสียงอันไม่เป็นมิตรนั้น
“ทีม…”
“เออ ฉันเอง ทำไมไม่พอใจที่ว่าเหรอ?” คนที่ชื่อทีมยืนกอดอกมองขนมถ้วยด้วยใบหน้าหงุดหงิดแบบสุดๆ ท่าทางแบบนี้เหมือนพวกตัวประกอบจากซีรีส์ที่เขาเคยเห็นในความทรงจำที่เจ้าของร่างเดิมดูผ่านๆ ไม่มีผิด
“นิสัยแย่กว่าที่คิดนะเนี่ย” ขนมถ้วยคิดว่าภาพในความทรงจำของคนคนนี้ ทำให้รู้สึกไม่ดีมากแล้ว แต่พอได้มาเห็นตัวเป็นๆ ไม่ผ่านภาพความทรงจำ ก็ทำให้รู้ว่าคำว่าแย่ที่แท้จริง มันเป็นยังไง และเพราะขนมถ้วยไม่เคยเก็บความรู้สึกมาก่อนจึงหลุดพูดตามที่คิดออกมาอย่างไม่รู้ตัวทันที
ถึงแม้มันจะไม่ใช่คำที่หยาบคายเสียหายอะไร แต่สำหรับคนฟังที่เป็นฝ่ายถูกพูดแบบนี้ใส่จากเพื่อนร่วมค่ายที่ปกติไร้ปากเสียงมาตลอด ก็ทำเอาทีมถึงกับเงิบไปไม่หน่อย “นายว่าอะไรนะ?” เขาถามอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ
“นิสัยแย่แล้วหูยังไม่ดีด้วยเหรอ?” มนุษย์คนนี้หูไม่ดีสินะ พูดเสียงดังขนาดนี้แล้วก็ยังไม่ได้ยินอีก “ฉันบอกว่า…”
“กล้าดียังไงมาพูดจาหมาๆ ใส่ฉันกันวะ!” หน้าตาที่ดูดีกว่ามนุษย์คนอื่นนิดหน่อยของเขากำลังแดงก่ำ ดูเหมือนอาการแบบนี้จะเรียกว่าโมโหในกลุ่มมนุษย์สินะ ถ้าเป็นตัวขนมถ้วยก็คงเห่านำแล้วกัดตามอะไรแบบนั้น
“ฉันพูดภาษาคนอยู่ชัดๆ ฉันไปเห่าให้นายฟังตอนไหนกัน มั่วแล้ว” ถ้าขนมถ้วยเห่าจริงๆ อีกฝ่ายไม่มีทางจะเข้าใจสิ่งที่ขนมถ้วยพูดแน่ๆ เอาอะไรมามั่นใจกันว่าเขาจะรู้ว่าเขาเห่าด่าหรือเห่าชื่นชม
“ไอ้!”
แต่เขายังไม่ทันจะได้แสดงท่าทางเกรี้ยวกราด ประตูห้องก็ถูกเลื่อนเปิดขึ้นอีกครั้ง ทีมที่ดูอยากจะพูดคำหยาบคายออกมาจึงจำต้องเก็บปากเก็บคำกลับไป เขาเม้มปากแน่น อดกลั้นอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ภายใน
“ทางนี้เลยครับคุณหมอ หนมรู้สึกตัว…แล้ว นี่มีอะไรกันหรือเปล่า?” เซฟที่เปิดประตูและเดินนำคุณหมอเข้ามาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ดูไม่ค่อยเป็นมิตร
“ไม่มีอะไร นายมาแล้วฉันขอตัวไปซ้อมก่อนแล้วกัน ใกล้จะต้องขึ้นเวทีแล้ว นายก็ควรไปซ้อมนะ อย่าให้อะไรเล็กๆ น้อยๆ มาถ่วงแข้งถ่วงขาจนเสียเวลา” น้ำเสียงเรียบเฉยผิดกับคำพูดคำจาที่ดูถูกอย่างเจาะจงแม้ไม่ได้พูดชื่อก็ทำเอาคนที่ได้ยินอย่างเซฟ หรือแม้กระทั่งคุณหมอที่ตามเข้ามาถึงกับนิ่วหน้าด้วยความไม่ชอบใจ ส่วนคนพูดไม่ได้รอจนกระทั่งได้คำตอบก็เดินแทรกตัวออกจากห้องพยาบาลไปเสียแล้ว
