ใบพลู 1
“แม่คะ เดี๋ยวพลูไปทำฟันก่อนนะ ใกล้เวลานัดแล้ว” ฉันตะโกนบอกแม่ที่กำลังทำอาหารอยู่ในครัว เหลือบมองนาฬิกาติดผนังก็เห็นว่าอีกสามสิบนาทีถึงเวลานัดเลยตัดสินใจออกก่อนเวลา
ไม่ใช่เพราะเป็นคนคิดเผื่อเวลาอะไรนักหรอก
แต่เป็นเพราะ...
“รีบกลับมากินข้าวเย็นนะลูก”
“รับทราบค่า!” ตอบรับแม่พร้อมทำท่าตะเบะราวกับทหาร จากนั้นก็เดินฮัมเพลงออกจากบ้านอย่างอารมณ์ดี
ปริ๊นๆๆ
เสียงบีบแตรรถดังสนั่นไปทั่วบริเวณนั้น ฉันหยุดชะงักหันกลับไปมองก็เห็นตาลุงวัยกลางคนเปิดกระจกชะโงกหน้ามาโวยวายจนน้ำลายกระเซ็นออกมาเต็มไปหมด
“เดินไม่ดูทางแบบนี้ อยากตายหรือไงวะ!?”
“ขอโทษค่า” เอ่ยบอกเพียงแค่นั้นด้วยรอยยิ้มท่าทางสดใส คนในรถย่นคิ้วมองฉันที่ยิ้มหน้าระรื่นราวกับสมองไม่สมประกอบ เขามีท่าทางลังเลว่าจะด่าต่อดีไหมแต่สุดท้ายก็ส่ายหัวแล้วขับรถออกไป
ถึงจะไม่เข้าใจว่าเขาเป็นอะไร แต่สุดท้ายฉันก็เลือกที่จะฮัมเพลงเดินไปยังป้ายรถเมล์ต่อ
ไม่ว่าจะโดนว่าหรือโดนด่าอะไรใบพลูคนนี้ก็ไม่โกรธ เพราะวันนี้จะได้เจอหน้าหมอโซ่หลังจากไม่ได้เจอกันมาเป็นเดือน ถ้าถามว่าหมอโซ่คือใครต้องบอกว่าหมอโซ่เป็นหมอฟันประจำของฉัน และดูแลฟันมานานหลายปีแล้ว ยังจำได้เลยว่าวินาทีที่เห็นหน้าหมอ มันก็เหมือนล่องลอยอยู่ในอวกาศ
ไม่เคยคาดคิดว่าคลินิกที่เพิ่งเปิดใหม่ที่เห็นทุกครั้งเวลานั่งรถเมล์กลับจากโรงเรียนทุกวันหมอจะหล่อขนาดนี้!
ใช้เวลาเพียงไม่นานฉันก็ลงจากรถแล้วเดินเข้าไปยังคลินิกขนาดกลางที่อยู่ติดริมถนน มีช่องว่างข้างหน้าที่เหมาะสำหรับจอดรถสำหรับลูกค้า ก่อนจะเดินเข้าไปก็แอบเหลือบมองรถคันสวยที่จอดอยู่ที่ประจำ อ่า รถคุณหมอของน้องนั่นเอง พยายามหุบยิ้มที่แทบจะปริออกมาแล้วผลักประตูเข้าไปเป็นจังหวะที่คนหน้าเคาน์เตอร์เงยหน้าขึ้นมองพอดี
กรุ๊งกริ๊ง
“สวัสดีค่า” ยกมือไหว้พี่ที่เคาน์เตอร์อย่างร่าเริง พี่ใหม่เองก็ยิ้มรับแล้วพูดกับฉันอย่างเป็นมิตร
“มาก่อนเวลาเหมือนเคยเลยนะคะน้องพลู” มองฉันแล้วก็ป้องปากชะโงกหน้ากระซิบอย่างมีลับลมคมใน “หมอโซ่เพิ่งออกไปซื้อกาแฟเมื่อกี้เลยค่ะ”
พอได้ยินคำว่าหมอโซ่ หัวใจพลันวูบไหว อาการตื่นเต้นที่มักเป็นประจำทำให้ฉันแทบบ้า ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเขินทำไม กับอีแค่ได้ยินคำว่า ‘หมอโซ่’
อาจจะเพราะระยะสองปีที่ผ่านมาชื่อนี้มีอิทธิพลต่อหัวใจของฉันซะเหลือเกิน
“เลือกสียางมาหรือยังจ๊ะ” พยักหน้าตอบมือก็จิ้มสีที่คิดไว้ตั้งแต่อยู่บ้าน
มันเป็นโทนสีม่วงเข้ม ส่วนมากฉันจะชอบเลือกสีแนวๆ นี้เพราะใส่แล้วสวยดี เวลายิ้มก็มั่นใจมากขึ้น แต่จริงๆ อาจจะเพราะฉันสวยด้วยนั่นแหละ อิอิ
“เดี๋ยวนั่งรอพี่เรียกนะ” ขานรับแล้วก็เดินไปทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาที่มีคนนั่งรออยู่บ้างประปราย ระหว่างรอฉันก็ไม่ลืมที่จะเช็คอินอย่างที่ทำเป็นประจำเวลามาที่นี่
Baiplu อยู่ที่ คลินิก ยิ้มสักนิดชีวิตจะดีขึ้น กำลังรู้สึก ตกหลุมรัก
‘หล่อมากคุณขา อยากพามานั่งกลางหัวใจ’
ถึงวันนี้ยังไม่เจอหน้าคุณหมอสุดหล่อ แต่อีกเดี๋ยวยังไงก็เจอ ตอนนี้ก็นั่งมโนไปก่อน นั่งไถหน้าจอสมาร์ทโฟนไปพลางๆ ระหว่างนั่งรอ ตอนที่นั่งเล่นอยู่หางตาก็ดันเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างแวบๆ เป็นจังหวะที่คนตัวสูงผลักประตูเข้ามาพอดี
“สวัสดีครับ” เจ้าของมือขาวใหญ่ถือแก้วกาแฟ เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยทักคนที่นั่งอยู่บนโซฟาอย่างมีสัมพันธ์
ฉันเลื่อนสายตาจากมือขาวผ่องขึ้นไปมองใบหน้าหล่อเหลาที่ยืนคุยกับพี่ใหม่หน้าเคาน์เตอร์ ลมหายใจพลันสะดุดกึกยามที่เห็นเสี้ยวด้านข้างคมคาย จมูกโด่งคมสันรับกับริมฝีปากที่ไม่บางและไม่หนาเกินไป ผิวหน้าขาวใสที่เต็มไปด้วยออร่าส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจของฉันสั่นราวกับกลอง
ถึงจะเจอหน้าเขามาตลอดสองปี แต่มันก็ไม่เคยชินสักที
“สวัสดีค่ะ หมอโซ่” ฉันฉีกยิ้มโชว์เหล็กดัดฟันทุกซี่ทักทายตอบกลับไป หมอโซ่มองฉันแล้วยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
แค่เล็กน้อย แต่มันทำให้ฉันแทบคลั่ง!
ถ้าสงสัยว่าอาการของคนคลั่งรักมันเป็นยังไง ให้ดูฉันค่ะทุกคน ให้ดูฉันนนน!
“มาเร็วไม่เปลี่ยนเลยนะ” ก็รู้แหละว่าเขาชวนคุยตามประสาหมอเจ้าของคนไข้ แต่ฉันนี่สิแทบจะม้วนหน้าม้วนหลังไปแล้ว
บอกตรงๆ ว่ามันไม่เคยชินเลย
“ค่ะ” อยากจะจีบออกไปแต่เพราะตอนนี้มีคนอยู่เยอะเลยทำได้เพียงตอบไปแค่นั้น หมอโซ่ผงกหัวให้ฉันแล้วเดินถือกาแฟเข้าไปในครัวที่อยู่ด้านในสุด
จะว่าไปคลินิกที่นี่นอกจากอุปกรณ์จะทันสมัยแล้ว ยังสะอาด และมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครันอีก เจ้าของคลินิกต้องรวยมากแน่ๆ
แถมยังเอาหมอที่หล่อลากเลือดขนาดหมอโซ่มาแบบนี้ได้ บอกเลยว่าเจ้าของคลินิกรสนิยมดีมากค่าา
“เดี๋ยวน้องพลูเชิญห้องสองเลยจ้ะ” พอได้ยินเสียงพี่กิ่ง ผู้ช่วยหมอโซ่ที่ฉันคุ้นหน้าคุ้นตาฉันก็เดินล่องลอยเข้าไปในห้องที่มีคนตัวสูงในชุดกาวน์สีขาวกับแมสปิดปากที่ถึงจะปิดบังครึ่งหน้าก็ทำอะไรความหล่อไม่ได้
ขึ้นไปนั่งบนเตียงบ้วนปากอย่างที่เคยทำเป็นประจำก่อนเปิดปากให้คุณหมอสุดหล่ออย่างที่เคยทำมาตลอดสองปี ถึงจะรู้สึกอายนิดๆ ที่มีหมอที่หล่อขนาดนี้มารักษาช่องปากแต่ตอนนี้ก็ชินแล้วล่ะ ถึงอายไปก็เท่านั้นเพราะถ้าให้ฉันเปลี่ยนหมอหัวเด็ดตีนขาดยังไงฉันก็ไม่เปลี่ยนเด็ดขาด!