“หนมอย่าไปสนใจเลย นายให้หมอตรวจหน่อยดีกว่า” ดูเหมือนเซฟจะพยายามทำให้เรื่องถูกปล่อยผ่านไป เพราะไม่ต้องการทำให้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่โต เลือกที่จะไม่สนใจคำพูดไม่ดี และหันมาใส่ใจอาการของคนป่วยที่อยู่บนเตียงมากกว่า
“อืม…หืม…หมอ…หมอเหรอ?” ขนมถ้วยที่นั่งฟังชาวบ้านหนึ่งด่าตัวเองไปเรื่อยเปื่อยก่อนที่มนุษย์ที่ชื่อเซฟนี่จะเข้ามาปลอบ ถึงกับดึงสติขึ้นมาแทบไม่ทัน ดวงตาของขนมถ้วยถลึงตาจนแทบหลุดออกจากเบ้าเหมือนได้ยินคำว่า ‘หมอ’
ชุดขาวๆ แบบนี้ กลิ่นเหมือนยาขมกับน้ำฉุนๆ ที่เคยราดแผลแล้วแสบหางไปหมดแบบนี้ ถ้ามีของชิ้นเล็กๆ ที่เอาไว้แทงเนื้อผมก็เด๊ะเลย นี่มันใช่เลย มนุษย์ที่ชอบเรียกตัวเองว่า ‘หมอ’ ที่ผมเกลียดชัดๆ
“ไม่! ฉันไม่เป็นไร ไม่ต้องทำอะไรฉันหรอก” ขนมถ้วยยกมือยกไม้โบกไปมาเป็นพัลวัน อะไรก็ได้แต่ไม่ใช่ ‘หมอ’ ต่อให้เป็นหมอรักษามนุษย์เขาก็ไม่ชอบอยู่ดีนั่นแหละ!
“จะกลับแล้ว ต้องไปซ้อมไม่ใช่เหรอ ไปเถอะ!”
ขนมถ้วยสะบัดผ้าห่มออกแล้วลุกขึ้นยืนตรงแน่วราวกับไม่เคยเจ็บปวดอะไรมาก่อน ทั้งๆ ที่ในความทรงจำมนุษย์เจ้าของร่างนี้สะดุดบันไดทางขึ้นเวทีแล้วล้มลงหัวฟาดพื้นจนสลบไป มองยังไงก็ต้องมีรอยช้ำแน่ๆ ก็ตาม
ถ้าขนมถ้วยวิ่งสี่เท้าได้เหมือนในอดีตเขาก็จะทำ แต่ร่างกายที่เป็นมนุษย์ไปเสียแล้วในตอนนี้กลับไม่สันทัดในการวิ่งสี่เท้าเอาเสียเลย ขนมถ้วยจึงจำใจหนีทั้งๆ ที่มีอยู่แค่ 2 ขานี่แหละ พอแทรกตัวออกมาได้ขนมถ้วยก็เร่งฝีเท้าจนเกือบจะวิ่งกลับไปยังเส้นทางที่จำได้จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมด้วยความหางลู่หูตกไปหมด
การที่ขนมถ้วยต้องข้ามตึกโดยการใช้ขาสองขา และมุมมองที่สูงขึ้นมากกว่าเก่าหลายเท่าตัวทำให้ขนมถ้วยอดตื่นเต้นและแปลกใจไม่น้อย ไหนจะสีสันที่เขามองเห็นก็ดูสดใสกว่าตอนอยู่ในร่างของหมาหลายเท่า การได้ชมทิวทัศน์มุมสูงทำให้ขนมถ้วยพาตัวเองมาถึงสถานที่ในความทรงจำโดยไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าไหร่
“รอก่อนสิหนม!”
ยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าเข้าไปในห้องสตูดิโอถ่ายทำ เสียงของเซฟก็ตะโกนไล่หลังมาพร้อมกับใช้ฝ่ามือของเขาแตะลงที่ไหล่ของขนมถ้วยและหอบแฮ่กๆ
“นายเป็นอะไรของนาย ทำไมอยู่ๆ ถึงทำตัวประหลาดแบบนี้กัน หรือว่าหัวฟาดจนเป็นอะไรหรือเปล่า?” ขนมถ้วยมองคนที่หอบไปพูดไปอย่างเห็นใจ ขอโทษด้วยที่เขาทำตัวประหลาดไปหน่อย เพราะยังไม่ชินกับสถานะความเป็นมนุษย์สองขาก็เลยพาลทำตัวพิลึกออกมา
“ไม่เป็นไร…”
“นายทำตัวแปลกชะมัด ไม่อยากไปหาหมอแล้วตรวจดูจริงเหรอ” มนุษย์ที่ชื่อเซฟพูดตัดบทของขนมถ้วยอย่างเป็นห่วง ดูจากสีหน้าแล้วก็น่าจะหวังดีกับเจ้าของร่างเดิมจริงๆ
“ฉันไม่ไป!”
แต่มันจะดีกว่านี้มากถ้ามนุษย์เซฟนี่เลิกพูดถึงหมอไปซะ ขนมถ้วยส่ายหัวอย่างหนัก เขาเกลียดหมอ แล้วถ้าอีกฝ่ายยังเอาแต่เซ้าซี้ให้ตนไปหาหมอเขาจะพาลเกลียดมนุษย์คนไปด้วยอีกคนแล้วนะ
“โอเคไม่ไปก็ไม่ไป ไม่ต้องโวยวายแล้ว” เซฟมอง ขนมถ้วยด้วยสายตาตำหนิ ก่อนจะเป็นคนผลักประตูเดินเข้าไปภายในห้องสตูดิโอถ่ายทำรวม
ทันทีที่ประตูถูกเปิดออกสายตาหลายสิบคู่ก็หันขวับมองมาโดยพร้อมเพรียงกันจนขนมถ้วยถึงกับรู้สึกเขินขึ้นมาหน่อยๆ มนุษย์นี้ขี้ใส่ใจจริงๆ เขาจำได้เลย ขนาดยายน้อมที่อายุมากแล้ว เพราะมีกลิ่นคนแก่ออกมาจากตัวก็ยังเดินไปเกาะรั้วดูข้างบ้านตอนได้ยินเสียงมนุษย์ผัวเมียตีกัน แล้วนับประสาอะไรกับมนุษย์ที่อายุน้อยพวกนี้ ที่ยังไม่มีกลิ่นคนแก่จะไม่ใส่ใจคนอื่นกันล่ะเนอะ
พวกเขาบางคนก็เอาแต่มอง บางคนก็ทักทายหรือสอบถามอาการของ ขนมถ้วย ส่วนขนมถ้วยก็ทำเพียงแค่ยิ้มรับและตอบกลับว่าไม่เป็นไร สบายดี ขณะที่เดินตีคู่ไปกับเซฟตลอดทางจนถึงที่นั่งตัวเอง
“นายโอเคไหม จะแสดงความสามารถส่วนตัวไหวหรือเปล่า?”
ขนมถ้วยกวาดสายตาไปทั่วในระหว่างที่เซฟถาม เอาตามตรงหัวสมองของขนมถ้วยตอนนี้โล่งโจ้งไปหมด ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับการเตรียมการแสดงอะไรของเจ้าของร่างเดิมนี่เลยสักนิด ทำเอาหมาอย่างขนมถ้วยถึงกับมึนตึบ
“นายพอจำได้ไหมว่าฉันจะแสดงอะไรก่อนหน้านี้?”
“...ยะ อย่าบอกนะว่าลืมว่าตัวเองจะโชว์อะไรเพราะหัวกระแทกน่ะ” สายตาของมนุษย์ที่ชื่อเชฟดูแตกตื่นกว่าขนมถ้วยอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่เชิง แค่จำไม่ได้ว่าจะร้องหรือเต้น ซ้อมไว้หลายอย่างน่ะ” พูดไปก็หลบสายตาไปด้วย เขาจะรู้ไหมนะว่าขนมถ้วยกำลังโกหกอยู่ เพราะตอนที่ขนมถ้วยเป็นเพียงหมาแล้วโกหก ‘เจ้านาย’ ด้วยท่าทางไม่รู้ไม่ชี้เขาแบบนี้ ขนมถ้วยก็ถูกจับได้ตลอดเลย