ขณะคิดอะไรเพลินๆ ก็ได้ยินเสียงทุ้มเอ่ยกับพี่กิ่งเป็นศัพท์แพทย์ที่ฉันไม่เข้าใจ แต่ก็ฟังผ่านๆ หูมาหลายรอบ ตอนแรกก็คิดว่าไม่มีอะไรผิดแปลกไปจากแต่ก่อนแต่แล้ว..
“ฟันเข้าที่แล้ว หมอว่าอีกประมาณสองเดือนก็ถอดเหล็กได้แล้วล่ะ”
“สองเดือน?” พูดเสียงอู้อี้เพราะตอนนี้อ้าปากอยู่ มันไม่ค่อยถนัด แต่สิ่งที่ได้ยินต่อมากลับทำให้ฉันอึ้ง
“สองเดือนมาถอดแบรคคิท เดี๋ยวหมอเคลียร์ช่องปากให้ตอนถอด แล้วเราค่อยเลือกสีรีเทนเนอร์นะ หรือจะเลือกสีรีเทนเนอร์ก่อนเลยก็ได้”
บอกตรงๆ ว่าถึงหมอจะพูดด้วยน้ำเสียงรื่นหูแค่ไหนแต่สิ่งที่ทำให้ฉันเคว้งมากที่สุดก็คือตอนที่ได้ยินคำว่าถอดเหล็ก!
ถ้าถอดเหล็กหลังจากนี้ฉันก็ไม่ได้เจอหน้าหมอโซ่สุดหล่ออีกแล้วน่ะสิ! แล้วอย่างนี้ฉันจะใช้ชีวิตอยู่ได้ยังไง!
“หมอคะ” หลังจากได้ยินเสียงขานรับในลำคอเบาๆ ฉันก็เอ่ยต่อ “แต่หนูรู้สึกว่ายังมีส่วนที่ห่างกันอยู่เลยนะคะ”
“ตรงไหน? เดี๋ยวขอหมอดูหน่อย”
“หมายถึงเราอะค่ะ” ว่าแล้วก็พูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสลดทั้งๆ ที่ยังมีผ้าคลุมหน้าปิดอยู่ “ยังห่างกันอยู่เลย”
ไม่มีเสียงตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด..
หมอเงียบไปเลยหลังจากที่ฉันหยอดไปเบาๆ และมันก็เป็นแบบนี้มานานแล้วแหละ พอฉันหยอดหรือจีบหมอไปตรงๆ เขาก็จะนิ่ง ตีสีหน้าเย็นชาใส่ แต่ถ้าคุยเรื่องฟันหรืออะไรแบบนี้เขาจะคุยปกติมาก
ก็.. ปกติแหละ ชินแล้ว
“หมอใส่เชนดึงฟันให้อยู่แล้ว เดี๋ยวก็ชิด” พอทำอะไรเสร็จแล้วฉันก็ลุกขึ้นนั่งบ้วนปากอย่างเซ็งจิตนิดๆ
ที่เซ็งไม่ใช่เพราะหมอเย็นชาใส่หรอกนะ แต่เป็นเพราะเรื่องที่ถ้าถอดเหล็กฉันก็จะอดมาที่นี่แล้วไม่ได้เจอหมอแล้วน่ะสิ อีกอย่างฉันเองก็กำลังจะเปิดเทอมในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็คงไม่ได้กลับบ้านบ่อย แล้วอย่างนี้ฉันจะทำยังไงดีล่ะ?
ถ้าถามว่าทำไมฉันไม่แอบชอบใสใสล่ะ ต้องตอบเลยว่าเคยทำมาแล้ว แต่ไม่มีอะไรคืบหน้าเลย จนผ่านมาสองปีแขนก็ไม่ได้จับ หน้าก็แทบไม่มอง (มองแต่ปาก) เศร้าค่ะ
คนอย่างหมอโซ่ เท่าที่ฉันจับสังเกต เขาไม่ใช่คนเย็นชาจัดๆ แต่เป็นคนเข้าถึงยากคนหนึ่ง บุคลิกภายนอกก็ดูแบดๆ ถ้าคุยเรื่องเกี่ยวกับฟันเขาจะตอบปกติ แต่ถ้าคุยเรื่องอื่น อย่างเรื่องที่โดนฉันเต๊าะ เขาจะนิ่งใส่
จะบอกให้ว่าคนอย่างใบพลูคนนี้น่ะ ไม่ใช่คนที่จะมานอนรอวาสนาให้เขามาชอบเองหรอกนะ เพราะถ้าเขาชอบฉัน คงไม่รอมาสองปีแบบนี้หรอก
เพราะฉะนั้นรักนี้ ต้อง รุก!